ข่าว

อภิสิทธิ์ยืนยันช่วยรัฐบาลทำงานเต็มที่ ขอให้ยึดประโยชน์ชาติ ประชาชนเป็นที่ตั้ง
01 ส.ค. 2555

อภิสิทธิ์ยืนยันช่วยรัฐบาลทำงานเต็มที่ ขอให้ยึดประโยชน์ชาติ ประชาชนเป็นที่ตั้ง

 

(1 ส.ค. 55) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ 101 เกี่ยวกับบรรยากาศการเปิดประชุมสภาวันแรกว่า วันนี้ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ นอกจากมีวาระการรับทราบ 2-3 เรื่อง

“ก็ไม่มีอะไรนะครับวันนี้ เพราะว่าวาระการประชุมนั้นก็ไม่มีเรื่องที่เป็นปัญหาอยู่แล้ว เนื่องจากท่านประธานบอกว่านัดประชุมเป็นกรณีพิเศษ แล้วก็ในระเบียบวาระก็ไม่ได้มีเรื่องของ พรบ.ล้างผิด 4 ฉบับที่ว่า ก็ไม่ได้เอาเข้ามา แล้วก็เรื่องรัฐธรรมนูญก็เป็นเรื่องของที่ประชุมร่วม ไม่ได้เป็นของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นวันนี้พอเปิดประชุมก็จะเป็นเรื่องตามระเบียบวาระเกี่ยวกับรับทราบ 2-3 เรื่อง แล้วก็ไม่ได้มีการอภิปรายอะไรมากมาย

แล้วก็มีเพียงแต่ว่าทางฝ่ายรัฐบาลก็ขอเสนอเลื่อนระเบียบวาระ คือเปลี่ยนระเบียบวาระ เพื่อให้มีผลในการกำหนดระเบียบวาระปกติไป จะได้ไม่ต้องนัดประชุมพิเศษอีก โดยขอให้เอากฎหมายที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว 10 เรื่องขึ้นมาเอาไว้ก่อนกฎหมายล้างผิด 4 ฉบับ ซึ่งทางฝ่ายค้านก็ติงว่าการทำวิธีนี้ มันก็เหมือนกับเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่สุด แล้วก็ยังสร้างความไม่แน่นอน ความอึมครึม แล้วก็สุ่มเสี่ยงต่อความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง

เพราะว่าพอสมมติสัปดาห์หน้าเริ่มพิจารณาไป สมมติว่าเสร็จไป 7 เรื่อง 8 เรื่อง 9 เรื่อง ก็ต้องมาลุ้นกันอีกว่าจะมีการเลื่อนเรื่องอื่นขึ้นมาแซงเรื่องนี้อีกหรือเปล่า เราก็มีความเห็นว่าทำไมไม่ถอนเรื่องนี้ออกไปเสีย เมื่อมีการไปพูดคุยกันในแวดวงที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ได้ข้อยุติว่ากฎหมายปรองดองควรจะเป็นอย่างไร ก็ค่อยเอากลับเข้ามา มันน่าจะเป็นแนวทางที่มันเหมาะสมกว่า แต่ว่าเอาละฝ่ายรัฐบาลก็ยืนยันว่าจะไม่ถอน ก็บอกทำนองว่าจะค้างเอาไว้ รอจนกว่าฝ่ายค้านจะเปลี่ยนใจอะไรทำนองนั้น แล้วก็ที่ประชุมก็มีมติตามที่ฝ่ายรัฐบาลเสนอว่า ก็จะเลื่อน 10 เรื่องนี้ขึ้นมาก่อน แล้วก็หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษครับ ก็รับทราบเรื่อง 2 เรื่อง แล้วปิดประชุมไปครับ”

 

ที่ไม่สบายใจในเรื่องนี้ เป็นเพราะรัฐบาลชัดเจนว่าไม่คิดถอนร่างพรบ.ปรองดอง กับ ร่างแก้รัฐธรรมนูญใช่หรือไม่

