ข่าว

อภิสิทธิ์จี้ถามรัฐบาล กล้าออกกม. นิรโทษกรรมคนทุจริต แล้วจะต่อต้านคอร์รัปชั่นได้อย่างไร
21 ต.ค. 2556

อภิสิทธิ์จี้ถามรัฐบาล กล้าออกกม. นิรโทษกรรมคนทุจริต แล้วจะต่อต้านคอร์รัปชั่นได้อย่างไร



(21 ต.ค. 56) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel เกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่อจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือของประชาชน (กมธ.นิรโทษกรรม) เมื่อวันศุกร์ว่า เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เกิดขึ้น โดยทางพรรคประชาธิปัตย์จะทำหน้าที่ในสภาเพื่อต่อสู้กับเรื่องนี้อย่างเข้มข้นในวาระ 2 และวาระ 3 

“วันศุกร์ที่ผ่านมาถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เกิดขึ้นในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายนิรโทษกรรม เพราะว่าหลังจากที่ผมเองก็มารายงานให้ท่านผู้ชมทราบอยู่ตลอดเวลาว่าในกรรมาธิการทำอะไรกัน จากเดิมเราก็พิจารณากันเป็นหัวข้อๆ ว่าไปด้วยเหตุด้วยผลทีละเรื่อง เช่นว่าจะให้ครอบคลุมเหตุการณ์ไหนๆ พอถึงวันศุกร์ก็ปรากฎว่าเริ่มประชุมแต่เช้าทางกรรมาธิการเสียงข้างมากก็เสนอเลยครับว่า ไม่ต้องคุยกันเป็นประเด็นเป็นเรื่องเป็นกรอบแล้ว ใครอยากเขียนยังไง ส่งมาเลย แล้วก็คุณประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ก็เสนอเลยครับ 
ทีนี้ที่เสนอนี่ก็ไปนอกหลักการอย่างชัดเจน เพราะว่าจะเห็นว่าที่ผมรายงานมาตลอดนั้น มันเป็นเรื่องของเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง เพราะกฎหมายนั้นหลักการเขียนไว้อย่างนั้นว่าจะนิรโทษกรรมผู้ที่กระทำความผิดเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง กับการแสดงออกทางการเมือง แต่คำแปรญัตติของคุณประยุทธ์นั้น เปลี่ยนไปเลยว่านอกจากชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง ความขัดแย้งทางการเมืองแล้ว ใครก็ตามที่ถูกกล่าวหาโดยองค์กรที่ตั้งขึ้นหลังรัฐประหาร ให้ได้รับการนิรโทษกรรมด้วย พอเขียนอย่างนี้ก็ คนทั่วๆ ไปอาจจะ งงๆ ว่าแปลว่าอะไร แต่ว่าเป็นที่ทราบกันดีครับ แล้วก็ในกรรมาธิการก็พูดทันทีเลยครับว่า องค์กรที่ตั้งขึ้นหลังรัฐประหารนี้คุณหมายถึง คตส. ใช่มั้ยล่ะ ก็มันก็มีอยู่องค์กรเดียวนั่นแหละ แล้วก็ คตส. ก็คือมาทำหน้าที่ในการตรวจสอบ สอบสวนข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ซึ่งเป็นคดีที่สมัยคุณทักษิณก็ถูกละเลยมา พอเขาสอบสวนเสร็จก็ส่งอัยการ ส่งปปช. ส่งศาล ว่าไป เพราะฉะนั้นก็คือมีการเพิ่มการนิรโทษกรรมให้กับคนโกง คนทุจริตนั่นเอง”

ร่างกม. นิรโทษกรรม ทั้งหมดมี 7 มาตรา มาตรา 1 คือชื่อของ พรบ. คงไม่มีการแก้ไข 
“ครับ อาจจะมีคนแปรญัตติ ผมไม่ทราบนะครับ”

มาตรา 2 คือระยะเวลาเริ่มต้น และสิ้นสุดในการบังคับใช้ 
“มาตรา 2 หมายความว่ากฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ ก็เป็นเขียนตามปกติอยู่ว่าวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจาฯ”

