
“กรณ์” อัดรัฐบาลเล่นลิ้นกู้เงิน 4 แสนล้าน พร้อมกาง 5 ตัวชี้วัดเศรษฐกิจไทยไร้วิกฤตความมั่นคง เตือนสติ “ยิ่งกู้ยิ่งพัง”
ที่อาคารรัฐสภา 4 มิถุนายน 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เสนอญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยระบุว่า จนเป็นหนึ่งในคนที่ได้เสนอให้มีการก่อตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อที่จะติดตามและตรวจสอบการใช้เงิน จาก พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท เพราะเรื่องนี้อยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ต้องดูว่าจะวินิจฉัยให้กฎหมายผ่าน มีการใช้งานต่อไปได้หรือไม่
นายกรณ์ กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีประสบการณ์ในการที่จะพิจารณา พ.ร.ก. เงินกู้ มา 2 ครั้ง ปี 2552 ครั้งหนึ่ง และปี 2555 ครั้งหนึ่ง ซึ่งทั้งสองครั้งเป็นการพิจารณา ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จะเป็นการพิจารณาตาม รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ในมาตรา 172 ซึ่งระบุว่า พ.ร.ก. จะออกได้ ในกรณีเพื่อประโยชน์ที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ และเพิ่มเติมในมาตรานี้ ก็ระบุว่า การตราพระราชกำหนด ให้กระทำได้ เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉิน ที่มีความจำเป็น รีบด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้
นายกรณ์ กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้ วินิจฉัยครั้งแรกก็คือปี 2552 และ ได้มีความเห็นชัดเจนว่าครั้งนั้นเนี่ยการตรากฎหมาย เป็นเพื่อรักษาความมั่นคงอย่างปฏิเสธไม่ได้ คือช่วงการพิจารณา ออก พ.ร.ก. ฉบับนั้น เศรษฐกิจติดลบจากภัยวิกฤตที่ เรียกกันว่าวิกฤตซับไพรม์ หรือที่ประเทศไทยเราเรียกกันว่า วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ในช่วงระยะเวลาที่คณะรัฐมนตรีในปี 2552 ได้พิจารณาออก พ.ร.ก. ฉบับนี้ เศรษฐกิจติดลบถึงกว่า 7% และทั้งปีปีนั้น ติดลบถึง 2% ครึ่ง
นายกรณ์ กล่าวว่า ที่สำคัญมากกว่านั้นจากวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้การจัดเก็บรายได้ภาษีของรัฐบาล ต่ำกว่าที่มีการประมาณการไว้ ในงบประมาณถึง 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ ทำให้รัฐบาลในขณะนั้นสุ่มเสี่ยงที่จะขาดดุลเกิน เพดานหนี้ ที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ พูดง่ายๆ ก็คือ จะไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณต่อไปได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น ศาลรัฐธรรมนูญก็มองว่าสถานการณ์แบบนี้ชัดเจน เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเป็นเหตุที่เร่งด่วน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงอนุมัติให้มีการใช้พระราชกำหนด
นายกรณ์ กล่าวว่า และผลงานหลังจากนั้นในการใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ ก็สะท้อนถึงความชอบธรรม คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะปรากฏว่าในปีถัดไป จากการใช้เงินกู้ส่วนนี้ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โต 7% กว่า และที่สำคัญกว่านั้น สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ปรับเพิ่มขึ้นไปจากการกู้ยืม หลังจากที่มีการใช้เงินตาม พ.ร.ก. นั้นแล้ว ตัวระดับหนี้สาธารณะก็ปรับลดลงไป ในระดับที่ต่ำกว่าช่วงวิกฤตด้วยซ้ำไป
นายกรณ์ กล่าวว่า ส่วนในปี 2555 มีการออก พ.ร.ก. เพื่อที่จะลงทุนในระบบสาธารณูปโภคป้องกันอุทกภัย เหตุผลที่อ้างก็คือ น้ำท่วมใหญ่ปี 54 ครั้งนั้น พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคที่ยื่นคัดค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาอนุมัติ พ.ร.ก. โดยท่านได้วินิจฉัย ว่าเข้าเกณฑ์เรื่องของการรักษาความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจ เพราะปัญหาในขณะนั้นคือปัญหาความเชื่อมั่น ความมั่นใจในส่วนของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ที่อาจจะถึงขั้นถอนทุนออกจากประเทศ ถ้าไม่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลมีแผน และวงเงินเพียงพอที่จะมาป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำเติม หรือซ้ำจากที่เพิ่งเกิดขึ้นในส่วนปี 2554
นายกรณ์ กล่าวว่า ส่วนประเด็นความเร่งด่วน ศาลรัฐธรรมนูญวันนั้นก็ยกประโยชน์ให้กับรัฐบาล ทั้ง ๆ ที่ทางพรรคประชาธิปัตย์เราก็ได้อธิบายต่อศาลนะครับว่าจริง ๆ แล้วสาเหตุที่เราคัดค้าน สำคัญส่วนหนึ่ง เป็นเพราะโครงการเหล่านี้ไม่มีความพร้อม ระบบสาธารณูปโภคที่เราต้องลงทุนใช้เวลาวางแผนและการเบิกจ่ายอีกหลายปี สามารถที่จะใช้เงินจากระบบงบประมาณตามปกติได้ แต่ศาลยกประโยชน์ให้รัฐบาล รัฐบาลบอกว่ามีความจำเป็นและสามารถที่เบิกใช้ทันที แต่สุดท้าย มีการกู้เพียงแค่ 12,000 ล้านบาท จากวงเงินเต็ม 350,000 ล้านบาท ของ พ.ร.ก. นี้ ก็คือไม่ถึง 3% สาเหตุก็เป็นเพราะ รัฐบาลขาดความพร้อมในการที่จะขับเคลื่อนโครงการสาธารณูปโภคที่ปรากฏอยู่ใน พ.ร.ก. ตามเงื่อนไขการกู้ตาม พ.ร.ก.