“ก็นี่แหละครับ มันก็เหมือนกับอย่างวันนี้ จะได้คุยกันเรื่องปัญหาบ้านเมืองก็ ผมว่าทุกอาทิตย์ก็ต้องมาคอยถามเรื่องนี้ เอ๊ะ ตกลงอาทิตย์นี้จะขึ้นมามั้ย อาทิตย์นี้จะมีการเปลี่ยนแปลงจุดยืนหรือเปล่า ผมว่ามันก็รบกวนบรรยากาศที่มันควรจะนิ่งสงบไปเลย ถ้าถอนเรื่องนี้ออกไป ทุกคนก็จะได้มานั่งสนใจปัญหาใหญ่ ๆ อย่างตอนนี้ปัญหาชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาใหญ่มาก ปัญหาเศรษฐกิจซึ่งในยุโรปก็ยังไม่ได้มีอาการของการที่จะคลี่คลายในทางที่เราจะวางใจได้ ตัวเลขการส่งออกก็ติดลบ หรือปัญหานโยบายอย่างจำนำข้าว ซึ่งขณะนี้ผมก็ไม่เคยเห็นยุคไหนที่สถาบันระหว่างประเทศ สื่อต่างประเทศ แล้วก็รวมถึงภายในประเทศเอง ผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ผู้ส่งออก เกษตรกรบางส่วน ไปจนถึงนักวิชาการ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เป็นเสียงเดียวกันหมดว่า นโยบายนี้กำลังสร้างความเสียหายให้กับข้าวไทย แล้วก็ทำให้ภาวะหลายอย่างของเรามีความสุ่มเสี่ยง เสี่ยงต่อการสูญเสียแชมป์การส่งออก เสี่ยงต่อการที่จะต้องมีภาระงบประมาณเพิ่มขึ้นปีละ แสนล้าน แสน 5 หมื่นล้าน เสี่ยงต่ออีกหลายต่อหลายเรื่องครับ”

 

ที่บอกว่าฝ่ายรัฐบาลอยากรอให้ฝ่ายค้านเปลี่ยนใจ แล้วฝ่ายค้านจะเปลี่ยนใจหรือไม่

“ผมก็ยังมองไม่เห็นนะครับว่า ฝ่ายค้านจะไปเปลี่ยนใจด้วยสาเหตุอะไร ถ้าบอกว่าอยากจะให้ฝ่ายค้านมาช่วยทำกฎหมายปรองดอง ผมก็บอก เอาง่าย ๆ นะครับ สมมติว่าเขาถอนไป แล้วอยากจะเริ่มต้นกระบวนการที่เรียกว่า ให้อภัย หรือนิรโทษกรรม สมมติทำกฎหมายที่เขียนอย่างเดียวเลยนะครับว่า ไม่มีการไปเอาผิดกับคนที่ฝ่าฝืน พรก. หรือการประกาศภาวะฉุกเฉิน อย่างนี้ทุกฝ่ายเห็นพ้องด้วยกันอยู่แล้ว ทำได้เลยครับ แต่ขอความกรุณาอย่าไปพ่วงคนทุจริต ขอความกรุณาอย่าไปพ่วงคนที่จงใจทำให้เกิดความเสียหายในบ้านเมือง ให้เกิดความวุ่นวาย เอาอาวุธออกมา อาวุธสงครามมาใช้ในเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง อย่างนี้ผมว่า ถ้าคุยกันจริง ๆ ก็ไปได้ครับ แต่ถ้าบอกว่าในการปรองดอง ในการที่จะเดินหน้าเรื่องนี้ยังไงก็ต้องมีการพ่วงแถมให้กับคนโกงไปด้วย ผมก็ยังนึกไม่ออกว่าจะมีเงื่อนไขอะไรที่จะทำให้ฝ่ายค้านเปลี่ยนใจ”

 

ดังนั้นจึงเสนอให้ถอนออกไป เพราะมันไม่ใช่เรื่องเสียหน้าใช่หรือไม่

“ผมไม่คิดว่ารัฐบาลควรจะมาให้ความสำคัญกับเรื่องหน้าตามากกว่าที่จะทำให้บรรยากาศบ้านเมืองดี แล้วก็ระดมทุกฝ่ายมา อย่างวันนี้ก็ต้องมาเสียเวลาของสภาไปอีก 1 สัปดาห์ แทนที่จะได้มีการพิจารณาจะเป็นญัตติอย่างนี้เป็นต้น”

 

ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องไฟใต้กลายเป็นประเด็นที่ดูจะเป็นเรื่องการเมือง Blame Game โยนกันไปโยนกันมาว่า ตอนประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลบอกว่าจะแก้ได้ใน 9 เดือน แล้วก็แก้ไม่ได้ ไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่ใส่เรื่องนี้ แต่ใส่ใจเรื่องนี้อยู่

“ไม่มีใครเคยพูดหรอกครับว่า มันจะแก้ได้ 9 เดือน 10 เดือนนะครับ สิ่งหนึ่งที่ผมเคยพูดไว้ตอนเลือกตั้งปี 50 ก็คือ 99 วัน อยากจะผลักดัน ศอ.บต.ใหม่ขึ้นมา แต่ว่าเราไม่ได้ชนะเลือกตั้ง ทีนี้พอเปลี่ยนแปลงมาเป็นรัฐบาลกลางเทอมของสภา แล้วก็มีกฎหมายค้างอยู่เยอะแยะ เราก็เลยต้องใช้วิธีการในการตั้ง ครม.ใต้ คณะกรรมการที่มาดูแลเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ แล้วก็ค่อย ๆ ทำกฎหมายซึ่งสุดท้ายก็ทำสำเร็จ แล้วผมก็ไม่ได้บอกว่าปัญหามันจะหาไปหมด

