ข่าว

06 ก.ค. 2555
อภิสิทธิ์ ตำหนิ รัฐบาลชอบใช้งบเยอะ ๆ กู้เงินเยอะ ๆ แต่ขาดรายละเอียดโครงการให้ประชาชนรับรู้
(6 กค. 55) นาย
“แต่ว่าก็ได้ติดตาม มีทีมของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งติดตามเรื่องนี้ แล้วก็เป็นห่วงมาตั้งแต่ต้น เพราะว่าตั้งแต่แรกนั้น การตั้งโครงการคงจำได้นะครับว่า เป็นการเอาเงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชนมา ก็ที่เคยบอกนะครับว่าเอากระเป๋าซ้ายเก็บเงินภาษีจากประชาชนมากระเป๋าขวา โดยอ้างว่ามาช่วยทำให้สินค้าถูกลงสำหรับคนที่ไปซื้อของในร้านเหล่านี้ แต่ว่าก็เป็นห่วงตั้งแต่ต้นเพราะว่าจริง ๆ แล้วถ้าฟังรายละเอียดของโครงการก็จะทราบว่า ตัวร้านนั้น ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างในนั้นจะถูก จะมีเป็นเพียงบางรายการที่ได้รับการสนับสนุน อย่างนี้เป็นต้น แล้วก็สุดท้ายเราก็ตั้งคำถามกันมาตลอดว่า พวกเราแต่ละคนจะมีโอกาสได้ไปใช้บริการมากน้อยแค่ไหน ทีนี้เวลาผ่านไปก็น่าจะชัดเจนยิ่งขึ้นนะครับว่า วันแรกใช้เวลานานมากกว่าจะตั้งได้สัก 1 ร้าน ต่อมาก็บอกมีการขยายแต่ว่าสุดท้ายก็อย่างที่มีการตรวจสอบแล้วก็เผยแพร่ข้อมูลกันไป เข้าไปในร้านแล้วไม่มีสินค้าที่ต้องการบ้าง หรือสินค้าที่คิดว่าจะมีราคาถูกก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้เป็นต้น”
คิดว่ารัฐบาลควรเดินหน้าโครงการนี้ต่อไปหรือควรต้องนำเรื่องนี้กลับมาทบทวนเพราะโครงการนี้ไม่ประสบความสำเร็จ
“นอกเหนือจากจะต้องทบทวนตรงนี้แล้ว มันก็มีคำถามเดิมอยู่แล้วว่า งบประมาณที่ตอนนั้นพูดเอาไว้ บอกว่าก็สามารถทำได้ไปจนถึงเดือน รู้สึกจะเดือนตุลา เพราะฉะนั้นหลังตรงนั้นมาก็ต้องมาถามกันอยู่ดีครับว่า จะมีการจัดงบประมาณเพิ่ม อะไรเพิ่มหรือไม่อย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้ยังไงก็ต้องมีการทบทวน แล้วก็ผมก็คิดว่าอันนี้ก็เป็นปัญหาหนึ่งของรัฐบาลนี้ว่า การออกมาตรการอะไรต่าง ๆ นั้นมักจะไม่ได้มีการติดตามดูแลให้เรียบร้อย เพราะฉะนั้นการประเมินนโยบายต่าง ๆ นั้นสมควรที่จะต้องมี