นายกรณ์ กล่าวว่า ทั้งหมดนี้ที่เล่าก็เพื่อที่จะได้เห็นว่า สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญให้ความสำคัญมากที่สุด ก็คือคำถามว่า มีเหตุผลทางความมั่นคงที่ต้องออก พ.ร.ก. จริงหรือไม่ ขอย้ำว่าในการที่จะออก พ.ร.ก. แต่ละครั้ง ซึ่งคือการเพิ่มวงเงินการกู้ของรัฐบาล นอกเหนือจากการขาดดุลในงบประมาณปกติแล้ว ต้องมีเหตุผลในเรื่องของการป้องกันผลกระทบที่จะทำให้เศรษฐกิจขาดความมั่นคง คำถามของศาลจึงจะต้องถามว่ามีเหตุผลทางความมั่นคงที่ต้องออก พ.ร.ก. จริงหรือไม่ ซึ่งหมายความว่าศาลจะต้องพิจารณาใน 2 ระดับชั้น
1.ปัจจุบันประเทศไทยเรามีประเด็นปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจจริงหรือไม่ รัฐบาลอ้างว่าวันนี้ออก พ.ร.ก. ได้ สิ่งที่รัฐบาลจะต้องอธิบายให้กับศาลรัฐธรรมนูญก็คือ แล้ววันนี้ประเทศมีปัญหาความมั่นคงอย่างไร
2.รัฐบาลต้องพิสูจน์ความจำเป็นเร่งด่วนของโครงการด้วย ว่าโครงการต่าง ๆที่นำเสนอใน พ.ร.ก. ฉบับนี้ เป็นโครงการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องมาแก้ไขประเด็นปัญหา ที่รัฐบาลอ้างว่าเป็นปัญหาระดับความั่นคงของประเทศจริงหรือไม่ มีวิธีอื่นแทนการแทนการออก พ.ร.ก. หรือไม่
ข้อ 1. ในประเด็นเรื่องว่าวันนี้ประเทศไทยประสบประเด็นปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจจริงหรือไม่ ตนขอฟันธงเลยครับว่าปัญหาความมั่นคง ไม่มี เศรษฐกิจอาจจะไม่สู้ดี แต่เศรษฐกิจไม่มีประเด็นปัญหาทางความมั่นคง เราคงต้องถามกันในสภาแห่งนี้ว่า จะบอกว่าเศรษฐกิจมั่นคงหรือไม่ มั่นค วัดกันยังไง ดูด้วยอะไร ฝ่ายหนึ่งอ้างว่าวันนี้มีวิกฤต อีกฝ่ายหนึ่งอาจจะบอกว่าวันนี้ไม่ถึงขั้นวิกฤต ต่อสถานะความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจ
.
