ข่าว

09 ก.ค. 2555
'โฆษกปชป.'เปิด บันทึกถ้อยคำ 'อานนท์' ในกมธ.งบฯ มัด 'ปลอดประสพ -สุรพงษ์' โกหกปมสำรวจเมฆ
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการที่สหรัฐขอใช้สนามบินอู่ตะเภากับการได้วีซ่าเข้าสหรัฐอเมริกา และการเดินทางไปกัมพูชาของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 13 ก.ค.นี้
รวมทั้งยังพบหลักฐานมัดว่า นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ และนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ฯ จงใจโกหกประชาชนกรณีอ้างว่าความร่วมมือระหว่าง ประธานจิสด้าและนาซ่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2553 เป็นจุดเริ่มต้นของโครงการสำรวจเมฆ
นายชวนนท์ กล่าวว่า มีบันทึกการให้ถ้อยคำของ นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผอ.จีสด้า ระบุไว้ในที่ประชุมกรรมาธิการงบประมาณฯ ว่าโครงการความร่วมมือระหว่าง นาซ่าและจีสด้าเริ่มต้นจากประธานทั้งสององค์กรพบกันที่สาธารณรัฐเชค มีการลงนามในบันทึกเจตนารมณ์ร่วมเกี่ยวกับความร่วมมือทางวิชาการที่ไม่มีพันธะสัญญาในการดำเนินการใด ๆ เพราะเป็นกรอบกว้าง ๆ ไม่ใช่ข้อตกลงระหว่างหน่วยงาน จากนั้น มีนาคม 2554 นาซ่าจึงเสนอมายังสถานทูตสหรัฐและใช้ช่องทางกระทรวงการต่างประเทศไทยในการเสนอโครงการสำรวจเมฆเข้ามา และในการประชุมหน่วยงานราชการ 5 ครั้งเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว นายอานนท์ ก็ไม่ได้เข้าร่วมทุกครั้ง โดยจีสด้าเพิ่งจะเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 20 ม.ค. 55 แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลโกหกประชาชนมาโดยตลอดทั้งนายปลอดประสพ และนายสุรพงษ์ เพราะต้องการโยนบาปว่าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ริเริ่มโครงการ ซึ่งข้อมูลที่นายอานนท์ให้ต่อกรรมาธิการงบฯตรงกับที่พรรคประชาธิปัตย์ชี้แจงต่อสังคมมาโดยตลอด
“ผมต้องถามกลับไปยังรัฐมนตรีสองคนนี้ว่าทำไมต้องโกหกประชาชน โยนบาปให้ฝ่ายค้าน และคำถามที่นายบุญยอด สุขถิ่นไทย กรรมาธิการงบ ฯ ถามนายอานนท์ คือ น้ำจะท่วมไหมถ้าโครงการนี้ไม่สำเร็จ ก็ได้รับคำตอบว่าไม่เกี่ยวกันเพราะเป็นเรื่องการศึกษาวิจัย ไม่สามารถใช้งานได้ทันทีในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่นายปลอดประสพและนายสุรพงษ์?นำมาขู่ประชาชนด้วยว่าถ้านาซ่าไม่ได้เข้ามาจะทำให้น้ำท่วม เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ พรรคจะดำเนินคดีตามกฎหมายกับรัฐมนตรีทั้งสองคน เพราะรับไม่ได้ที่โกหกประชาชนออกทีวี ข่มขู่ประชาชน ฝ่ายค้าน เป็นเรื่องที่ผิดจริยธรรมโดยสิ้นเชิง ซึ่งจะยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้มีการสอบจริยธรรมด้วย "นายชวนนท์กล่าว
นายชวนนท์ กล่าวต่อว่า ผมคิดว่ารัฐบาลหวังผลทางการเมืองจึงบิดเบือนข้อเท็จจริงกับประชาชน และที่สำคัญคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้วีซ่าเข้าสหรัฐเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว น่าแปลกว่าทำไมจึงได้วีซ่าถึง 10 ปี มี 7 ข้อที่ผมคิดว่ารัฐบาลต้องตอบ 1. ผมไม่แน่ใจว่าโครงการนี้เป็นจุดเริ่มต้นแล้วจบลงที่พื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยที่จะเจรจาในวันศุกร์นี้ (13 ก.ค.) หรือไม่ เพราะหากโครงการนี้เป็นประโยชน์จริงทำไมต้องโกหกบิดเบือนประชาชน 2. ถ้าโครงการดีจริงทำไมข้อสงสัยของ สมช. 6 ข้อจึงไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาล 3 . ทำไมแผนที่ของนาซ่าจึงระบุแหล่งพลังงานในอ่าวไทยด้วย 4. ผู้บริหารเชฟรอนเคยเข้าพบนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ช่วงต้นของรัฐบาล 5. มีข้อสงสัยว่ามีการพบกันระหว่าง พล.อ.มาร์ติน เดมพ์ซี่ ผบ.สส.สหรัฐ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในช่วงที่มีการประชุมแชงกรีล่า ไดอะล็อค ที่สิงคโปร์ 6. ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้วีซ่าเข้าสหรัฐอเมริกา 10 ปี และ 7. นายกรัฐมนตรีกำลังจะเดินทางนอกหมายไปพบ นางฮิลลารี คลินตัน รมว.ต่างประเทศที่กัมพูชา และจะพบกันแค่สหรัฐ ไทยและกัมพูชาเท่านั้น เรื่องพวกนี้มีพิรุธที่ต้องตรวจสอบว่ามีการนำผลประโยชน์ชาติไปแลกผลประโยชน์ส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่
