
คำต่อคำ “อภิสิทธิ์” ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
คำต่อคำ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง)
วาระ เรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
9 เมษายน 2569
ท่านประธานที่เคารพ กระผมนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับวันนี้เป็นการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งปกติแล้วสิ่งที่เราคาดหวังจากการแถลงนโยบาย ผมคิดว่ามีอย่างน้อย 3 เรื่องใหญ่ เรื่องที่ 1 ก็คือเป็นความคาดหวังของพี่น้องประชาชนที่ให้การสนับสนุนพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลายว่า นโยบายที่ได้ไปหาเสียงกับเขา ที่ไปให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาดีขึ้น จะเป็นนโยบายของรัฐบาลปรากฏอยู่ในคำแถลงของท่านนายกหรือไม่ ประการที่ 2 มันเป็นโอกาสสำหรับนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำรัฐบาลที่จะได้สร้างความหวัง ฉายภาพทิศทางการเดินหน้าของประเทศ ซึ่งจะมีผลกระทบกับพี่น้องประชาชนทุกคน และ ประการที่ 3 มันคือเอกสารที่สมาชิกรัฐสภาจะต้องใช้อ้างอิง ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลต่อไป
เพื่อนสมาชิกจากพรรคฝ่ายค้าน 2 ท่านพูดไปแล้วว่า ในส่วนของการสร้างความหวังนั้นไม่ได้เกิดขึ้น บางท่านได้หยิบยกหลายนโยบายที่มีการหาเสียง แต่ดูเหมือนจะขาดหายไป หรือไม่สามารถที่จะผูกมัดตัวเองในระดับเดียวกับในช่วงของการหาเสียง เช่น ค่าไฟ 3 บาท เช่นโครงการที่ขาดรายละเอียดเหมือนตอนหาเสียง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพยาบาลอาสาประจำหมู่บ้าน และอื่น ๆ ความจริงมีนโยบายที่ไม่ปรากฏอยู่ในคำแถลงของท่านนายก ที่ผมคิดว่าน่าสนใจ เช่น มีการพูดถึงการทำโครงการขนาดใหญ่ที่สุด ที่จะส่งผลกระทบต่อพี่น้องจำนวนมหาศาล แต่กลายเป็นโครงการลับ ๆ ล่อ ๆ คือโครงการ Land Bridge ตอนหาเสียงไม่ยอมส่ง กกต. แต่พูดหาเสียง วันนี้ไม่ยอมมาแถลงกับสภา แต่ไปพูดที่กระทรวง เพราะเป็นโครงการที่ถูกตั้งคำถามมาโดยตลอด ถึงความคุ้มค่าและการส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นต่อระบบนิเวศ แม้กระทั่งในเรื่องของความมั่นคงด้วย
หลายกลุ่ม ผมไม่ทราบวันนี้ถูกลืมหรือเปล่า อสม. ปรากฏอยู่ในนโยบายว่า ท่านจะยกระดับการทำงานของเขา หรือสร้างขวัญกำลังใจให้กับเขาดีขึ้นได้อย่างไร บางเรื่องไม่น่าเชื่อว่ามาถึงขนาดนี้แล้วนโยบายเขียนสั้น อย่างเช่นปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เพียงเขียนถึงแต่หลัก เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา แล้วบอกจะสร้างความสันติสุข ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วสิ่งที่เป็นเครื่องมือสำคัญในช่วงที่ผ่านมา คือเรื่องการพูดคุยเจรจาว่าจะมีแนวทางต่อไปอย่างไร และสถานการณ์นี้ก็รุนแรงถึงขั้นเพื่อนสมาชิกของเราในห้องประชุมนี้ เพิ่งถูกลอบยิง แล้วก็เป็นเครื่องหมายคำถามอยู่ว่าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของความมั่นคงหรือไม่ นี่คือสิ่งที่ไม่ปรากฏอยู่ครับ