แต่ว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นและดูจะเป็นที่ยอมรับ แม้แต่รองนายกฯ เฉลิมเอง ก็พูดให้สัมภาษณ์หลายครั้ง มาพูดกับผมส่วนตัวหลายครั้งว่า เอออยากจะรู้ว่าตอนที่ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ทำไมเหตุการณ์มันบรรเทาเบาบางลง มันดูไม่รุนแรงเหมือนกับสถานการณ์อย่างนี้ ก็เท่ากับเป็นการยอมรับว่า มันมีการทำบางสิ่งบางอย่างมาได้

ผมไม่ได้ต้องการที่จะหยิบเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับเรื่องการเมืองครับ แล้วผมก็ยังยืนยันเลยว่า สิ่งที่รัฐบาลควรจะต้องทำนั้น ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่มาเกี่ยวข้องอะไรกับว่า เพื่อไทย หรือประชาธิปัตย์ สิ่งที่รัฐบาลควรทำก็คือยึดตามกฎหมาย ศอ.บต. ฉบับใหม่ ซึ่งสภาชุดที่แล้วเป็นผู้ออก และที่สำคัญกว่านั้นครับ เมื่อกฎหมายนี้ออกมาแล้ว เขาก็บอกว่ากระบวนการจัดทำนโยบายที่เกี่ยวข้องกับ 3 จังหวัดเป็นการเฉพาะนั้น ให้เป็นหน้าที่ของ สมช. สภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งภายใต้รัฐบาลชุดนี้เองครับ สมช. ก็ได้จัดทำนโยบายมา แล้วก็มานำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อทราบ

รัฐสภาก็ได้รับทราบไปแล้ว แล้วก็เห็นว่า แม้ว่าอาจจะมีข้อสังเกตอะไรก็ตาม เป็นนโยบายทิศทางที่ถูกต้อง แต่ประเด็นที่ สส.ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งอยู่ในพื้นที่สัมผัส พวกผมสัมผัส แล้วก็พยายามสะท้อนมาถึงรัฐบาลตลอดเวลาก็คือว่า นโยบาย สมช. นี้ไม่ได้ถูกนำมาปฏิบัติ แล้วก็ปัญหาที่ไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นก็มีเหตุผลหลายเหตุผล

1. มีการเปลี่ยนแปลงบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหา ตั้งแต่ ศอ.บต. ไปจนถึงการโยกย้ายแต่งตั้งในสมช. ซึ่งปรากฎว่า คนที่เคยมีบทบาทในการช่วยคิด ช่วยแก้ไขปัญหา ช่วยร่างนโยบายปัจจุบัน ถูกย้ายออกจากตำแหน่งเหล่านั้นหมดแล้ว กับ

2. การที่เราทำงานเรื่องนี้ เราทราบดีนะครับ ต้องไม่ลืมว่าเรามีเจ้าหน้าที่อยู่ใน 3 จังหวัดภาคใต้เป็นจำนวนมหาศาลเลยนะครับ ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือว่า ฝ่ายนโยบายต้องค่อนข้างที่จะเกาะติดสถานการณ์ เกาะติดพื้นที่ เพื่อทำความเข้าใจ เพื่อคลี่คลายปัญหาซึ่งอาจจะเกิดขึ้น แล้วก็เพื่อให้เกิดการประสานงาน หรือการบูรณาการให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

รัฐบาลที่แล้ว มอบหมายท่านรัฐมนตรี ถาวร เสนเนียม ให้อยู่ในพื้นที่เป็นหลัก แล้วก็ท่านรัฐมนตรีถาวร ก็ใช้เวลาอยู่ในพื้นที่เยอะมากนะครับ แทบจะเรียกได้ว่าต้องแวะเวียนไปเกือบตลอดเวลา คงไม่กล้าพูดได้ว่าทุกวันนะครับ แต่ก็บอกได้เลยว่า ในสัปดาห์นึงก็ต้องแวะเวียนไป ในการที่จะไปติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ

รัฐบาลนี้ไม่มีการมอบหมายใครเลย ถ้าจะมีการมอบหมายก็เช่นมอบหมายรองนายกฯ เฉลิม รองนายกฯ เฉลิมก็มีจุดยืนชัดเจนอีกว่าจะไม่ไปในพื้นที่ ที่อุตส่าห์ไปคิดอะไรนะครับ บก.ส่วนหลังขึ้นมา เพนตาก้อน ก็เพราะว่ามาจากสมมติฐานที่ว่าจะไม่ไปพื้นที่ ซึ่งตรงนี้ผมก็ท้วงติงมาโดยตลอด คือจะวิจารณ์ผมไม่ได้ไปเจาะจงว่านายกฯ ต้องไป หรือรองนายกฯ ต้องไป แต่ผมบอกว่า รัฐมนตรีซักท่านนึงครับ ควรจะต้องมีการเข้าไปติดตามดูแลเรื่องพวกนี้ เพราะผมทราบดีว่าในเหตุการณ์ในสถานการณ์ในภาคใต้นั้น การทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน การมีเหตุความรุนแรงเหตุใดเหตุหนึ่ง แล้วถูกนำไปใช้เพื่อการปลุกระดมให้นำไปสู่ความรุนแรงอีกเหตุหนึ่งมันมีขึ้นตลอดเวลา

เพราะฉะนั้นถ้ามีฝ่ายนโยบายที่เกาะติดสถานการณ์ เกาะติดพื้นที่ ก็จะอยู่ในฐานะที่จะช่วยประสานงานอะไรต่าง ๆ ได้ ทีนี้พอมีแนวคิดที่ นายกฯ เอง ก็บอกมอบรองนายกฯ รองนายกฯ เองบอกว่าไม่ขอไปพื้นที่แล้วก็ไม่มีการมอบหมายใครให้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ ตัวคนที่ทำนโยบายก็ถูกโยกย้ายไป ตรงนี้ครับที่มันเป็นช่องว่างที่เกิดขึ้น

ที่เราก็บอกว่า ทำไมไม่พยายามปรับแนวทางการทำงานตรงนี้ เพื่อที่จะให้สถานการณ์มันสามารถที่จะเรียกคืนความเชื่อมั่นมา เพราะความเชื่อมั่นนั้นสำคัญ เนื่องจากว่าถ้าหากว่าประชาชนในพื้นที่ไม่มีความเชื่อมั่น เขาก็ไม่กล้าให้ความร่วมมือกับรัฐ และความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่นั้นเป็นหัวใจสำคัญที่สุดที่จะป้องกันเหตุการณ์ต่าง ๆ”

 

เป็นไปได้หรือไม่ว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นวาระแห่งชาติ ที่ฝ่ายค้านกับรัฐบาลจะได้ทำงานร่วมกันได้หรือไม่ ในขณะที่การแถลงของนายชวนนท์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ออกมาประนามนายกฯ ที่มีความสุขบนความทุกข์ของประชาชน และขอให้กำลังใจทหารตำรวจประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งดูเป็นเรื่องการเมือง

“คืออันนั้นก็เป็นเรื่องการสะท้อนความรู้สึกนะครับ ซึ่งผมก็ได้พูดบอกว่าอยากให้นายกฯ ระมัดระวังเหมือนกัน เพราะว่าอย่างเมื่อวาน เมื่อคืนนี้ พอเกิดเหตุการณ์แล้วก็เป็นภาพของภารกิจของนายกฯ มันก็ไปกระทบกระเทือนความรู้สึกในประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน ก็อยากให้ระวัง แต่ว่าจะเป็นสิ่งที่คุณชวนนท์ หรือใครสะท้อนนั้น ไม่มีตรงไหนเลยนะครับ ที่บอกว่าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ช่วยในการแก้ไขปัญหาตามหน้าที่ของเรา

เราพร้อมแล้วก็จริงๆ ผมก็แนะนำ พูดคุยกับรองนายกฯ เป็นครั้งคราวที่ได้เจอกัน ก็ได้แนะไปว่าน่าจะลองคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ แล้วก็บางเรื่องผมก็บอกว่ามันก็จำเป็นที่จะต้องพูดจากันตรงไปตรงมา อย่างเช่นปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น เราก็เคยชี้ให้เห็นว่า มันมีความเคลื่อนไหวของคุณทักษิณ ซึ่งจะด้วยเจตนาดีหรือไม่ ก็สุดแล้วแต่ แต่พยายามที่จะเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ แล้วเกิดไปเคลื่อนไหวอยู่ในมาเลเซีย แล้วมันก็เป็นเงื่อนไขที่เราก็รับฟังมาว่ามันเป็นปัญหา แต่ว่าถ้าเกิดบอกว่า ห้ามไปพูดถึงคุณทักษิณ หรือว่าปฏิเสธอย่างเดียวว่าไม่เป็นความจริงซึ่งสวนทางกับแหล่งข้อมูล แหล่งข่าวต่าง ๆ ที่ให้กับเรามาหมด มันก็ไม่รู้จะช่วยยังไงเหมือนกันนะครับ ถ้าหากว่าเราไม่สามารถที่จะพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาได้”

 

นอกจากการให้คำแนะนำ และการให้ข้อมูลแล้ว จะมีทางไหนหรือไม่ ที่ฝ่ายค้านจะได้ช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม

“ความจริงเราก็ช่วยเต็มที่นะครับ ถามว่าเราทำอะไรได้ ผมไม่มีอำนาจในการบริหาร แล้วก็ไปแทรกแซงก็ไม่ได้นะครับ ถ้าไปแทรกแซงเดี๋ยวก็ไปร้องผมที่ศาลรัฐธรรมนูญอีก แล้วก็ผมก็ทำได้ในการบอกไงครับว่า ผมเห็นปัญหาตรงนี้ แต่ว่าถ้ารัฐบาลฟังแล้ว รัฐบาลเห็นไม่ตรง ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงนะครับ ผมก็ต้องมีสิทธิ์ในการที่จะบอกว่า ผมว่ามันยังไปไม่ตรงทิศ ไม่ตรงทาง ไม่ถูกจุด ก็เท่านั้นเอง และผมก็พยายามบอกด้วยนะครับว่า ไม่ต้องมาฟังประชาธิปัตย์ฝ่ายเดียวหรอก มันมีหลาย ๆ กลุ่มที่เขาทำงานอยู่ในภาคใต้ เช่นองค์กรเอกชน แม้กระทั่งสื่อเอง ก็มีศูนย์ข่าวอิสรา ซึ่งค่อนข้างที่จะมีความตั้งใจสูงมากในการที่จะมีบทบาท มีข้อเสนอแนะที่สร้างสรรค์เกี่ยวกับปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ แล้วก็รวมไปถึงองค์กรอื่น ๆ อีก ซึ่งอาจจะไม่ได้ทำงานเรื่องนี้โดยตรง แต่ว่าต้องเข้าไปทำงานในพื้นที่ด้วย แล้วก็แน่นอนครับ หน่วยงานของรัฐเอง จะเป็นทหาร ตำรวจ หน่วยงานข่าว หน่วยงานการพัฒนาทั้งหลาย ซึ่งอย่างที่ผมบอกนะครับว่า ก็เมื่อท่านไม่ยอมส่งรัฐมนตรีลงไปสัมผัสกับคนเหล่านี้ในพื้นที่เลย เขาจะฟัง ควรจะต้องฟังจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงของเขาเท่านั้นอย่างนี้ มันก็เป็นปัญหาครับ”

 

ประชาชนทั่วไปอาจจะรู้สึกสะเทือนใจจากภาพที่ได้เห็น ส่วนคุณอภิสิทธิ์ได้ประเมินความรุนแรงว่ามากขึ้น หรือผิดปกติหรือไม่ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนรอมฏอน

“ผมว่าคำตอบในคำถามอย่างนี้ จะตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ มันก็คงไม่ถูกต้องเสียทีเดียวหรอก คือจะบอกว่าเหตุการณ์สะเทือนใจมันเคยเกิดขึ้นมั้ย ต้องยอมรับมันเคยเกิดขึ้นมาตั้งหลายครั้งแล้ว แต่ถามว่า เพราะฉะนั้นจะไปมองว่ามันเป็นเรื่องปกติ ก็ไม่ใช่อีกเหมือนกันเพราะว่าพฤติกรรมที่ออกมา แล้วบังเอิญครั้งนี้มีภาพที่ถ่ายเอาไว้ได้มันก็อุกอาจมาก และเหตุการณ์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าถี่ ทุกวันก็จะมีเหตุเกิดขึ้น แล้วก็การสูญเสียก็มีทั้งเจ้าหน้าที่ ทั้งประชาชน แล้วก็ที่สำคัญก็คือ พื้นที่ด้วยนะครับ คือนราธิวาส มาปัตตานี มาซ้ำที่อำเภอนึงในปัตตานี อะไรอย่างนี้เป็นต้น”

 

โดยเฉพาะเหตุการณ์ล่าสุดที่มีการระเบิดที่ รร.ซีเอส ปัตตานี ตรงนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อ 4 ที่แล้วใช่หรือไม่

“เกิดขึ้นเมื่อ 4 ปีที่แล้วครับ แล้วผมก็สอบถามนะครับ จริง ๆ วันนี้ก็ได้คุยกับทางเจ้าของโรงแรม ท่านสว. ท่านก็บอกว่า มันก็รุนแรงกันคนละแบบ คราวนั้นเกิดการเสียชีวิต คราวนี้ก็เป็นโชคดีกว่าตรงที่ว่าไม่มีใครเสียชีวิต แต่ถ้าพูดในเชิงของทรัพย์สิน ครั้งนี้เสียหายเยอะกว่ามาก”

 