มาตรา 3 ประธานบอกว่าใครอยากแปรอย่างไร ให้ส่งเป็นหนังสือหรือเอกสารใช่หรือไม่
“ไม่ครับ คือบอกว่า ใครอยากเขียนอย่างไรนั้น ให้เสนอต่อที่ประชุมเลย ซึ่งผมก็พยายามทักท้วงว่า เดิมคุยกันไว้ว่า เรากำลังไล่เรียงอยู่ว่าในเหตุการณ์ทั้งหลายที่คุยกันมาทั้งหมดนี้มันมีกลุ่มความผิดอะไรบ้าง ที่เราควรจะแยกแยะหรือไม่ว่าใครควรได้รับการนิรโทษกรรม ซึ่งฝ่ายเลขาฯ นั้นเขาเตรียมตารางไว้แล้ว เป็น 7 กลุ่มความผิด เช่นความผิดต่อความมั่นคง ความผิดต่อภยันตรายต่อประชาชน ความผิดต่อร่างกาย ชีวิต ความผิดต่อทรัพย์สินอะไรอย่างนี้ ความผิดตามกฎหมายต่างๆ ปรากฎว่าก็บอกไม่ต้องคุยแล้ว เรื่องอย่างนี้ ใครอยากเสนอให้เขียนอย่างไรก็เขียนมาเลย แล้วก็เสนอโครมเข้ามาเลยว่า นี่แหละครับ บรรดาการกระทำใดๆ ของผู้ที่กระทำความผิดเกี่ยวเนื่องกับการเมือง ความขัดแย้งทางการเมือง การชุมนุมการแสดงออกทางเมือง และใครก็ตามที่ถูกองค์กรที่ตั้งขึ้นหลังรัฐประหารกล่าวหานั้นให้พ้นจากความรับผิดโดยสิ้นเชิง”

ยกเว้นความผิดตามมาตรา 112 ใช่หรือไม่
“ครับ ในวรรค 2 ก็จะเขียนเอาไว้เท่านั้นเองว่า ยกเว้นความผิดตามมาตรา 112 ก็คือจะเว้นกรณีเดียวก็คือคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพครับ”

หมายความว่าคดีอะไรบ้างที่ได้รับการล้างโทษครั้งนี้
“นึกว่าจะถามว่าคดีอะไรที่ไม่ได้รับการนิรโทษจะตอบง่ายกว่า คือพูดง่ายๆ ละครับว่า ความผิดตั้งแต่เบาๆ ลหุโทษ เช่น ไปชุมนุม แล้วก็ฝ่าฝืนกฎจราจร ฝ่าฝืนเจ้าหน้าที่ ไล่ไปจนถึงล้มประชุมอาเซียน เผา ฆ่า ไม่ว่าฝ่ายใดจะฆ่าฝ่ายใด นิรโทษหมด แล้วก็สำคัญก็คือตอนนี้พ่วงเข้าไปด้วยก็คือ คดีทุกคดีที่ คตส. ทำ คือคดีทุจริตทั้งนั้น รถดับเพลิง คดีที่ดินรัชดา หวยบนดิน หรืออะไรก็ตาม นิรโทษกรรมหมดครับ”

ดังนั้นจึงเป็นคดีทุจริตของ พ.ต.ท.ทักษิณ และพวก ใช่หรือไม่
“ใช่ครับ หมดเลยครับ”

ประเด็นที่นายประยุทธ์ ยื่นแปร ในมาตรา 3 ระบุว่า “ให้บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้น ของบุคคลหรือประชาชนที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมือง หรือที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้กระทำผิด โดยคณะบุคคล หรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2556 ไม่ว่าผู้กระทำจะได้กระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิด และความรับผิดโดยสิ้นเชิง การกระทำในวรรคหนึ่งไม่รวมถึงการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112” ขอให้คุณอภิสิทธิ์ช่วยแปลความ
“โดยสรุปนะครับ คดีทั้งหลายที่เกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง แล้วก็คดีทุจริต ก็นิรโทษกรรมหมดครับ ใครที่กระทำความผิดก็จะพ้นผิดหมดเลยครับ”

หมายความว่ารวมทั้งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กับพวก และคุณอภิสิทธิ์ คุณสุเทพด้วยหรือไม่
“ผมอ่านอย่างนี้ มันน่าจะครอบคลุมหมดครับ”