บังเอิญเราก็ครบรอบ 1 ปี เลือกตั้งกันมา น่าจะเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลมานั่งทบทวนดูว่า นโยบายแต่ละเรื่องที่ออกไปนั้น ตกลงผลมันเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นนโยบายอย่างเรื่องร้านถูกใจก็ดี ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องนโยบายใหญ่ ๆ ด้วย เช่นค่าแรง จำนำข้าว รถคันแรกอะไรต่าง ๆ ให้เห็นนะครับว่าสุดท้ายแล้วใช้เงินงบประมาณไปแล้วเท่าไหร่ ผลที่ได้กลับมาคืออะไร การไม่ติดตามก็จะเป็นปัญหา เหมือนกับนาน ๆ ทีเราก็จะได้ยินนายกฯ ต้องเรียกประชุมแล้วก็มาติดตามบอกว่า เอ๊ะ ตกลงเรื่องน้ำท่วมมันก้าวหน้า ไม่ก้าวหน้า ทำหรือยังไม่ทำอะไรต่าง ๆ”
เมื่อทบทวนถึงนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่ใช้หาเสียงในช่วงปีที่แล้ว ขณะนี้พอได้เป็นรัฐบาล นโยบายดังกล่าวเป็นไปอย่างที่ได้เคยหาเสียงไว้หรือไม่ อย่างไร
“ผมว่ามันก็ชัดนะครับ ประชาชนตอบได้ดี 1. ค่าแรง 300 คน 70 กว่าจังหวัดยังไม่ได้ เงินเดือน 15,000 ยังไม่มี เป็นเงินเพิ่ม เงินช่วยเหลือ อะไรก็ว่ากันไป เศรษฐกิจว่าจะดีขึ้น ก็เจอกับปัญหาของแพงมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นในภาพรวมก็ค่อนข้างชัด ส่วนไอ้ความวุ่นวายต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นจากเซ็ตของรัฐบาลทั้งสิ้น ซึ่งก็สวนทางกับความคาดหวังที่ตอนนั้นให้ไว้กับประชาชนว่า แก้ไข ไม่แก้แค้น จะทำให้เกิดความสงบเรียบร้อย แต่จนถึงทุกวันนี้ก็กลายเป็นว่า มวลชนเสื้อแดงก็ยังเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา”
ดูเหมือนตอนนี้จะกลายเป็นการนำมวลชนมาแก้แค้น แต่ไม่แก้ไข
“ก็นั่นแหละครับ นี่แหละคือปัญหาที่ยังไม่สามารถที่จะจัดการได้”
“พอดีเมื่อเช้าอ่านมติชนอยู่ เขากำลังชื่นชมว่าดัชนีความเชื่อมั่นมันสูงสุดตอนนี้ นับตั้งแต่เลือกตั้งมา ความจริงถ้าเกิดวิเคราะห์ลงไปอีกหน่อยนึงก็จะดีนะครับ คือต้องยอมรับครับว่าดัชนีความเชื่อมั่นในช่วงปีที่ผ่านมา ช่วงแรกก็กระทบจากเรื่องน้ำท่วม และความจริงดัชนีความเชื่อมั่นในเวลามีการเลือกตั้งผ่านมาอย่างนี้ มันควรจะพุ่งสูงขึ้น ถามว่าทำไมมันเพิ่งมาขยับเดือนนี้นะครับ ก็หลังจากที่รัฐบาลเริ่มถอยเรื่อง พรบ. 4 ฉบับที่ว่า ถ้ามติชนจะแหม เขียนเชียร์ต่อนะครับว่า พรบ. 4 ฉบับ อย่าไปทำเลย น่าจะดีครับ”
ตามที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี ในฐานะประธาน กบอ. ระบุว่าปีนี้มั่นใจน้ำท่วมเพียง 1% เท่านั้น และ กทม. น้ำไม่ท่วมอย่างแน่นอนนั้น เหตุใดทำให้มีความมั่นใจได้อย่างนี้
