สนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก SMEs

(1) ไทยทำ ไทยใช้ ไทยรุ่งเรือง (Made in Thailand First)

ไม่ทน

1. งบประมาณรัฐไม่สร้างเศรษฐกิจในประเทศเต็มที่
 การจัดซื้อจัดจ้างที่เน้น “ราคาต่ำสุด” ทำให้เงินภาษีจำนวนมากไหลออกนอกประเทศ ไม่ก่อการจ้างงานและการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน

2. ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบเชิงโครงสร้าง
SMEs ไทยแข่งขันยาก ทั้งด้านราคา หลักประกันสัญญา และเงื่อนไขการจัดซื้อ ทำให้พลาดโอกาสเข้าถึงตลาดภาครัฐ

3. อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์พึ่งพาการนำเข้า
 สินค้าที่รัฐต้องใช้จำนวนมาก เช่น อุปกรณ์การแพทย์หรืออุปกรณ์ความมั่นคง ยังต้องนำเข้า เพราะขาดแรงจูงใจและการลงทุนระยะยาวในประเทศ

เปลี่ยน

ปรับระบบจัดซื้อจัดจ้างของรัฐให้เป็นเครื่องยนต์พัฒนาเศรษฐกิจไทย ไม่ใช่แค่การประหยัดระยะสั้น โดย

1. เปลี่ยนเกณฑ์จัดซื้อจาก “ราคาถูกสุด” เป็น “คุณภาพ + แหล่งกำเนิด”
 ให้น้ำหนักกับสินค้าที่ผลิตในประเทศและสร้างมูลค่าเศรษฐกิจระยะยาว เช่น การจ้างงานและการใช้วัตถุดิบไทย

2. กำหนดสัดส่วนสินค้าไทยชัดเจน
 หน่วยงานรัฐต้องจัดซื้อสินค้า MiT (Made in Thailand) ไม่น้อยกว่า 60% ของงบวัสดุและครุภัณฑ์ พร้อมให้คะแนนเพิ่มด้านผลประโยชน์เศรษฐกิจในประเทศ

3. แต้มต่อด้านราคา (Price Preference)
 อนุญาตให้สินค้าไทยเสนอราคาสูงกว่าสินค้านำเข้าได้ในกรอบที่กำหนด และให้แต้มต่อพิเศษกับผู้ประกอบการไทย

4. Open e-Catalog สินค้าไทย
 รวมสินค้า MiT ทั้งหมดไว้ในระบบเดียว ลดเวลา ลดต้นทุน และเพิ่มโอกาสให้ SMEs เข้าถึงตลาดรัฐและเอกชน

5. ลดความเสี่ยงให้ SME
 ปรับเงื่อนไขสัญญา เช่น การจ่ายเงินเร็วขึ้น การลดหลักประกันสัญญา สำหรับสินค้าที่ผลิตในประเทศ

6. Green Procurement Bonus
 ให้สิทธิพิเศษเพิ่มเติมกับสินค้าไทยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว

7. สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อยกระดับมาตรฐาน
 ให้สถาบันการเงินสนับสนุนเงินทุนสำหรับการปรับปรุงสายการผลิตและมาตรฐาน (ISO, มอก.) แก้ปัญหาคุณภาพสินค้าไทย

8. วิจัยและผลิตแทนการนำเข้า
 สนับสนุน R&D สำหรับสินค้าที่รัฐต้องใช้สูงแต่ยังนำเข้า เช่น อุปกรณ์การแพทย์ อุปกรณ์ภัยพิบัติ และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

 

(2) กองทุนร่วมลงทุนในภาคเอกชน (Government Co-Investment Fund)

ไม่ทน

1. เข้าถึงเงินทุนระยะเริ่มต้นยาก
 SMEs และ Startup ไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง ขาดแหล่งเงินทุนในช่วง Seed–Early Stage