ที่ระบุว่า ภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2556 เหตุใดต้องถึงวันที่ 8 สิงหาคม
“8 สิงหานี้เขาให้เหตุผลว่าเป็นวันที่ยื่นกฎหมายฉบับนี้เข้าสภา”

เหตุและผลที่เสียงข้างมากเอาแบบนี้ ข้ออ้างอันหนึ่งเขาบอกว่า คตส. นั้นตั้งมาตามรัฐประหาร เป็นอำนาจนอกระบบ ตรงนี้จะอธิบายให้ประชาชนเข้าใจอย่างไร
“ประเด็นแรก ต้องย้ำอีกครั้งว่า คตส. ไม่เคยตัดสินว่าใครผิด คตส. นั้นเข้ามาทำงาน มาสอบสวนในคดีการทุจริต ซึ่งผมย้ำไปก่อนหน้านี้ว่า เป็นคดีซึ่งคนมีการพูด มีการกล่าวหากันอยู่ แต่ว่าในรัฐบาลคุณทักษิณ กระบวนการยุติธรรมตั้งต้นนั้นไม่สนใจที่จะทำคดีเหล่านี้เลย เดินไม่ได้ เพราะว่าเราก็ทราบกันดีว่า องค์กรต่างๆ ถูกแทรกแซงอะไรต่างๆ อย่างไร ก็มาทำหน้าที่สอบสวน เหมือนเป็นพนักงานสอบสวน แล้วก็ส่งเรื่องให้ทางอัยการ ให้ ปปช. หรือให้ ศาล แล้วแต่กรณี 
เพราะฉะนั้นกระบวนการที่ไปตัดสิน อย่างกรณีคดีที่ดินรัชดาที่ศาลตัดสินนั้น มันไปตัดสินที่ศาล โดยคุณทักษิณก็กลับมาต่อสู้คดี เช่นเดียวกับคดีอื่นๆ ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการของศาล เพราะฉะนั้นก็มีคนบอกว่า อ้าว ถ้าคุณบอกว่ากรณีของ คตส. นั้นเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบ แต่กระบวนการนั้นถูกนำส่งศาลไปแล้ว คดีไหนขึ้นสู่ศาลไปแล้วมันก็ต้องจบสิครับ
ประการที่ 2 คดีที่อาจจะยังบอกว่า สอบสวนไม่ชอบ ถ้าบอกว่าตรงนี้อยากจะแก้ไขนั้น อย่างมากที่สุดคุณก็ต้องบอกว่า ไปสอบสวนกันใหม่ ใช่มั้ยครับ เป็นหน้าที่ของ ปปช. หรือหรือใครที่จะต้องทำกันไป แต่นี่คุณเขียนลงไปเลยบอกว่า ถ้าเป็นการกระทำความผิด พูดง่ายๆ ว่าคือถ้ามีการโกง ก็ไม่ผิด ผมว่าต้องเป็นกฎหมายฉบับแรกในโลกแน่เลยครับ ที่เขียนว่าใครทุจริต คอร์รัปชั่น ทำผิดอย่างนี้ให้พ้นผิด เพียงเพราะว่าคนกล่าวหานี้เป็นองค์กรซึ่งมาหลังจากเกิดการรัฐประหารขึ้น”

ทั้งๆ ที่ 2 คดีใหญ่ ศาลตัดสินแล้ว คือคดีที่ดินรัชดา และคดีร่ำรวยผิดปกติ ได้มีการตรวจสอบโดยศาลรัฐธรรมนูญแล้วว่า ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 
“คือกระบวนการในศาลนั้น ต่อสู้ได้ทุกอย่างอยู่แล้ว สำคัญพูดง่ายๆ ว่า เราคิดว่าคุณทักษิณทำผิดหรือเปล่า ศาลคิดว่าคุณทักษิณทำผิด ใช่มั้ยครับ เหมือนรถดับเพลิง นี่ก็ผ่านกระบวนการของ คตส. ด้วยนะครับ ทำผิดหรือเปล่า ศาลเชื่อว่าทำผิด บางคนไม่ได้ทำผิด บางคนทำผิด วันนี้เราบอกไม่ต้องสนใจ ถึงศาลคิดว่าทำผิด แต่ว่าเพราะว่าเพียงเพราะว่ามีการรัฐประหารขึ้น คนเหล่านี้ต้องพ้นผิดไป”