“คงต้องเชิญท่านรัฐมนตรีมาถามเองมั๊งครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วก็ต้องย้ำนะครับว่า ปัจจัยหลักก็คงจะเป็นปริมาณน้ำ ที่จริงถ้าทราบว่าท่านก็พูดประเมินถึงว่าขณะนี้น้ำจะน้อยกว่าปีที่แล้วประมาณ อาจจะเกือบ 20% ตรงนี้ปัจจัยหลักครับ ถ้าน้ำน้อยกว่าปีที่แล้วค่อนข้างเยอะก็น่าจะทำให้ปัญหาอย่างปีที่แล้วไม่เกิดขึ้น แต่ว่าสิ่งที่ผมคิดว่าอยากจะให้รัฐบาลทำนั้นคือมีการสรุปออกมาดีกว่า เป็นพื้นที่ ๆ ไป ตกลงจังหวัดอย่างเช่น สมมติพิษณุโลก บางระกำ ขณะนี้ปีนี้กับปีที่แล้วมันต่างกันอย่างไรในแง่การเตรียมการ นครสวรรค์ต่างกันยังไง สุโขทัยต่างกันยังไง อ่างทอง อยุธยา ว่ามาจนถึงปทุมฯ นนท์ฯ กรุงเทพฯ อย่างนี้ผมว่าประชาชนก็จะอุ่นใจ บอกมีพื้นที่เตรียมไว้รับน้ำเพิ่มขึ้น มีประตูระบายน้ำ หรือมีอะไรที่มันมีการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ หรือเบี่ยงเบนไม่ให้น้ำเข้ามาทำความเสียหายอย่างไร อันนี้ก็จะชัดเจน
คือขณะนี้ถ้าถามว่ามีอะไรที่เป็นความแตกต่างที่ประชาชนอาจจะมองเห็น จับต้องได้มันจะมีเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมที่เขาไปสร้างกำแพง หรือสร้างเขื่อนกันเอง อย่างนั้นเราก็เห็นชัดเจนว่า เอาละขณะนี้ 7 หรือ 6 นิคมฯ สวนอุตสาหกรรมที่ว่านั้นมีการก่อสร้าง ซึ่งก็เสร็จไปแล้วประมาณครึ่งหนึ่ง ผมว่าถ้ารัฐบาลสรุปมาอย่างนี้ ประชาชนก็จะมีความมั่นใจ อุ่นใจมากขึ้น แต่ถ้าพูดลอย ๆ บอก ปีนี้ไอ้ 1% ผมก็ไม่ทราบนะครับ ตัวเลขประเมินอะไร ยังไง จากไหน มันก็กลายเป็นเรื่องซึ่งยังไม่สามารถที่จะทำให้คนมองเห็นภาพได้”
วันนี้เกิดคำถามจากคนที่อยู่รอบแนวนิคมอุตสาหกรรมว่าหากมีน้ำท่วมมาชนกำแพงแล้วมาท่วมชาวบ้านจะทำอย่างไร
“แน่นอนครับ ผมถึงบอกไงครับว่ามันจำเป็นต้องมาไล่ดูเป็นพื้นที่ ๆ เลย ตกลงความเปลี่ยนแปลงคืออะไร ฉะนั้นที่ผมเอ่ยเรื่องนิคมฯ มาก็เพื่อจะให้เห็นว่า เอาละสมมติสร้างเสร็จ ตอนนี้สร้างอยู่ประมาณ 50% แล้วยังไง ข้างนอกทำยังไง แตกต่างอย่างไร มีผลกระทบอย่างไร ตรงนี้ต่างหากที่ผมคิดว่ารัฐบาลน่าจะต้องใช้เวลาในช่วงนี้เร่งทำความเข้าใจกับประชาชนว่า ถึงเวลาจริง ๆ แล้วบริหารจัดการกันอย่างไร
เพราะผมก็เคยพูดนะครับว่า ถ้าสมมติเกิดน้ำมาเยอะ ท่วมอยู่ข้างนอกนิคมฯ แล้วชาวบ้านมีความรู้สึกว่า อ้าว ที่น้ำตัวเองท่วมอยู่นั้น ถูกกั้นโดยเขื่อนของนิคมฯ แล้วอะไรจะเกิดขึ้นถ้าไม่มีการทำความเข้าใจบริหารจัดการว่าจะทำกันอย่างไร เดี๋ยวก็มี สส. พรรคเพื่อไทยไปไล่ทุบเขื่อนเขาอีก”
