
ประกันรายได้ ประกันรายได้ตั้งแต่ต้นฤดูกาลจนเก็บเกี่ยว
ไม่ทน
1. รายได้เกษตรผันผวนและไม่แน่นอน
เกษตรกรต้องเผชิญความเสี่ยงจากราคาผลผลิตตกต่ำในช่วงเก็บเกี่ยว ทำให้รายได้ไม่พอชดเชยต้นทุน แม้จะทำการผลิตเต็มฤดูกาล
2. ต้นทุนสูงตั้งแต่เริ่มเพาะปลูก
ค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยา และค่าแรงต้องจ่ายล่วงหน้า เกษตรกรจำนวนมากต้องก่อหนี้ตั้งแต่ต้นฤดูกาล โดยยังไม่รู้ว่าจะขายผลผลิตได้ราคาเท่าใด
3. ฟื้นตัวช้าเมื่อเกิดภัยพิบัติ
เมื่อเกิดภัยแล้ง น้ำท่วม หรือผลผลิตเสียหาย เกษตรกรต้องรอการตรวจสอบและการช่วยเหลือเป็นเวลานาน ทำให้ขาดสภาพคล่องและเสี่ยงหลุดจากระบบการผลิต
เปลี่ยน
ออกแบบระบบประกันรายได้แบบครบวงจร ดูแลเกษตรกรตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงหลังเก็บเกี่ยว และรับมือภัยพิบัติได้รวดเร็ว โดย
1. สนับสนุนต้นทุนตั้งแต่ต้นฤดูกาล
รัฐช่วยต้นทุนการผลิตไร่ละ 1,000 บาท จำกัดไม่เกิน 20 ไร่ต่อราย เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้นและลดการก่อหนี้
2. ประกันรายได้ช่วงเก็บเกี่ยว จ่ายไว
เมื่อเกษตรกรแจ้งเก็บเกี่ยว รัฐจ่ายเงินส่วนต่างภายใน 7 วัน
โดยคำนวณ ส่วนต่างรายได้ = ราคารับประกัน – 1,000 – ราคาตลาด และโอนเงินตรงเข้าบัญชีที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน เพื่อลดขั้นตอนและการทุจริต
3. ราคารับประกันตามชนิดพืช ปรับตามต้นทุนจริง
o ข้าว 5 ชนิด: 10,000–15,000 บาท/ตัน (ไม่เกิน 20 ไร่/ราย)
o ยางพารา (น้ำยางสด): 60 บาท/กก.
o มันสำปะหลัง: 2.50 บาท/กก. (ไม่เกิน 100 ตัน/ราย)
o ปาล์มน้ำมัน: 5 บาท/กก.
o ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์: 8.50 บาท/กก.
โดยปรับราคารับประกันตามสภาวะต้นทุนการผลิตที่เปลี่ยนแปลง
4. ช่วยเหลือฉุกเฉินเมื่อเกิดภัยพิบัติ
รัฐจ่ายทันทีไร่ละ 1,000 บาท จำกัด 20 ไร่ต่อราย เมื่อที่ดินของเกษตรได้รับผลกระทบจากภัยแล้งหรือน้ำท่วม เพื่อให้เกษตรกรฟื้นตัวและกลับมาผลิตได้เร็ว
5. เยียวยาเชิงรุกก่อนเกิดภัย (Anticipatory Action – AA)
พัฒนากฎหมาย/ระเบียบให้สามารถจ่ายเงินชดเชยล่วงหน้าแบบ Anticipatory Parametric Compensation โดยใช้ดัชนีวิทยาศาสตร์เป็นตัวกระตุ้นการจ่าย (Trigger-Based Payouts) เช่น ปริมาณฝน อุณหภูมิผิวดิน ความเร็วลม หรือข้อมูลดาวเทียม เพื่อให้เกษตรกรนำเงินไปป้องกันความเสียหายก่อนเกิดเหตุ และฟื้นตัวได้รวดเร็ว โปร่งใสกว่าระบบเดิม
