คำต่อคำ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ   ในการอภิปรายเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. ….

คำต่อคำ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ในการอภิปรายเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. ….

เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2569

 

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ สำหรับพระราชบัญญัติที่เรากำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ คือร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. …. ซึ่งก็คือ กฎหมายนิรโทษกรรม เกี่ยวกับผู้ชุมนุมทางการเมือง ในหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ผมและพรรคประชาธิปัตย์นั้น เราได้สนับสนุนให้มีกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งอย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านอภิปรายไปแล้ว ก็คือต้องการที่จะนิรโทษกรรม เพื่อนำไปสู่การเริ่มต้นใหม่ การเดินไปข้างหน้าของสังคม และก็สร้างความสันติสุข

โดยมีข้อยกเว้นที่กำหนดไว้ในมาตรา 3 ในเรื่องของความผิดฐานการทุจริตประพฤติมิชอบ มาตรา 112 หรือการกระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส หรือเป็นการกระทำความผิดต่อส่วนตัว หรือต่อกลุ่มบุคคลใดที่ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ เป็นการเฉพาะราย เฉพาะกลุ่ม หลักการเหล่านี้ พวกเราเห็นด้วยหมด และก็ทราบดี ตระหนักดี ว่ามีพี่น้องประชาชนหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง และจะได้รับอานิสงส์จากกฎหมายฉบับนี้จำนวนมาก หลายท่านก็ให้ตัวเลขประมาณ 6,000 คน ที่รอคอยที่จะได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้

แต่สิ่งที่จะต้องกราบเรียนกับท่านประธานก็คือว่า หน้าที่ของเราในวันนี้ก็คือ ต้องพิจารณาว่าสิ่งที่ทางวุฒิสภาได้แก้ไขกฎหมาย ซึ่งสภาชุดนี้แล้วก็แทบจะเรียกได้ว่าทุกพรรคการเมืองที่อยู่ในสภาชุดที่แล้วได้เห็นชอบไป มีนัยยะสำคัญอย่างไร และจำเป็นหรือไม่ที่ต้องมาพิจารณาในประเด็นเหล่านี้ให้เกิดความรอบคอบ 2 ประเด็นที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานว่า ที่ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์นั้นเห็นว่า สมควรที่จะต้องมีการพิจารณาเพิ่มเติม

ประเด็นแรก ก็คือการแก้ไขของวุฒิสภาในมาตรา 11 ที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน และมาตรา 112

ผมอยากทำความเข้าใจกับท่านประธาน เพราะว่าฟังเพื่อนสมาชิกหลายท่านอภิปรายแล้ว เกรงว่าเราอาจจะเข้าใจไม่ตรงกัน มาตรานี้ ชัดเจน ไม่ได้ไปยกเว้น มาตราหลักคือมาตรา 3 พูดง่าย ๆ คือ จะแก้ไขหรือไม่แก้ไขมาตรานี้ อย่างไรเสียผู้กระทำความผิดมาตรา 112  ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม แต่มาตรานี้ เป็นเรื่องของผู้ที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมเพราะเข้าข่ายข้อยกเว้นที่ว่า แต่กระทำความผิดในขณะที่เป็นเยาวชน หลักสำคัญที่สภาผู้แทนราษฎรได้เสนอไปให้วุฒิสภาก็คือว่า ในกรณีเช่นนี้ด้วยความเป็นเยาวชน เขาควรจะมีทางเลือก เป็นทางเลือกครับท่านประธาน ไม่ได้เป็นกระบวนการอัตโนมัติ พูดง่าย ๆ ก็คือในมาตรา 11  ต้องเป็นเฉพาะกรณีที่เขาร้องขอเท่านั้น ความหมายคือเขาขอที่จะให้กรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาว่า ทำแผนบำบัดฟื้นฟูให้กับเขาได้หรือไม่ ถ้าเขาไม่ขอ เขาก็ถูกดำเนินคดีเหมือนเดิม ถึงเขาขอ เขาก็ไม่ได้การนิรโทษกรรม แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือแปลว่า เขาได้มองเห็นแล้วว่าเขาต้องการการบำบัดฟื้นฟู และกฎหมายฉบับนี้เปิดทางให้กับเขา

ผมคิดว่าสิ่งที่พวกเราต้องมาพูดกันก็คือว่า ถ้าเราอยากสร้างความสันติสุขจริง ๆ กรณีที่มีเยาวชนที่กระทำความผิดไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ตัดสินใจที่จะขอ เพื่อให้ได้รับการบำบัดฟื้นฟู เขาควรจะได้รับโอกาสนั้นไหม เราคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนคนเหล่านี้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ จะมีความแน่นแฟ้นดีขึ้นจากกระบวนการนี้หรือไม่ หรือเราคิดว่าการไปเขียนข้อยกเว้นอย่างวุฒิสภาก็คือดำเนินคดีกับเขาไปแล้ว จะสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์มากกว่า นั่นคือประเด็นที่ผมคิดว่าผมเข้าใจ  เราอาจจะมีความเห็นที่แตกต่างหลากหลายในเรื่องนี้ได้ แต่มันไม่ใช่จะสรุปได้ว่าฝ่ายหนึ่งถูกฝ่ายหนึ่งผิด ฝ่ายหนึ่งจงรักภักดี ฝ่ายหนึ่งไม่จงรักภักดี มิได้ครับ