แล้วเรื่องพื้นที่รับน้ำ 3 ล้านไร่ เป็นอย่างไร
“ก็ไม่มีคำอธิบายอะไรนี่ครับว่าอยู่ที่ไหนอย่าง จะบริหารจัดการ จะชดเชยเยียวยาในกรณีที่ไปกระทบอะไรอย่างไร ผมว่าตรงนี้คือปัญหา ก็คล้าย ๆ กับที่เราคุยกันตอนต้นว่า ที่ประกาศเป็นนโยบายเอาไว้บอกว่า ทุกอย่างพร้อมเดือน มค. เดือน กพ. ก็ต้องเอามาให้ดู ก็ใช้เงินไปเป็นนับแสนล้านแล้ว ตกลงการเตรียมความพร้อมมันต่างจากเดิมอย่างไร”
หลังจากที่ ครม. อนุมัติร่าง TOR ในการเชิญเอกชนทั้งในและต่างประเทศ มาเสนอแผนบริหารจัดการน้ำ งบประมาณ 3 แสนล้าน โดยวันนี้กระทรวงการต่างประเทศจะได้เชิญเอกอัครราชทูตของประเทศต่าง ๆ เข้ามาฟังเรื่องของ TOR และวันที่ 9 กค. นายปลอดประสพ จะได้เชิญเอกชนที่สนใจเข้ามารับ TOR ไป ในเรื่องนี้มองอย่างไรบ้าง
“ผมเองก็ยังไม่ค่อยชัดเจนนะครับว่าตกลงโครงการที่ว่านั้นคือโครงการอะไรบ้าง แล้วก็สุดท้ายคือการเปิดให้มีการแข่งขันกันในระดับนานาชาติหลายคน หรือเอาต่างชาติเข้ามาก็ไม่ขัดข้องนะครับ ถ้าคิดว่าจะทำให้เราได้สิ่งที่ดีขึ้นราคาถูกลงอะไรก็ว่ากันไป แต่คงไม่ได้หมายความว่าตัดสิทธิ์คนไทยมังครับ นอกจากว่าไปกำหนดสเปคอะไรอย่างไร ซึ่งอันนี้ก็จะมีการติดตามในรายละเอียด รูปแบบที่ TOR ที่จะว่ากันไป
แต่ว่าผมเอง ผมไม่ค่อยแน่ใจนะครับ ผมมีความรู้สึกว่า ขณะนี้โครงการต่าง ๆ มันขาดรายละเอียดที่บอกกับสังคม และผมไม่ทราบว่าทางเทคนิคจะเป็นอย่างไร ผมจำได้นะครับ สมัยรัฐบาลคุณทักษิณ ก็เคยมีการเปิดทำเนียบ เปิดอะไรให้ต่างชาติเข้ามาเพื่อที่จะมาแสดงความสนอกสนใจในการลงทุนในเมกกะโปรเจคต่าง ๆ ก็ตื่นเต้นกันมาก แต่ว่าสุดท้ายก็ไม่มีอะไรออกมา”
“เราคุยกันหลายหน เราก็บอกเอ๊ะ แปลกรัฐบาลนี้ไม่ค่อยเอางานเป็นตัวตั้ง จะทำอะไรจำเป็นแค่ไหน มันจะดียังไง แล้วก็จะป้องกันผลกระทบที่มันเกิดขึ้นยังไง เสร็จแล้วมาดูงานให้เรียบร้อยแล้วก็เอาละใช้เงินเท่าไหร่ จะหาเงินมาจากไหน จะให้ใครมาทำ แต่รัฐบาลนี้ไม่ค่อยชอบคิดแบบนี้ อยากใช้เงินเท่านี้ อยากจะชวนคนมาทำอันนี้ ทำอะไรก็ยังตอบกันไม่ได้เลยครับ คือมันกลับหัวกลับหางกันหมด ดูรัฐบาลจะชอบเรื่องการจะมีการประมูลจัดซื้อจัดจ้าง ใช้งบประมาณมาก ๆ กู้เงินเยอะ ๆ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะทำอะไรสุดท้ายปลายทาง”
ในเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญวานนี้ กับคำให้การทั้งหมด และบทบาทของศาลเป็นอย่างไรบ้าง
