
ประกันรายได้ผู้ใช้แรงงาน รัฐจ่ายส่วนต่าง
ไม่ทน
1.ค่าแรงไม่พอค่าครองชีพในพื้นที่เมืองใหญ่
ผู้ใช้แรงงานในจังหวัดที่ค่าครองชีพสูง เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต ต้องแบกรับค่าอาหาร ที่อยู่อาศัย และการเดินทางที่สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำจริง ทำให้รายได้ไม่พอใช้แม้มีงานทำ
2.ขึ้นค่าแรงแบบเหมาเสี่ยงของแพงทั้งระบบ
การปรับค่าแรงขั้นต่ำแบบทั่วประเทศผลักต้นทุนผู้ประกอบการให้สูงขึ้น นำไปสู่การขึ้นราคาสินค้าและบริการ เกิดวงจรเงินเฟ้อ (Wage-Price Spiral) กระทบทั้งแรงงานและผู้บริโภค
3.ผู้ประกอบการรายย่อยรับภาระไม่ไหว
ธุรกิจขนาดเล็กมีข้อจำกัดด้านต้นทุน หากถูกบังคับขึ้นค่าแรงทันที อาจลดการจ้างงาน หลีกเลี่ยงระบบ หรือปิดกิจการ กระทบความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจโดยรวม
เปลี่ยน
รัฐยกระดับรายได้แรงงานด้วยการ “จ่ายส่วนต่างตามพื้นที่” โดยไม่บังคับผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนเพิ่ม ผ่านระบบที่แม่นยำ ตรวจสอบได้ และดึงแรงงานเข้าสู่ระบบ ได้แก่
1.ดัชนีค่าครองชีพขั้นต่ำรายจังหวัด
จัดทำดัชนีค่าครองชีพขั้นต่ำรายวันของแต่ละจังหวัด จากต้นทุนการดำรงชีพจริง เช่น ค่าอาหาร ที่อยู่อาศัย และการเดินทาง เพื่อสะท้อนความต่างของพื้นที่
2.รัฐจ่ายส่วนต่างรายได้โดยตรง
หากค่าแรงขั้นต่ำต่ำกว่าค่าครองชีพขั้นต่ำ รัฐจะโอนเงินส่วนต่างเข้าบัญชีแรงงานในระบบประกันสังคมโดยตรง แรงงานได้รายได้เพิ่มทันทีโดยไม่เพิ่มภาระนายจ้าง
3.ใช้ฐานข้อมูลรัฐ ลดการรั่วไหล
ดำเนินการผ่านระบบประกันสังคมและข้อมูลภาษีบุคคลธรรมดา เพื่อให้การช่วยเหลือแม่นยำ โปร่งใส และถึงผู้มีสิทธิจริง
4.กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน
โอนเงินส่วนต่างผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) ให้แรงงานใช้จ่ายในร้านค้าท้องถิ่น เพิ่มการหมุนเวียนของเงินในพื้นที่