กลับมาที่การเมือง ตกลงว่าฝ่ายค้านจะอภิปรายนายกฯ คนเดียวหรืออย่างไร

“วันนี้ก็ยังไม่ได้สรุปอะไรเกี่ยวการอภิปรายไม่ไว้วางใจนะครับ เพราะว่าเราทราบดีว่า เปิดสมัยประชุมมา มีภารกิจหลายอย่างของสภา เบื้องต้นนั้นก็คือทำอย่างไรเราจะขจัดประเด็นปัญหาร้อน ๆ ออกไปเสียก่อน นั่นประเด็นที่ 1

ประเด็นที่ 2 กลางเดือนนี้ก็จะต้องมีการนำเอากฎหมายงบประมาณ เข้ามาในวาระที่ 2 ที่ 3 ซึ่งก็ขณะนี้ก็คาดว่า จะไม่เกิน 2 สัปดาห์จากนี้

ประการที่ 3 รัฐบาลเองก็มีพันธะตามรัฐธรรมนูญในการที่จะต้องมาแถลงผลงาน 1 ปี ส่วนข้อมูลที่จะใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจขณะนี้ก็รวบรวมได้ระดับหนึ่งแล้ว พรรคฯ ก็มีคณะทำงานท่านอดีตหัวหน้าพรรค บัญญัติ (บรรทัดฐาน) ก็จะมาทำหน้าที่ร่วมกับทางท่านประธานวิปด้วย ในการที่จะรวบรวมตรงนี้ แล้วก็มีประเด็นในเชิงนโยบาย ประเด็นในเรื่องของปัญหาการทุจริต คอร์รัปชั่น ก็กำลังรวบรวมอยู่

ในครม. เงา วันนี้ นอกจากเรื่องภาคใต้ นอกจากเรื่องจำนำข้าว ก็ยังได้มีการพูดถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายงบประมาณ และการเตรียมจะใช้จ่ายเงินกู้ ที่เกี่ยวข้องกับน้ำท่วมทั้งหมด ซึ่งปรากฎว่ารัฐบาลนั้นได้มีการดำเนินการหลายอย่าง ซึ่งเรามองว่ามันไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการที่จะ แทบจะเรียกได้ว่า ยกเลิก เลยครับ ไม่ใช่ยกเว้น ระเบียบพัสดุ เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างในเงินกู้ทั้งหมด รวมกับการที่รัฐบาลไม่ยอมดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ ปปช. ทั้ง ๆที่มีระบุไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการเปิดเผยราคากลาง

แล้วก็ล่าสุดที่มีการเชิญคนมารับ TOR ก็เป็น TOR ที่แปลกประหลาดมากว่า วันนี้มานั่งวิเคราะห์กันว่า ที่เชิญมานั้นยังไม่รู้เลยครับว่า ตกลงมาเชิญในลักษณะให้มาเป็นที่ปรึกษา หรือมาเป็นผู้ลงทุน หรือมาเป็นผู้รับเหมา ในโครงการมูลค่าตั้ง 3 แสนล้าน”

 

มีข้อมูลออกมาว่า 7 เดือน เงินเฟ้อพุ่งขึ้นไป 2.92 % ซึ่งรวมถึงยอดส่งออกปีนี้ต่ำสุดในรอบ 3 ปี ซึ่งทำให้ไทยเงินหายไปเกือบ 3 แสนล้านบาท ฝ่ายค้านได้จับตาในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

“ครับ ก็ต้องบอกอย่างนี้ครับว่า เรื่องเงินเฟ้อคงไม่ต้องพูดมากนะครับเพราะว่าไอ้ที่เคยถกเถียงกันว่า แพงไม่แพงนั้นมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว ส่วนเรื่องของส่งออกนั้นต้องยอมรับว่า ในช่วงต้นปี เรามีปัญหาเรื่องที่ว่ามีผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เพราะฉะนั้นก็ไม่สามารถที่จะเดินกำลังการผลิตได้เต็มที่ อันนี้ก็ต้องเข้าใจ เพียงแต่ว่าเราก็เคยเตือนว่า ตอนที่บอกส่งออกติดลบ 2 เดือน 3 เดือนแรก มันเป็นเหตุผลนี้ พอเข้าเดือนที่ 4 เดือนที่ 5 เดือนที่ 6 เราก็เตือนแล้วว่าเอ๊ะ มันไม่น่าจะใช่แล้ว เพราะตอนนั้นเราเริ่มตรวจสอบไปแล้วว่า การเดินเครื่องจักร กำลังการผลิตอะไรต่าง ๆ นั้นเริ่มกลับเข้ามาสู่ภาวะที่ค่อนข้างจะปกติ