“ผมว่าการกำหนดประเด็นให้ชัด แล้วก็การกำหนดระบุว่า ผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง มีสิทธิ์ในการนำพยานต่าง ๆ เข้ามา ก็เป็นความโปร่งใสดี ส่วนความเห็นของแต่ละท่านที่ให้ การซักถามนั้นก็คงจะเป็นมุมมองที่แตกต่างกันอยู่แล้ว เป็นเรื่องปกติในแง่ของข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง วันนี้ก็จะเป็นโอกาสของผู้ถูกร้อง ที่จะได้นำเสนอมุมมองของตนเอง แล้วก็ขณะเดียวกันอีกฝ่ายก็คงมีสิทธิ์ในการที่จะซักถาม ซักค้านนะครับ
ผมว่าทุกอย่างก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ก็ขอให้กระบวนการมันโปร่งใสแล้วก็การดำเนินการก็ตรงไปตรงมา แล้วก็ทุกฝ่ายก็จะได้ยอมรับ มันก็จะได้มีข้อยุติครับ”
วันนี้จะได้เป็นโอกาสของผู้ถูกร้องที่จะได้ชี้แจงแสดงเหตุผลต่อศาล ในเรื่องนี้คิดว่าจะใช้เวลา 2 วันใช่หรือไม่
“ผมเข้าใจว่าไม่น่าจะมีเหตุผลอะไรที่จะต้องมีการเรียกไต่สวนพยานเพิ่มเติม แต่ว่าหลังจากวันนี้แล้ว ทางศาลจะใช้เวลาในการพิจารณาประชุมหรือเขียนคำวินิจฉัยกันนานเท่าไหร่ อันนี้เรายังไม่ทราบ แต่วันนี้เราอาจจะทราบนะครับก็พอไต่สวนเสร็จ ทางศาลก็อาจจะนัดมาฟังกัน หรือกำหนดกรอบเวลาได้ครับ”
“ใจผมก็อยากให้เสร็จก่อนเปิดสมัยประชุมครับ มันจะได้ไม่มีปัญหา”
อยากให้ประชาชนมองการตัดสินของศาลในครั้งนี้อย่างไร
“คือผมก็อยากให้ศาลนั้น เมื่อตัดสินจะไปในทางไหนก็ตาม ให้ให้เหตุผลให้ละเอียด มิเช่นนั้นแล้วก็เดี๋ยวจะมีปัญหาอีกว่า ฝ่ายไหนไม่พอใจละก็เอาละครับ 2 มาตรฐาน หรือว่าอะไรต่าง ๆ นานา เพราะฉะนั้นดีที่สุดการวินิจฉัยก็ต้องพยายามให้เหตุผลให้ละเอียดที่สุด เพื่อให้ประชาชนทุกฝ่ายเข้าใจ หรือบางคนถ้าเกิดไม่พอใจยังไงก็ไม่ยอมเข้าใจ อย่างน้อยคนที่เขาเข้าใจก็ยังได้สามารถไปอธิบายได้ว่าการตัดสินเป็นอย่างไร”
ต่อกรณีของคลิปเสียงของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา สะท้อนอะไรบ้างกับบทบาทของประธานรัฐสภา กับบทบาทของครอบครัวชินวัตรต่อการเมืองไทย
“ผมไม่ได้อ่านนะครับ ผมไม่ได้ฟังยาวตลอดก็ได้อ่านข้อความ ที่จริงเบื้องต้นนั้นผมอยากให้เจ้าตัว ท่านประธานออกมาพูดให้ชัด ๆ ไว้ก่อนว่าตกลงเป็นเสียงท่านจริงหรือเปล่า ถ้าจริงไปพูดที่ไหนเพราะอะไร ก็ว่ากันไป ก็ต้องให้ความเป็นธรรมก่อนนะครับ ทีนี้แต่รู้สึกว่าทีนี้ในพรรคเพื่อไทยเอง ก็เหมือนกับยอมรับแล้วว่าเป็นเสียงจริง ก็ต้องมาดูเนื้อหาสาระ ซึ่งผมว่ามันก็มีนัยยะสำคัญมาก
