
เกษตรกรมีเงินเดือน ดัวยพันธบัตรป่าไม้ (Forest Bond)
เปลี่ยน การปลูกป่า ให้เป็น รายได้ประจำ ของเกษตรกร ผ่านกลไกการเงินสมัยใหม่ที่เชื่อมภาคการเงินกับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ โดย
ไม่ทน
1. รายได้เกษตรกรไม่มั่นคงและหนี้สะสม
เกษตรกรจำนวนมากมีรายได้ผันผวนตามฤดูกาล ขาดรายได้ประจำระหว่างรอผลผลิต ทำให้ต้องก่อหนี้ต่อเนื่องและขาดความมั่นคงในการดำรงชีพ
2. การปลูกป่าใช้เวลานานแต่ขาดเงินหมุนเวียน
การปลูกไม้ยืนต้นต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะสร้างรายได้จริง แต่เกษตรกรไม่มีรายได้รองรับในช่วงเริ่มต้น ทำให้ไม่สามารถลงทุนปลูกป่าได้อย่างต่อเนื่อง
3. เข้าถึงแหล่งทุนยาก
ระบบการเงินยังไม่เอื้อให้ใช้ทรัพย์สินอย่างไม้ยืนต้นหรือคาร์บอนเครดิตเป็นหลักประกัน ทำให้โอกาสเข้าถึงเงินทุนจำกัด
เปลี่ยน
ใช้กลไกการเงินเพื่อเปลี่ยนการปลูกป่าให้เป็น “รายได้ประจำ” ของเกษตรกร ควบคู่การเพิ่มพื้นที่ป่าและรายได้ระยะยาวของประเทศ
1. พันธบัตรป่าไม้ (Forest Bond)
จัดให้มีระเบียบให้สถาบันการเงินออกพันธบัตรป่าไม้ ระดมทุนจากนักลงทุนทั่วไป โดยให้เกษตรกรนำพื้นที่การเกษตรมาปลูกไม้ยืนต้น และใช้ไม้ยืนต้นที่ปลูกเป็นสินทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อนำเงินจากการขายพันธบัตรมาจ่ายเป็น “เงินเดือน” ให้เกษตรกรดูแลป่า ตั้งเป้าระดมทุนประมาณ 60,000 ล้านบาท สร้างรายได้ให้ราว 500,000 ครัวเรือน
2. ธนาคารเพื่อการปลูกป่า
เร่งผลักดันกฎหมายให้สามารถจัดตั้งธนาคารเฉพาะกิจสนับสนุนด้านการเงินแก่เกษตรกรผู้ปลูกป่า จ่ายการอุดหนุนล่วงหน้าก่อนตัดไม้จำหน่าย เป็นระยะเวลา 10 ปี เพื่อให้มีรายได้ต่อเนื่องระหว่างปลูก
3. กองทุนป่าไม้แห่งชาติ
จัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนเงินทุนปลูกไม้ยืนต้น ส่งเสริมอุตสาหกรรมป่าไม้ และสนับสนุนการนำคาร์บอนเครดิตจากการปลูกป่าไปจำหน่าย เพิ่มช่องทางรายได้และการเข้าถึงแหล่งทุน
4. เปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติเป็นรายได้ยั่งยืน
ใช้กลไกการเงินควบคู่การอนุรักษ์ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ประจำ ลดหนี้ และเพิ่มพื้นที่ป่าในระยะยาว