แล้วผลของการออกกฎหมายทำให้การโกงไม่ผิดแบบนี้ จะสามารถกลับมาดำเนินคดีใหม่ได้หรือไม่
“ก็เป็นประเด็นที่ต้องโต้แย้งกันละครับ เพราะว่ามันก็จะมีปัญหาว่า มาเริ่มต้นกันใหม่ได้มั้ย จะกลายเป็นทำคดีซ้ำหรือเปล่า ก็ทิ้งไว้กำกวมแบบนี้แหละครับ แต่ว่าผมดูแล้วก็ดูช่องทางไปแล้วนี่คงจะยากที่จะเอาผิดได้”

ถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่าน ในที่สุดก็จะนำไปสู่การคืนเงินให้ พ.ต.ท.ทักษิณ 
“คือพอมาตรา 3 ซึ่งก็ถกเถียงกันอยู่นี้ พอผ่านไป ซึ่งก็ต้องย้ำว่า ผมคิดว่ามันผิดหลักการ หลายท่านคงจำได้ มันมีกฎหมายซึ่งเคยเสนอจะใช้คำว่าปรองดอง หรือใช้คำว่า กฎหมายสุดซอย อะไรทั้งหลาย เข้าไปสู่สภา สุดท้ายถูกต่อต้านอย่างหนักก็เลยไม่เอาเข้าสู่การประชุมของสภา แล้วก็มาเกิดฉบับนี้ของคุณวรชัย ซึ่งอ้างว่า โอ้ย ไม่ยุ่งกับเรื่องคุณทักษิณ จะช่วยเฉพาะประชาชนคนเสื้อแดง หรือประชาชนคนที่ไปชุมนุม ความผิดเบาๆ ทั้งหลาย ความจริงก็ไม่เบานะครับ เพราะจะไปรวมคนฆ่า คนเผาด้วย หรือคนหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วยซ้ำ แต่อ้างว่าเป็นประชาชนธรรมดา ซึ่งอาจจะหลงผิดหรือถูกชักจูง หรืออยู่ในอารมณ์ของความขัดแย้งทางการเมืองกระทำความผิด เพื่อจะลดกระแสว่าไม่มีการนิรโทษกรรมคนโกง อะไรก็ว่าไป
แต่ปรากฎว่าพอเอาเข้ามา หลักการเป็นอย่างหนึ่ง แล้วมาแปรญัตติเป็นอย่างหนึ่ง จริงๆ โดยปกติประธาน แล้วก็กรรมาธิการ หรือสภา ต้องไม่รับคำแปรญัตติอย่างนี้ เพราะมันขัดกับหลักการ สภาไม่ได้รับหลักการให้มานิรโทษกรรมการทุจริต คอร์รัปชั่น เพราะการทุจริต คอร์รัปชั่น ไม่มีทางเป็นการชุมนุทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมืองได้นะครับ หรือจะบอกว่า เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุม และการแสดงออกทางการเมืองก็ไม่ได้เหมือนกัน ผมก็เลยบอกว่าอันนี้ผิด ผิดหลักการ อันนี้มองในแง่ของเทคนิคทางกฎหมาย
มองในแง่สภาพความเป็นจริง ผมว่างานนี้อำมหิตกับคนเสื้อแดงมากนะครับ คือจับเขาเป็นตัวประกันอย่างที่ผมพูดมาตลอด คือพรรคประชาธิปัตย์เองบอกว่าประชาชนที่มาชุมนุมแล้วก็มาทำความผิดเล็กน้อย เราสนับสนุนการนิรโทษกรรมอยู่แล้ว ถ้าคุณแยกเจาะจงออกมาเฉพาะกลุ่มนี้ กฎหมายมันผ่านไปตั้งนานแล้ว แต่คุณจงใจไม่ทำ คุณจับเขาเป็นตัวประกัน เพื่อให้เขามาเรียกร้องเรื่องเหล่านี้ สุดท้ายคืออย่างไรก็ตามคุณก็ต้องพ่วงเรื่องของคุณทักษิณเข้าไป แล้วเดี๋ยวจะมีเรื่องคืนเงินด้วย
นอกจากนั้นจะเห็นนะครับว่า จากเดิมซึ่งเรียกร้องว่าคนที่ฆ่าประชาชนปี 53 จะต้องมารับผิด ก็พร้อมที่จะเขียนว่าไม่ต้องรับผิดก็ได้ คืออะไรก็ได้ละครับ ขอให้เป้าหมายที่แท้จริงก็คือ พ่วงคุณทักษิณเข้าไป เดี๋ยวจะชี้ให้เห็นด้วยว่า หนักกว่านั้นอีกก็คือ คุณทักษิณก็ยังจะมีสิทธิ์เหนือกว่าคนอื่นด้วยนะครับ ในบรรดาคนที่ได้รับการนิรโทษกรรม”