1. เป็นการชี้ให้เห็นถึงบทบาทของคุณทักษิณ ที่ยังคงเข้ามาเกี่ยวข้อง วุ่นวาย กับการบริหารงานทั้งของรัฐบาล เกี่ยวข้องกับงานของสภา ซึ่งอันนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่งละ
ประเด็นที่ 2 ยิ่งชัดเข้าไปอีกก็คือเป็นไปอย่างที่พวกผมพูดมาตลอดว่า ไอ้เรื่องรัฐธรรมนูญก็ดี เรื่องกฎหมาย 4 ฉบับก็ดี เป็นสิ่งที่สุดท้ายแล้ววนเวียนอยู่กับเรื่องผลประโยชน์ของตัวคุณทักษิณ ปัจจัยในการขับเคลื่อน อันนี้ก็เป็นเรื่องผลประโยชน์ของคุณทักษิณทั้งสิ้น อันนี้ก็คือสิ่งที่เป็นปัญหาที่ผมว่าก็มีผลกระทบตามมาในเชิงข้อกฎหมาย ในเชิงอะไรต่าง ๆ อีกเยอะ แล้วก็
ประการที่ 3 ก็แน่นอนครับ เครื่องหมายคำถามก็เกิดขึ้นว่า ตกลงบทบาทของท่านประธานสภา ที่จะต้องดำรงความเป็นกลางจะเป็นอย่างไร ถ้าหากว่าเนื้อหาสาระในการพูดจากันเป็นอย่างนี้
แต่ว่าเบื้องต้นนั้นผมคิดว่า อยากจะให้คุณสมศักดิ์ได้ออกมาชี้แจงก่อนว่า ตกลงมันใช่ หรือไม่ใช่ พูดในบริบทอะไร อธิบายยังไงว่าที่พูดไปอย่างนี้ ในประเด็นที่ผมได้กล่าวไปแล้ว บทบาทคุณทักษิณก็ดี บทบาทประธานสภาก็ดี”
จากคลิปเสียงดังกล่าว เมื่อฟังทั้งหมดกลายเป็นว่าประเทศไทยตกอยู่ภายใต้คนในครอบครัวเดียว ที่สามารถกำหนดชะตากรรมของคนไทยทั้งประเทศเลยใช่หรือไม่
“มันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า มันจะไปพูดถึงเฉพาะตัวบุคคล หรือครอบครัวนั้นก็ไม่ได้นะครับ ก็ต้องมีคำถามถึงบรรดา สส. บรรดารัฐมนตรี หรือแม้กระทั่งตัวนายกรัฐมนตรีว่าท่านมองบทบาทของตัวท่านเองเป็นอย่างไร และมองความสัมพันธ์กับครอบครัวนี้ว่า เป็นอย่างไร”
“เป็นการยืนยันสิ่งที่พวกกระผมพูดมาตลอดนะครับว่า ขณะนี้กลายเป็นว่า องคาพยพของพรรคเพื่อไทย ของรัฐบาลขับเคลื่อนเป้าหมายหลักมันไม่ได้อยู่ที่เรื่องประเทศชาติ มันอยู่ที่การแก้ปัญหาให้กับคน ๆ เดียว เพราะฉะนั้นวันนี้มันน่าจะชัดแล้วครับว่า ใครที่ก้าวไม่พ้นทักษิณ ทุกอย่างวนเวียนอยู่ตรงนี้ครับ ในแง่ของมุมมองของรัฐบาล กับ สส. รัฐบาล กับสภา ครับ”
จะยินดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ได้วีซ่า สหรัฐฯ หรือไม่อย่างไร
“ผมว่าก็เป็นเรื่องของคุณทักษิณไปนะครับว่าอยากจะไปที่ไหน ไปขอจะได้ไม่ได้ ก็เป็นดุลพินิจของประเทศอื่นเขานะครับ”
ข่าวอื่นๆ