ตนขอสรุปว่า วิธีการประเมินว่าเศรษฐกิจมั่นคงจริงหรือไม่ โดยปกติหลักๆ ก็จะดูในเรื่องของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ คือ GDP แต่หลายฝ่ายก็พูดว่าลำพังเพียงแค่นั้นอาจจะไม่พอ ตนขอเสริมให้ว่าโดยทั่วไปถ้าถามนักเศรษฐศาสตร์ที่ใดก็แล้วแต่ว่าเศรษฐกิจของประเทศโน้นประเทศนี้มีความมั่นคงหรือไม่มั่นคง จะวัดกันด้วย
1. มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สม่ำเสมอหรือไม่ ก็คือตัวเลข GDP มีการปรับเพิ่มขึ้นสม่ำเสมอหรือไม่
2. ทุนสำรองระหว่างประเทศ หลายประเทศรวมถึงประเทศไทยในอดีตเมื่อสมัยต้มยำกุ้ง เราขาดความมั่นคง GDP เราโตแรง แต่เราขาดความมั่นคงเพราะทุนสำรองระหว่างประเทศของเราลงไปในระดับที่ต่ำจนกระทั่งทำให้เกิด ปัญหาสภาพคล่องและขาดความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจโดยรวมของเรา
3 .คือการจัดเก็บรายได้ภาษีโดยรัฐบาล ถ้ารัฐบาลยังสามารถที่จะเก็บรายได้ภาษีตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ก็ถือว่าน่าจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ยืนยันได้ว่าเศรษฐกิจยังมีความมั่นคงอยู่
4. ก็คือระดับหนี้สาธารณะ ว่าหนี้สาธารณะของประเทศนั้น ๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ GDP ของประเทศมีสัดส่วนที่สูงจนทำให้เกิดสภาพการขาดความมั่นคงหรือไม่ทางเศรษฐกิจ
5. ความเชื่อมั่นโดยรวม ซึ่งความเชื่อมั่นเนี่ย โดยส่วนใหญ่วัดกันครับว่ามีการลงทุนเกิดขึ้นในประเทศนั้นหรือไม่ ไม่ว่าโดยนักลงทุนในประเทศหรือต่างประเทศก็ตาม
“ด้วย 5 ปัจจัยนี้ ผมถึงกล้ายืนยันกับท่านประธานว่า วันนี้เนี่ยประเทศไทยไม่มีปัญหาเรื่องของความมั่นคง ลองดูนะครับว่าที่ผ่านๆ มา ในประเด็นเรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจ GDP เป็นยังไง ไตรมาสแรก สศช. เพิ่งประกาศผลออกมาเมื่อประมาณ 2 อาทิตย์ที่แล้วครับ เศรษฐกิจไทยโต 2.8% สูงเกินกว่าที่ทุกหน่วยงานคาดการณ์ไว้ เพราะฉะนั้นอัตราการเติบโต ถึงแม้ว่าจะไม่ดีเท่าที่เราคาดหวัง แต่ห่างไกลจากคำว่าวิกฤต ถ้ารู้ในเรื่องของทุนสำรอง เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมานี้เอง ทางแบงก์ชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เผยเงินสำรองระหว่างประเทศมูลค่าโดยรวมของเราอยู่ที่กว่า 10 ล้านล้านบาท สูงสุดระดับต้นๆ ในโลก และสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประเทศไทยเคยมีมา นี่คือสภาพของประเทศที่ขาดความมั่นคงรึเปล่า” นายกรณ์ กล่าว
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า เรื่องของการจัดเก็บภาษี กระทรวงการคลังประกาศผลการจัดเก็บภาษี 7 เดือนแรกของปีงบประมาณก็คือจนถึงสิ้นเดือนเมษายน รวม 2 เดือน เต็มๆ ของภาวะสงคราม ปรากฏว่าเก็บภาษีได้ เกินเป้าไป 31,000 ล้าน ทำให้เงินคงคลังโดยรวม ณ สิ้นเดือนเมษายนเนี่ย อยู่ที่เกือบๆ 3 แสนล้าน เพิ่มขึ้นกว่า 14% เทียบกับปีที่แล้ว
“นี่หรือครับ สภาพทางการคลังที่สะท้อนประเทศที่ขาดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ”
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนหนี้สาธารณะ เราก็จะเห็นว่าระดับหนี้สาธารณะของไทยเราวันนี้ก็อยู่ในกรอบวินัยทางการคลังที่กำหนดเพดานไว้ที่ 70%