นายชวนนท์ ยังท้าวความถึงเอ็มโอยู 2544 ที่รัฐบาลเตรียมนำมาใช้เพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ทางทะเลบริเวณอ่าวไทยกับกัมพูชา ว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้ยกเลิกเอ็มโอยูฉบับดังกล่าวเมื่อวันที่ 10 พ.ย.2552 เนื่องจากขณะนั้นมีการตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาสมเด็จฮุนเซน ทำไห้ไม่อาจไว้ใจได้ว่าจะไม่มีการนำข้อมูลภายในไปเปิดเผยต่อกัมพูชา เพราะเอ็มโอยูดังกล่าวลงนามในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี อีกทั้งในการกำหนดเส้นเขตแดนทางทะเลนั้น พบว่ากัมพูชาได้ลากเส้นเขตแดนทางทะเลทะลุผ่านเกาะกูดเข้ามาในอ่าวไทย ตนเคยถามผู้ลงนามในเอ็มโอยู 2544 มานานแล้ว แต่ไม่เคยได้รับคำตอบ และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ ยกเลิกเอ็มโอยูฉบับนี้ ซึ่งตนไม่เถียงเรื่องการพัฒนาแหล่งพลังงาน แต่พื้นที่นี้ไม่ใช่พท้นที่ทับซ้อนจริง หากจะทับซ้อนไม่ควรมากขนาดนี้เพราะมีการลากเส้นเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งตนย้ำหลายครั้งแล้วว่าไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศรองรับทำไมจึงไปลงนามในเอ็มโอยูฉบับนี้ แต่ก็ไม่เคยได้รับคำตอบ
“มีการอ้างถึงเรื่องการพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลร่วมกันระหว่างไทย มาเลเซีย มาโดยตลอด ทั้งที่ไม่สามารถนำมาเทียบเคียงกันได้ โดยความแตกต่างพื้นที่ทับซ้อนไทย มาเลเซีย คือเส้นเขตแดนทั้งสองฝ่ายมีข้ออ้างอิงในทางกฎหมายจึงทำให้มีการพัฒนาร่วมกัน แต่กัมพูชาอ้างกฎหมายไม่ได้เพราะขีดเข่ามาในแผ่นดินไทย จึงถามว่าจะเดินหน้าโดยใช้เอ็มโอยูฉบับนี้ได้อย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ สหรัฐก็มีท่าทีเร่งรีบผิดสังเกต ทั้งการให้วีซ่า พ.ต.ท.ทักษิณ กรณีที่นางฮิลลารีบินมากัมพูชา เชิญน.ส.ยิ่งลักษณ์ไปเป็นกรณีพิเศษ ผมเชื่อว่าไม่ปกติต้องมีเงื่อนงำอย่างแน่นอน และจะติดตามใกล้ชิดเพราะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ประเทศชาติ ซึ่งเชื่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการมากที่สุดตั้งแต่เข้ามาจัดตั้งรัฐบาล และขอตั้งข้อสังเกตว่านักธุรกิจสหรัฐที่กัมพูชาซึ่งนายกรํฐมนตรีจะเดินทาไงปกล่าวสุนทรพจน์นั้นน่าจะมีบริษัทเชฟรอนร่วมอยู่ด้วย” นายชวนนท์ กล่าว
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวด้วยว่า หากรัฐบาลจะใช้เอ็มโอยู 44 จะต้องมีการยกเลิกมติครม.วันที่ 10 พ.ย. 52 ที่ทำไว้ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์เสียก่อน จากนั้นคงมีการใช้กรอบการเจรจาชุดเดิม ซึ่งหากเดินหน้าจริงก็จะไปร้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ระงับ โดยรัฐบาลต้องชี้แจงกระบวนการกฎหมายระหว่างประเทศให้ได้ก่อน เพราะตนถามหลายครั้งว่าการให้กัมพุชาลากเส้นเขตแดนจากบกออกทางทะเลมาที่อ่าวไทยใช้กฎหมายอะไรรองรับ เพราะเดิมในอดีตนั้นไม่มีกฎหมายเรื่องทางทะเลมีแต่เขตแดนทางบก จึงมีการกำหนดหลักเขตที่ 73 ซึ่งเป็นเขตแดนทางบกไว้โดยใช้ยอดเกาะกูด จ.ตราดเล็งจากทะเลเข้าพื้นที่ทางบก เพื่อเป็นจุดบอกว่านี่คือหลักเขตสุดท้ายทางบก แต่กัมพูชาหัวหมอ วิ่งย้อนศรขีดเส้นแดนจากบกออกไปทะเล ซึ่งไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศใดรองรับทั้งสิ้น หากจะเดินหน้าจริงต้องมีการยับยั้งการใช้เอ็มโอยูฉบับนี้แน่นอน
ข่าวอื่นๆ