พ.ต.ท.ทักษิณได้รับสิทธิ์เหนือกว่าอย่างไร
“เหนือกว่าก็คือว่า พอเสร็จมาตรา 3 มาตรา 4 ก็จะบอกว่า จะต้องทำอย่างไรกับคนเหล่านี้ ก็ใครถูกสอบสวนก็หยุดการสอบสวน ใครอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะส่งฟ้อง ไม่ส่งฟ้อง ก็ยุติเรื่อง ฟ้องไปแล้วก็ให้ถอนฟ้อง หรือให้ศาลยกฟ้อง ศาลตัดสินแล้วก็ถือว่าไม่ผิด ถูกควบคุมตัวอยู่ ก็ให้ปล่อยตัวไป อันนี้มาตรา 4 
พอมาตรา 5 ก็จะไปบอกว่า การนิรโทษกรรมคนที่ได้รับการนิรโทษกรรมนั้น กฎหมายนี้จะไม่ก่อสิทธิ์ของเขาในการเรียกร้องใดๆ ความหมายก็เข้าใจได้ว่าหมายถึงว่า เช่นถูกจับถูกคุมขัง ถูกลงโทษอะไรไปแล้ว จะมาฟ้องร้องบอก เอ๊ะ ผมไม่ผิด มาทำกับผมอย่างนี้ได้อย่างไร ฟ้องร้องนี้ไม่ได้ กฎหมายเดิมเขียนอย่างนั้นนะครับ 
เขาก็แปรญัตติครับ เขาแปรญัตติว่า การไม่ก่อสิทธิ์นี้ เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม กับการแสดงออกทางการเมือง พูดง่ายๆ พอกฎหมายล้างผิดจะเป็นใครก็ตามที่มาชุมนุม หรือคนเสื้อแดงแล้ว กฎหมายก็บอกว่า คุณไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง ฟ้องร้องอะไรทั้งนั้น เพราะว่าความผิดคุณนั้นมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับชุมนุม กับการแสดงออกทางการเมือง 
แต่กลุ่มทุจริตสิครับ ไม่อยู่ภายใต้มาตรานี้ครับ ก็แปลว่ากลุ่มทุจริตมีสิทธิ์ในการที่จะเรียกร้องนะครับ”

ดังนั้นเงิน 4 หมื่น 6 พันล้านก็อยู่ตรงนี้ใช่หรือไม่
“ไม่ใช่ 4 หมื่น 6 พันล้าน ลืมดอกเบี้ย ประมาณหมื่นกว่าๆ ผมคำนวนได้ หมื่นกว่าๆ ครับ ออกมาเป็น 5 หมื่น 7 พันล้านครับ”

เทียบกับคนสุจริต ฝากเงินได้ดอกเบี้ยไม่เท่านี้
“ดอกเบี้ยคิดตามกฎหมายแพ่งครับ อันนี้แหละครับก็มาที่มาตรา 5 แล้วก็
มาตรา 6 ก็บอกว่า แต่ใครก็ตามซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำของบุคคลเหล่านี้ ถ้าเป็นเอกชนก็ไปฟ้องร้องเอาได้ ไม่ตัดสิทธิ์ เพราะฉะนั้นเช่น ห้างร้านที่ถูกเผา ถูกขโมย ก็ยังสามารถที่จะไปเรียกร้องทางแพ่งได้ แต่รัฐไม่มีสิทธิ์เรียกร้องทางแพ่ง ความหมายคือ ศาลากลางทั้งหลายที่ถูกเผาไป แล้วเราต้องเสียภาษีไปสร้างใหม่กันเป็นพันล้าน ก็ไม่มีสิทธิ์ไปฟ้องร้องคืนจากคนเผาครับ”