            และเราก็ชี้ให้เห็นว่า ส่งออกน่าจะได้รับผลกระทบค่อนข้างแรง จากสถานการณ์ในยุโรป แต่วันนี้มันไม่ใช่แค่ปัญหาส่งออกติดลบ มันเป็นปัญหาว่าเราขาดดุลการค้า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งถ้าหากว่าเราจบปีนี้แล้วเราขาดดุล จะเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี ซึ่งไม่น่าจะเป็นการสะท้อนความเข้มแข็งของเศรษฐกิจเลย ตรงกันข้าม

แล้วก็ตัวเลขที่น่ากลัวอีกตัวนึงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็คือจำนวนกิจการที่เลิกการประกอบกิจการ แล้วก็การเลิกจ้างที่พุ่งสูงขึ้นมาก เพราะฉะนั้นอันนี้คือสิ่งที่เราพยายามเรียกร้องนะครับว่า รัฐบาลต้องมาเอาใจใส่ดูแล แล้วก็สิ่งที่เราได้ยินค่อนข้างมากจากภาควิชาการในช่วงหลัง รวมทั้งภาคธุรกิจบางส่วนก็คือว่า การไปทุ่มเทอยู่กับเรื่องนโยบายประชานิยมเพียงอย่างเดียว ไม่อาจคำตอบได้ในการที่จะสร้างความเข้มแข็ง สร้างความยั่งยืนหรือแม้กระทั่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของเศรษฐกิจในขณะนี้”

 

หากรัฐบาลอยากจะถอยนโยบายจำนำข้าว แบบไม่เสียหน้า ยังพอทำได้หรือไม่

“ได้ครับ ผมเรียนตรง ๆ นะครับ พวกผมไม่ได้มานั่งคิดว่าถ้าเขายกเลิกจำนำข้าวแล้วก็จะเป็นเรื่องที่จะต้องมาซ้ำเติมอะไรกันทางการเมืองนะครับ พวกผมก็ไม่อยากให้ประเทศต้องเสียเงินปีละแสน แสน 5 หมื่นล้าน แล้วก็มีการทุจริตกันมากมาย แล้วก็ช่วยเกษตรกรได้เพียง 1 ใน 3 ของจำนวนที่โครงการประกันรายได้เคยช่วยได้ แล้วก็ถ้าเขาปรับนโยบายมาช่วยเกษตรกร ซึ่งเรายืนยันนะครับว่า เกษตรกรต้องได้รับการช่วยเหลือในรูปแบบที่ไม่ทำให้ข้าวไทยต้องมีปัญหาในการส่งออก เราสนับสนุนอยู่แล้ว แล้วก็อยากใช้โครงการประกันรายได้ แต่เปลี่ยนชื่อเพราะมันแสลงใจ ผมก็ไม่ว่านะครับ มันก็ไม่มีปัญหาอะไร”

 

เห็นว่าตอนนี้จะมีการระบายข้าวแบบ จีทูจี หรือเปิดประมูลทั่วไป

“ก็เวลานี้เราก็เห็นนะครับ ต่างประเทศเขาก็จับตาดูอยู่ ข้าวที่บอกว่าขายจีทูจีขณะนี้ก็คือ 2 แสน 4 หมื่นตันไปที่ ไอวอรี่โคสต์ ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดว่า รายละเอียดสัญญาจริง ๆ เป็นอย่างไร ทราบมาว่าก็เป็นขายแบบที่ยังไม่ได้เงินด้วยนะครับ”

 

แสดงว่าซื้อมาแพง ขายถูก แล้วขาดทุนด้วย

“แน่นอนครับ คืออันนี้ไม่มีใครปฏิเสธนะครับ เพียงว่าจะขาดทุนมาก ขาดทุนน้อย ที่ต่างประเทศ แล้วก็หลายฝ่ายประเมินตอนนี้ก็คือว่า ปีนึงจะขาดทุนประมาณ แสนล้าน ผมเพียงให้ข้อคิดนิดเดียวนะครับว่า โครงการประกันรายได้นั้น ใช้เงินโดยเฉลี่ยฤดูกาลนึงอาจจะประมาณสัก 3-4 หมื่นล้านเต็มที่ จำนวน 3-4 หมื่นล้านนั้นมากกว่าเฉพาะค่าบริหารของโครงการจำนำนิดเดียวครับ โครงการจำนำนั้นตั้งงบไว้บริหารเกือบ 2-3 หมื่นล้านนะครับ แต่ว่าภาระตัวใหญ่คือขาดทุน ซึ่งขณะนี้เนื่องจากราคาจำนำที่ตั้งไว้สูงกว่าราคาตลาดค่อนข้างเยอะ ก็ประเมินว่าน่าจะขาดทุนอยู่ประมาณอีกแสนล้านนะครับ

แล้วก็คนที่เข้าโครงการจำนำประมาณ 1.7 ล้านครัวเรือน คนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการประกันรายได้ 4 ล้านกว่าครัวเรือนครับ”

 