ผมคิดว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่มองว่าการเปิดโอกาสให้กับเยาวชนที่จะเข้ามาช่องทางนี้ น่าจะเป็นวิธีการที่ทำให้ความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับสถาบันลดลง และที่เพื่อนสมาชิกบางท่านไปอภิปรายว่าถ้าทำเช่นนี้จะเป็นการส่งเสริมให้คนกระทำความผิดในวันข้างหน้า ไม่เกี่ยวครับ เพราะใครกระทำความผิดตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ก็ต้องรับโทษ ไม่ได้รับอานิสงส์ใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการนิรโทษกรรมหรือกระบวนการนี้ ดังนั้นประเด็นนี้จึงเป็นประเด็นหนึ่งที่ทางพวกเราเห็นว่าสมควรที่จะมีการพิจารณาให้รอบคอบอย่างถ่องแท้ เพื่อความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ และเพื่อให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์อย่างแท้จริง

ประเด็นที่สอง ที่ผมประหลาดใจแล้วก็ไม่ค่อยสบายใจก็คือ การที่วุฒิสภาไปเพิ่มในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มีการกำหนดเงื่อนไขว่าเฉพาะที่มีเกี่ยวพันกับการเลือกโดยทุจริต การเลือกที่ไม่เป็นธรรม และคุณสมบัติอันเป็นเท็จ ที่แปลกใจก็คือ ผมคิดว่าผมและเพื่อนๆ หลายคนที่ติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิด ไม่เคยทราบเลยว่า ความขัดแย้งทางการเมือง เหตุการณ์ทั้งหลายที่เป็นความขัดแย้งที่เรากังวลกันทุกวันนี้ ไปเกี่ยวข้องกับการเลือกวุฒิสภาครั้งที่ผ่านมารายงานอย่างไร ยังไม่เคยมีใครบอกผมได้เลยครับว่ามีใครที่จะมีปัญหาในคดีนี้ที่เป็นเรื่องสืบเนื่องมาจากขบวนการชุมนุมทางการเมือง

แต่เมื่อมีการใส่เรื่องนี้เข้ามา นั่นหมายความว่าต่อไป ถ้าใครโดนดำเนินคดีเรื่องนี้ ก็สามารถที่จะไปให้คณะกรรมการซึ่งมีท่านนายกฯ เป็นประธาน ไปชี้ขาดได้ว่าสมควรจะได้รับการนิรโทษกรรมหรือไม่

ท่านประธานอาจจะบอก ก็เขียนไว้แล้ว ที่เราพูดว่า สว. มันก็น่าจะแปลว่าเป็นเรื่องการทุจริตเลือกตั้งไม่เป็นธรรม ผมชวนท่านประธานลองคิดเล่นๆ  การเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม การเลือกตั้งที่ทุจริต ก็จะไปจบลงจากการวินิจฉัยของ กกต. ว่าต้องเลือกตั้งใหม่ไหม ต้องให้ใบเหลืองใบแดงหรือไม่ เพื่อถอนสิทธิ์ใครอย่างไร

แต่มันมีความผิดอื่นตามกฎหมายวุฒิสภา การเลือกวุฒิสภา เช่น กรณีที่พรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องสนับสนุน สมมุติว่าวันข้างหน้าในการดำเนินคดีเกี่ยวกับเรื่อง สว. กกต. อาจจะดูเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว ปรากฏว่า กกต. บอกว่าไม่มีปัญหาการเลือกตั้งที่จะต้องไปให้ใบเหลืองใบแดงเพิกถอนสิทธิ์ใคร แต่พบหลักฐานชัดเจนว่ามีคนของพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง คนที่ไปเกี่ยวข้องก็จะอ้างว่านี่เป็นความผิดตามกฎหมายฉบับนี้ แต่ไม่ได้เกี่ยวเพราะการเลือกตั้งไม่ได้ถูกวินิจฉัยว่ามีการทุจริต ก็จะได้รับอานิสงส์จากการนิรโทษกรรมตามกฎหมายฉบับนี้

ผมอาจจะตีความผิดก็ได้ แต่ผมเชื่อว่าเป็นประเด็นที่สมควรแก่การที่จะมาร่วมกันพิจารณาเพื่อให้เกิดความถ่องแท้และเกิดความสบายใจ เพราะมิเช่นนั้น ถ้าเราไม่พิจารณาสองประเด็นนี้อย่างถ่องแท้ สุดท้ายเราสร้างปมความขัดแย้งขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เรื่องหนึ่งเกี่ยวข้องกันกับสถาบันสูงสุดที่เราต้องการจะปกป้อง อีกหนึ่งเรื่องจะบานปลายไปเป็นเรื่องของการใช้อำนาจของนักการเมืองด้วยกันเอง เพราะอย่าลืม ถ้ามันเกิดเหตุการณ์อย่างที่ผมพูด ใครก็ตามในสภาแห่งนี้ที่เห็นชอบกันตามนี้ น่าจะปฏิบัติขัดกับรัฐธรรมนูญ คือเป็นสมาชิกสภารัฐสภาที่ทำหน้าที่โดยมีความขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งเป็นข้อห้ามตามมาตรา 114 แห่งรัฐธรรมนูญ ขอบพระคุณครับ

 

#ประชาธิปัตย์ #พรรคประชาธิปัตย์ #DemocratPartyTh

ทุกเสียงของประชาชนมีความหมาย

ร่วมส่งความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ หรือปัญหา