แล้วที่ศาลตัดสินไปแล้วว่าใครเผา แล้วให้ชดใช้ค่าเสียหายนั้น ก็เรียกร้องไม่ได้ใช่หรือไม่
“ไม่ได้ครับ รัฐก็ไม่ได้ครับ ผู้เสียภาษีก็ต้องทำหน้าที่จ่ายในการสร้างศาลากลางขึ้นมาใหม่ 
ส่วนมาตราสุดท้ายก็ให้นายกฯ รักษาการครับ เพราะฉะนั้นเมื่อวันศุกร์นี้ก็จบหมดเลยครับ 7 มาตรา”

หมายความว่าในชั้นกรรมาธิการแปรญัตติจบเรียบร้อยแล้วหรือไม่
“ก็จะเหลือขั้นตอนว่า มี สส. ที่ไม่ได้เป็นกรรมาธิการแปรญัตติไว้ 100 กว่าคน ก็จะเชิญคนเหล่านี้มาชี้แจง บังเอิญสัปดาห์นี้วันพุธ เป็นวันหยุด ท่านประธานก็เลยให้งดการประชุมทั้งสัปดาห์ ก็จะเชิญมาสัปดาห์หน้า วันที่ 30 วันที่ 31 ครับ”

ผู้ที่สงวนคำแปรญัตติไว้จะมีการเข้าชี้แจงหรือไม่
“ก็ยังไม่ได้พบปะกันนะครับ แต่ว่าผมว่าคนที่แปรญัตติไว้ก็มีหน้าที่ไปชี้แจงละครับ แต่ผมเชื่อว่า การพิจารณาของกรรมาธิการก็คงจะทำให้จบภายใน 2 วันนั่นแหละครับ ที่จริงมีข่าววันนี้ทางหน้าหนังสือพิมพ์ว่า จะพยายามผลักดันกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่สภาในวาระที่ 2 – 3 ในระหว่างวันที่ 6 – 7 พฤศจิกายนครับ”

การออกกฎหมายที่มีเนื้อหาสาระอย่างนี้จะไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 309 หรือ
“ผมว่าขัดหลายมาตราเลยครับ อันที่ 1 ผมคิดว่าในเมื่อตัว คตส. ก็ได้รบการรับรอง แล้วก็กระบวนการต่อเนื่องจากนั้นมันเป็นกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมาย การมาลบล้างตรงนี้ ผมก็ว่าขัด แต่มันไม่ใช่เฉพาะตรงนี้หรอกครับ 
คือการไปนิรโทษกรรมคนที่ฆ่าคนอื่น น่าจะผิดรัฐธรรมนูญว่า 1. เป็นการเลือกปฏิบัติด้วย แล้วก็เป็นการไม่เคารพสิทธิของประชาชน ในเรื่องของชีวิต สิทธิ เสรีภาพ ในเรื่องร่างกาย ชีวิตครับ ในอดีตนั้นเขาก็จะไม่นิรโทษกรรมแบบนี้นะครับ”

ที่สุดแล้วเรียกว่า ไปสุดซอย หรือไม่
“ผมว่าทะลุไปแล้วครับ ทะลุไปเลยครับ”