เหตุใดสื่อต่างประเทศ และ IMF มาโหมโรงเรื่องนี้ในช่วงนี้

“สื่อต่างประเทศนั้นผมคิดว่า เพราะว่ามันเป็นจังหวะที่ครบ 1 ปี แล้วก็อยู่ในช่วงที่รัฐบาลกำลังจะต้องตัดสินใจว่าจะต่ออายุโครงการนี้หรือเปล่า ซึ่งก็ดูเหมือนว่าท่าทีรัฐบาลก็มั่นคงมาก แน่วแน่มากนะครับว่า จะเดินต่อ ทั้ง ๆที่ขณะเดียวกัน เขาก็เห็นตัวเลขการส่งออก ซึ่งมันเพิ่งออกมาว่าครึ่งปีแรก เราไปอยู่อันดับ 3 อันนี้ก็เป็นจุดที่ผมคิดว่าต่างประเทศให้ความสนใจ

ส่วนกรณีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศนั้น น่าจะทราบกันอยู่แล้วนะครับว่า อันนี้เป็นการประเมินเศรษฐกิจตามมาตรา หรือข้อ 4 Article 4 ของเขา คือทุกปี กองทุนการเงินระหว่างประเทศจะต้องมาทำหน้าที่ในการประเมินสภาวะเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทย เขาก็มีเพียงข้อสังเกตว่า มีโครงการนี้ที่เขาไม่เห็นด้วย มีนโยบายพลังงาน ที่เขาเห็นว่ายังไม่ชัดเจน และเขาก็แสดงความห่วงใยว่า แม้ว่าขณะนี้ตัวเลขพื้นฐานเศรษฐกิจอาจจะยังไม่ได้มีปัญหาถึงขั้นวิกฤติ แต่ถ้าไม่ระมัดระวังในเรื่องของภาระที่เกิดขึ้นกับนโยบายต่าง ๆ ที่จะมากระทบกับการคลังในอนาคต บวกกับการใช้ตัวสถาบันการเงินของภาครัฐ ในการมาตอบสนองนโยบายแล้วต้องขาดทุนกันมหาศาล เหมือนที่ ธกส. ออกมาบ่นอะไรนั้น ตรงนี้เขาก็มองว่ามันก็จะเป็นอันตรายต่อตัวระบบการเงินต่อไปในอนาคตถ้าทิ้งไว้อย่างนี้”

 

ในฐานะที่เขาเคยเป็นเจ้าหนี้เรา เขาก็เลยสนใจเราใช่หรือไม่

“ไม่ครับ คืออย่าไปบอก อย่าไปเรียกว่าเป็นเจ้าหนี้อะไรเลยครับ แต่ว่าเป็นเรื่องที่ว่า คือเราก็เป็นส่วนหนึ่ง เขาก็ต้องมีหน้าที่มาประเมินตรงนี้ เป็นเรื่องปกติครับ ในรายงานเขาก็จะละเอียดนะครับว่า เขาประเมินว่ายังไง ฝ่ายไทยประเมินว่ายังไง แล้วก็เดี๋ยวนี้เขาก็ทำให้โปร่งใส เขาเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ออกมา”

 

วันศุกร์นี้ไปฉลองวันเกิดที่ไหน

“ก็คงไม่มีอะไรพิเศษหรอกครับ ก็คงอยู่กับครอบครัวครับ ไม่มีอะไรครับ อายุเพิ่มขึ้น 1 ปีครับ”

อยากจะได้อะไรในวันเกิดบ้างหรือไม่

“ก็ส่วนใหญ่ก็ต้องการที่จะทำงาน ทุ่มเทให้เต็มที่นะครับ แล้วก็การใช้ชีวิตก็อยากจะมีวินัยมากขึ้น เพราะว่าเป็นคนที่อาจจะไม่ค่อยมีวินัยกับตัวเองในบางเรื่อง เช่นการดูแลสุขภาพ อะไรอย่านี้ครับ ตอนนี้อายุมากแล้วก็ควรจะต้องคิดเรื่องนี้บ้างครับ อีกรอบก็จะเกษียณแล้วครับ”

 

วันศุกร์นี้จะทำงานหรือไม่

“วันศุกร์บังเอิญปีนี้เป็นวันเข้าพรรษา หยุดราชการอยู่แล้วครับ”

 

อยากจะฝากในช่วงสุดท้ายว่าอย่างไร

“ก็คุยกันไปเยอะแล้ว ก็เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะครับ ปัญหาทั้งหลายนี้ก็ยืนยันว่า ประชาธิปัตย์แล้วก็พวกผมก็จะพยายามทำอย่างเต็มที่ เพื่อให้รัฐบาลได้เข้ามาดูแลแก้ไขให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชนครับ”

 




ข่าวอื่นๆ