2. ความเสี่ยงสูงเกินกำลังเอกชนรับได้
 ผู้ประกอบการต้องแบกรับความเสี่ยงเกือบทั้งหมดในช่วงเริ่มต้น ขณะที่นักลงทุนเอกชนยังไม่พร้อมลงทุน

3. ศักยภาพถูกจำกัด แข่งขันไม่ได้
 ธุรกิจที่มีไอเดียและเทคโนโลยีดีเติบโตช้า สูญเสียโอกาสขยายตลาดและแข่งขันในระดับภูมิภาคและโลก

เปลี่ยน

จัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนของรัฐเพื่อ แบ่งความเสี่ยงช่วงเริ่มลงทุน และเร่งการเติบโตของธุรกิจ โดยไม่บิดเบือนกลไกตลาด

1. จัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนภาครัฐ–เอกชน
 ลงทุนใน SME และ Startup กลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีระดับสูง ตั้งแต่ Seed ถึง Early Series A

2. ร่วมลงทุนแบบเท่าเทียม (pari passu)
รัฐลงทุนภายใต้เงื่อนไขเดียวกับนักลงทุนเอกชน ไม่บิดเบือนกลไกตลาด และทำหน้าที่เป็นตัวเร่งความเชื่อมั่น

3. ใช้เครื่องมือเหมาะกับระยะเริ่มต้น
 ลงทุนผ่าน SAFE (Simple Agreement for Future Equity) หรือหุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Debenture) เพื่อไม่กดดันโครงสร้างผู้ถือหุ้น

4. เพิ่มสัดส่วนรัฐในเทคโนโลยีชั้นสูง
ปรับสัดส่วนการลงทุนของรัฐให้สูงขึ้นเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงแต่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์

5. กำกับความเสี่ยงทางการคลังอย่างเป็นระบบ
 กำหนดเพดานงบประมาณ เพดานการลงทุนรายบริษัท กลไกหยุดการลงทุนชั่วคราว (circuit breakers) และบทสิ้นสุดโครงการ (sunset provisions) เพื่อถอนการลงทุนเมื่อภาคเอกชนพร้อมขับเคลื่อนเอง

(3) ใบอนุญาตเดียว ครบทุกหน่วยงาน (Super Licensing)

ไม่ทน

1. ขั้นตอนซ้ำซ้อนหลายหน่วยงาน
 ผู้ประกอบการต้องขอใบอนุญาตจากหลายหน่วยงานที่ทับซ้อนกัน ใช้เอกสารและการพิจารณาซ้ำ ทำให้กระบวนการยืดเยื้อ

2. ต้นทุนเวลาและค่าใช้จ่ายสูง
 การรออนุมัติยาวนานทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจ เพิ่มต้นทุนการเริ่มต้นและการขยายกิจการ โดยเฉพาะ SME และผู้ประกอบการรายใหม่

3. ความไม่ชัดเจนเปิดช่องทุจริต
 กติกาและลำดับขั้นตอนที่ไม่โปร่งใสสร้างดุลพินิจสูง เสี่ยงต่อการเรียกรับผลประโยชน์และความไม่เป็นธรรม

เปลี่ยน

ปรับระบบการขออนุญาตของรัฐให้เป็นจุดเดียว ใบเดียว เพื่อลดขั้นตอน ลดต้นทุน และเพิ่มความโปร่งใสในการทำธุรกิจ

1. ใบอนุญาตเดียว ครอบคลุมทุกหน่วยงาน
 รวมการขออนุญาตประกอบกิจการ การผลิต สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย แรงงาน ฯลฯ ไว้ในกระบวนการเดียว ลดการยื่นซ้ำหลายที่

2. ตั้งศูนย์กลาง Super Licensing Center
 ทำหน้าที่เป็นจุดติดต่อเดียว (Single Point of Contact) ผู้ประกอบการยื่นข้อมูลและเอกสารครั้งเดียว ศูนย์จะกระจายข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแทน

3. บูรณาการการตรวจสอบภาคสนาม
 ศูนย์ทำหน้าที่ประสานการนัดหมายและการตรวจสถานประกอบการร่วมกัน ลดการตรวจซ้ำหลายรอบ และยึดมาตรฐานเดียวด้านความปลอดภัยและคุณภาพ

4. มาตรฐานเดียว โปร่งใส ตรวจสอบได้
 ใช้ระบบเดียวในการกำกับ ตรวจสอบ และประเมินความปลอดภัยและมาตรฐานกิจการ ลดดุลยพินิจ และลดโอกาสคอร์รัปชัน

5. ลดต้นทุนธุรกิจ ส่งเสริมการลงทุน
 เมื่อขั้นตอนและเวลาในการขออนุญาตลดลง จะช่วยจูงใจให้เกิดธุรกิจใหม่ การลงทุนเพิ่มขึ้น และการขยายกิจการในประเทศ

 

(4) RWA Tokenization เพื่อคนไทยและ SME/Startup

ไม่ทน

1. โอกาสการลงทุนของประชาชนถูกจำกัด
 ประชาชนรายย่อยจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงการลงทุนที่มีคุณภาพได้ เพราะเงินขั้นต่ำสูง ค่าธรรมเนียมตัวกลางแพง และระบบขาดความโปร่งใส ส่งผลให้เงินออมของคนส่วนใหญ่ไม่สามารถเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจจริง และช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางความมั่งคั่งขยายตัว

2. SME และ Startup ระดมทุนยากตั้งแต่ต้น
ผู้ประกอบการที่มีสินทรัพย์จริงและศักยภาพทางธุรกิจกลับเข้าถึงแหล่งทุนได้จำกัด ต้องพึ่งพาเงินกู้หรือขายหุ้นตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ทำให้เสียอำนาจควบคุมธุรกิจและเติบโตได้ช้ากว่าที่ควร ทั้งที่สามารถสร้างงานและมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจได้มากกว่านี้

3. ระบบการเงินไม่เชื่อมกับเศรษฐกิจจริง
 สินทรัพย์จริงของรัฐ เอกชน และ SME ไม่ถูกนำมาใช้สร้างโอกาสการลงทุนอย่างทั่วถึง ทำให้ระบบการเงินไม่ทำหน้าที่กระจายโอกาสและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ

เปลี่ยน

ใช้ RWA Tokenization เป็นเครื่องมือเชื่อมเงินออมของประชาชนกับสินทรัพย์และกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง เพื่อขยายโอกาสการลงทุนและการเข้าถึงแหล่งทุนอย่างเป็นธรรม

1. เชื่อมการลงทุนกับเศรษฐกิจจริง
 การแปลงสินทรัพย์จริงเป็น Investment Token ที่มีทรัพย์และรายได้รองรับ ทำให้ประชาชนสามารถนำเงินออมมาร่วมลงทุนในกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริงได้อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ และไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่

2. เพิ่มทางเลือกการระดมทุนให้ SME และ Startup
 ผู้ประกอบการสามารถระดมทุนโดยใช้สินทรัพย์และกระแสรายได้ในอนาคตเป็นฐาน โดยไม่ต้องขายหุ้นหรือพึ่งพา VC เพียงอย่างเดียว ช่วยลดแรงกดดันต่อการเติบโตในช่วงเริ่มต้น

3. ลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มประสิทธิภาพระบบการเงิน
 เมื่อต้นทุนตัวกลางลดลง โอกาสการลงทุนและแหล่งทุนจะกระจายกว้างขึ้น ทำให้ “เงินเท่าเดิม ทรัพย์เดิม” สร้างโอกาสมากขึ้น และผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างโปร่งใสและยั่งยืน

ทุกเสียงของประชาชนมีความหมาย

ร่วมส่งความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ หรือปัญหา