สิ่งที่เป็นจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ และประชาชนเฝ้ารอความชัดเจนเรื่องนี้ว่า เมื่อความชัดเจนของรัฐบาลออกมาแบบนี้ ล้างความผิดให้ทั้งหมด แล้วคืนเงินให้ด้วย จุดยืนของพรรคฯ ที่จะดำเนินการเรื่องนี้ทั้งในสภา นอกสภา จะเป็นอย่างไร
“เราได้พูดชัดเจนตั้งแต่ต้นนะครับ ในสภานั้น เราทำเต็มที่ เหมือนกับที่พวกผมก็พยายามไปต่อสู้มาในกรรมาธิการประมาณ 2 เดือนแล้วมั๊งครับ แล้วก็เราก็ต้องสู้ต่อไปในวาระที่ 2 ที่ 3 ในกระบวนการขั้นตอนต่างๆ ในฐานะ สส. นั้น พอกฎหมายฉบับนี้ ถ้าผ่านสภาผู้แทนฯ ผ่านวุฒิสภา เราก็ต้องทำหน้าที่ในการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องทำหน้าที่ในฐานะ สส. ในฐานะที่ต่อสู้ในสภา
ส่วนนอกสภา เราก็บอกแล้วครับว่า เราเชื่อว่าเรื่องนี้สังคม และประชาชนทั่วไปไม่ยอมหรอกครับที่จะให้มีการนิรโทษกรรมแบบนี้ เพราะฉะนั้นก็เป็นสิทธิของประชาชนที่จะชุมนุม หรือจะแสดงออก ภายใต้กรอบของกฎหมาย ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ ก็ถือว่าเราก็เป็นส่วนหนึ่งของประชาชนของสังคมที่จะใช้สิทธิ์ตรงนี้ได้ครับ”

เหตุผลที่ทางรัฐบาลเลือกผลักดันแบบทะลุซอยนั้น เป็นไปได้หรือไม่ว่าเขาเชื่อว่าตำรวจสามารถควบคุมสถานการณ์ได้
“ก็เป็นไปได้ครับ เป็นไปได้ แต่ว่าผมก็เรียนว่า การคิดเพียงเท่านี้ ก็เป็นการคิดที่อยู่บนฐานความคิดที่ผิด แล้วก็ไม่คำนึงถึงความถูกต้อง หลักจริยธรรม คือผมถามว่า ถ้าเรากล้าออกกฎหมายว่าการทุจริต นิรโทษกรรมได้ เราจะไปเที่ยวพูดถึงเรื่องนโยบายการต่อต้านการทุจริต คอร์รัปชั่นได้อย่างไร เราจะไปชี้แจงกับชาวโลกเขาได้อย่างไรครับว่า เราเชื่อเรื่องความโปร่งใส ถ้าบอกว่า คนทุจริตนี้เรายังบอกว่า สามารถที่จะล้างความผิดให้กันได้”

เป็นความจงใจของรัฐบาลหรือไม่ ที่จะทำให้สถานการณ์ทางการเมืองจากนี้มีแต่ความไม่แน่นอน
“ถามว่าเขาอยากให้มีความไม่แน่นอนมั้ย ก็คงไม่ใช่หรอกครับ เพียงแต่ว่าสิ่งที่เราเคยย้ำมาตลอดไงครับว่า จริงๆ แล้วพรรคเพื่อไทย กับรัฐบาลชุดนี้ ความตั้งใจสูงสุดคือมาทำเรื่องนี้ ผมพูดตั้งแต่ตอนเลือกตั้ง จำได้มั้ยครับ แล้วเขาก็ปฏิเสธมาตลอดว่าไม่ใช่ เขาคิดถึงเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง ก็ 2 ปีมันพิสูจน์แล้วนะครับตอนนี้ว่ามันไม่ใช่ สุดท้ายมาทำตรงนี้ แล้วทำตรงนี้ก็คือไม่คำนึงว่าอะไรจะเกิด พูดง่ายๆ ก็อาจจะใช้คำว่า เป็นไงเป็นกัน ใช่มั้ย จะเอาอย่างนี้เป็นไงเป็นกัน เสร็จแล้วก็ไปแก้ปัญหาเอาด้วยการใช้อำนาจว่ามีอำนาจรัฐอยู่ในมือ แล้วก็ใช้กลไกอย่างเช่นตำรวจเข้ามา เพื่อที่จะผลักดันเรื่องเหล่านี้ต่อไป”