“จากเอกสารประกอบการพิจารณาญัตติวันนี้ที่จัดทำโดยสำนักวิชาการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และพลิกไปที่หน้า 2-10 ข้อ 6.4 จะเห็นว่าทางสำนักวิชาการได้เขียนไว้ ว่าในช่วงปี 2566 ถึง 2569 รัฐบาลมีการกู้เงินเฉลี่ยสูงถึงปีละ 8 แสนล้านบาท แต่สร้างการเติบโตของ GDP ได้เพียงปีละ 4 แสนล้านบาท แสดงให้เห็นว่า หนี้ขยายตัวเร็วกว่าฐานเศรษฐกิจของประเทศถึง 2 เท่า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางการคลังในระยะยาว แปลว่าสำนักวิชาการของสภาผู้แทนราษฎรของเราเองเนี่ย กำลังบอกว่า ยิ่งกู้ยิ่งไม่มั่นคง คือมันย้อนแย้งและตรงกันข้ามกับข้ออ้างของรัฐบาลที่พยายามที่จะบอกว่าวันนี้เนี่ยเศรษฐกิจมีปัญหาความมั่นคงจึงต้องกู้เงินเพิ่มเติม ทางวิชาการเค้ามีข้อสรุปที่ชัดเจน จากหลักฐานในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาว่า กู้มามันไม่ทำให้เศรษฐกิจโตขึ้นและยิ่งกู้ยิ่งจะมีผลกระทบต่อความมั่นคง” นายกรณ์ กล่าว
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า เพราะฉะนั้นตนถึงได้บอกว่า ประเด็นเรื่องปัจจัยต่าง ๆ ที่เรามักจะใช้ในการวัดสถานะทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศนั้น สำหรับประเทศไทยเราผ่านหมด แม้แต่เรื่องของความเชื่อมั่น ทางรัฐบาลเองก็ได้ประชาสัมพันธ์สำนักงานมูดีส์ (Moody’s) ที่ได้ปรับมุมมองที่มีต่อสถานะทางการคลังเสถียรภาพทางการคลังของประเทศในเชิงบวกมากขึ้น และที่สำคัญตามตัวเม็ดเงิน ถ้าเขาไม่เชื่อเขาก็ไม่มาลงทุน ถ้าเขาเชื่อเขาก็จะได้มาลงทุน
“และในตัวเลขล่าสุดของ สศช. ที่บอกว่า GDP หรือเศรษฐกิจโต 2.8% ในไตรมาสแรกนั้น ตัวเลขที่เป็นพระเอกเลย หมวดที่เป็นพระเอกเลยก็คือ หมวดการลงทุน โดยเฉพาะในส่วนของภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นถึงกว่า 10% เทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีที่แล้ว เพราะฉะนั้น GDP ก็ตาม ทุนสำรองก็ตาม การจัดเก็บภาษีโดยภาครัฐ ระดับหนี้สาธารณะ และความเชื่อมั่น โดยเฉพาะวัดด้วยเม็ดเงินลงทุน ผมว่าเราผ่านหมด อาจจะไม่ดีเท่าที่เราอยากที่จะเห็น แต่แน่นอนไม่ใช่วิกฤต ไม่ใช่ประเด็นปัญหาความมั่นคง” นายกรณ์ กล่าวและว่า
ส่วนประเด็นว่าหลีกเลี่ยงได้หรือไม่ ตนก็ขอบอกว่า ถ้ารัฐบาลเป็นห่วงเรื่องของค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนจริง ๆ มีทางอื่นที่ดีกว่านี้ ท่านสามารถที่จะลดราคาน้ำมัน ท่านสามารถที่จะลดภาษีสรรพสามิตเพื่อที่จะทำให้ค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนลดลง โดยไม่จำเป็นที่จะต้องปล่อยให้ของมันแพงขึ้น แล้วก็ใช้ค่าครองชีพที่สูงขึ้น มาเป็นข้ออ้างในการที่เรากู้เงินมาแจกพี่น้องประชาชน
“โดยสรุป ผมอยากที่จะบอกว่าเรื่องของการออก พ.ร.ก. มันเป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ ที่จะมีผลในระยะยาวต่อประเทศ ถ้าทุกรัฐบาลสามารถอ้างสถานการณ์เศรษฐกิจที่ค่อนข้างเป็นปกติ ณ ปัจจุบันนี้ในการออก พ.ร.ก. ในอนาคต มาตรา 172 จะไม่มีความหมาย พ.ร.บ. วินัยทางการคลังจะไม่มีความหมาย และทุก ๆ รัฐบาลก็สามารถที่จะกู้เต็มเพดานตาม พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ แล้วก็มาออก พ.ร.ก. เพิ่มเติมได้อีก สุดท้ายเศรษฐกิจเราจะไปไม่ได้ รัฐบาลอาจจะบอกว่าฝ่ายค้านมองว่าไม่วิกฤต แต่รัฐบาลมองว่านี่คือวิกฤตค่าครองชีพของประชาชน ผมขอบอก นี่คือการเล่นลิ้น การเมืองพอเล่นได้ครับ แต่การคลังมันไม่ใช่ของเล่น และถ้ามีทัศนคติในการพิจารณาการออก พ.ร.ก. แบบนี้ ผมขอเสริมในประเด็นสุดท้ายครับว่าถ้าท่านกังวลและเป็นห่วงประเด็นเรื่องของค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนมันมีวิธีอื่นครับ ตามที่ได้เสนอไปแล้วเมื่อสักครู่ โดยเฉพาะการทำให้ราคาน้ำมันลดลง ต้นทุนพลังงานลดลง ค่าไฟลดลง ไม่จำเป็นต้องกู้ เพราะการกู้มีแต่จะเพิ่มหนี้สินให้กับประเทศชาติ และทำให้ความมั่นคงนั่นแหละครับมันถูกทำลาย” นายกรณ์กล่าวสรุปอย่างหนักแน่น