คุณอภิสิทธิ์พูดถึงการหลอมรวมของผู้ที่ออกมาต่อต้านเรื่องนี้ คิดว่ากระบวนการตรงนี้จะดำเนินการอย่างไร
“ผมคิดว่าขณะนี้ก็มีสัญญาณที่ดีหลายทางนะครับ อย่างเช่นเมื่อวานนี้ก็เห็นกลุ่มมวลชน หรือประชาชนที่มีการเคลื่อนไหวอยู่แล้ว เขาก็เริ่มพูดในลักษณะของการรวมกลุ่ม รวมพลังกันมากขึ้น ผมก็คิดว่าตรงนี้ก็สนับสนุนเต็มที่นะครับว่า การเคลื่อนไหวที่จะมีพลังก็ต้องเป็นการเคลื่อนไหวที่มีเอกภาพ ที้นี้หลักการว่าจะรวมกันแล้ว ขั้นต่อไปผมคิดว่าก็คือ จะต้องมุ่งไปเรื่องว่า แล้วกลไกการสื่อสาร เกี่ยวกับประเด็นการต่อสู้ กลไกการสื่อสารว่าถ้าจะมีการเคลื่อนไหวตรงไหนอย่างไร ถ้าสามารถมารวมเป็นจุดเดียวกันได้ มันก็จะช่วยให้มีพลังมากขึ้น คือความหลากหลายของกลุ่มต่างๆ นี้ก็เป็นความงดงามอย่างหนึ่งนะครับ แต่ว่า ถ้าหากว่ามันเกิดมีความคิดเห็นแตกต่าง แล้วไม่สามารถที่จะมาทำให้มันเกิดการเป็นจุดรวม จุดเดียวกันได้ เข้าใจตรงกันได้ มันก็จะมาบั่นทอนการเคลื่อนไหว 
เพราะฉะนั้นผมว่าในขั้นตอนนี้ สำคัญก็คือการให้ประชาชนรับรู้ข้อเท็จจริงว่า อะไรกำลังเกิดขึ้นในบ้านเมือง กับ 2. เราจะมีวิธีการทำงานสื่อสารร่วมกันอย่างไร”

การหลอมรวมกันตรงนี้ ความเป็นพรรคการเมืองกับมวลชนตรงนี้พรรคประชาธิปัตย์วางบทบาทไว้อย่างไร
“พรรคการเมืองก็ต้องเป็นพรรคของประชาชน ของมวลชนอยู่แล้วนะครับ และผมยืนยันครับว่า เป้าหมายการเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีเกี่ยวข้องกับการไปแย่งชิงอำนาจ เราจะเข้าสู่อำนาจนั้น เราก็อยู่ในกระบวนการของการต้องไปแข่งขันในการเลือกตั้ง แต่สิ่งที่เราเคลื่อนไหวขณะนี้คือการต่อต้านกฎหมายที่เราเห็นว่าขัดต่อหลักนิติรัฐ นิติธรรม และเป็นอันตรายต่อบ้านเมืองในอนาคต”

รัฐบาลยังมีทางออกหรือไม่
“ก็ถอนกฎหมายไปสิครับ ง่ายที่สุดครับ อย่าสร้างความขัดแย้งให้บ้านเมืองเลยครับ ไปทำงานให้ประชาชนดีกว่าครับ”

จะมี สส. พรรคประชาธิปัตย์ลาออกไปเป็นแกนนำการชุมนุมหรือไม่
“ยังไม่ได้คุยกันเลยครับ แต่ละท่านก็มีสิทธิอยู่แล้ว แต่ว่ายังไม่ได้คุยกันเลยครับ ในพรรคฯ เพราะว่านี่ก็เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ แล้วก็เสาร์ อาทิตย์ ก็ไปทำกิจกรรมกัน”

ทั้งหมดเกิดก่อนกฎหมายจะเข้าสู่สภาในวาระ 2 วาระ 3 ใช่หรือไม่
“การทำหน้าที่เราในวาระ 2 วาระ 3 ก็ต้องเต็มที่นะครับ ต้องเต็มที่ เพราะเราแปรญัตติกัน 100 กว่าคน ต้องต่อสู้ในสภาให้เข้มข้นที่สุด”

มีญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่เป็นเสื้อแดงบางส่วนยังมองว่า การที่กฎหมายนิรโทษกรรมออกมาอย่างนี้ เป็นการซูเอี๋ยกันของขั้วการเมือง 2 ขั้ว
“ผมยืนยันว่าไม่มีครับ เพราะผมคัดค้านอย่างเต็มที่ครับ คัดค้านอย่างเต็มที่”




ข่าวอื่นๆ