แต่สิ่งที่ผมจะเน้นย้ำในวันนี้ที่จะถามว่า ทำไมพวกเราไม่ได้รู้สึกว่าเรามีความชัดเจนในทิศทาง หรือมีความหวัง ผมให้เหตุผล 4 ประการ ประการที่ 1 นโยบายที่ท่านเขียนนี้ ผมใช้คำว่า “เขียนอีก พูดอีก ก็ถูกอีก” เพราะเขียนในสิ่งที่คนไม่โต้แย้งหรอกครับ จะ 3 หลักการบริหาร 5 กลุ่มยุทธศาสตร์เป้าหมาย การบอกว่าเราจะเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เป็นสิ่งที่อยากได้หมด แต่ไม่มีในเรื่องของรูปธรรม เครื่องมือที่จะใช้ ไม่มีในเรื่องของกรอบเวลาที่ชัดเจน ยกเว้นในบางเรื่องเท่านั้น ไม่มีในเรื่องของตัวชี้วัดที่เราจะใช้ในการตรวจสอบ นั่นเหตุผลที่ 1 เหตุผลที่ 2 ที่ผมมองว่ารัฐบาลจะไม่สามารถบรรลุตามเป้าหมายที่เขียนในนโยบายได้ คือผมดูจากวิธีบริหารที่ผ่านมาจากท่านทั้งหลายซึ่งกำลังดำรงตำแหน่งต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ เหตุผลที่ 3 ที่ผมไม่เชื่อว่าจะบริหารได้ ไปสู่เป้าหมายนี้ เมื่อสักครู่เพื่อนฝ่ายค้านบอกว่า ประชาชนไม่อยู่ในสมการ ผมใช้คำว่า “นโยบายฉบับนี้ ไม่มีความรู้สึกจิตใจและหัวใจของประชาชนอยู่ในการเขียน” และประเด็นที่ 4 ก็คือปัญหาในเรื่องของคุณทำจริยธรรม ความซื่อสัตย์ สุจริต ซึ่งเป็นหัวใจของการที่จะทำให้นโยบายสำเร็จ
ท่านประธานครับผมอยากจะเริ่มต้นชี้ให้เห็นเอาตัวอย่างง่าย ๆ ที่เกี่ยวข้องกับว่าทำไมบางนโยบายที่ผ่านมา ท่านเขียน ผมว่าท่านกล้าเขียนมากนะครับ คือท่านพูดถึงอดีตแล้ว บอกว่าท่านนั้น สามารถดำเนินการให้เป็น Quick Big Win เช่น ในเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างเข้มข้น และที่ท่านกล้าเขียนกว่านั้นก็คือการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอกับความต้องการใช้ของประเทศ การบริหารจัดการปัจจัยการผลิตที่สำคัญทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง โดยเฉพาะวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตที่มีต้นทุนผูกพันกับราคาพลังงาน อาทิ ปุ๋ยเคมี สารเคมีอุตสาหกรรม
ท่านประธานครับผมเริ่มจากเรื่องของวิกฤตน้ำมันก่อน ผมอยากจะกราบเรียนว่า ไม่มีใครในประเทศนี้ ที่จะไปบอกว่าท่านสร้างปัญหานี้ขึ้นมา หรือปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากวิกฤตภายนอก แล้วก็ไม่มีใครในประเทศนี้หรอกครับ ฝันว่าทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนเดิมได้ แต่สิ่งที่เขาตำหนิกับความล้มเหลวที่ผ่านมา มันประกอบไปด้วย 3 ส่วนคือ 1. การบริหารจัดการที่ผิดพลาด 2. การไม่ยอมให้ภาคส่วนอื่น ๆ นอกจากประชาชนรับภาระกับสิ่งที่เกิดขึ้น และ 3. ก็คือความไม่ชอบมาพากล และการแสวงหาผลประโยชน์อันไม่ชอบ
เอาประเด็นแรกก่อนครับท่านประธานครับ วันนี้ทุกคนสนใจมากเรื่องบทบาทของกองทุนน้ำมัน ผมก็กราบเรียนท่านประธานครับ พวกเราทราบดีครับกองทุนน้ำมันจะมาแบกรับสะสมหนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่ได้แต่ถามว่า เขาเอากองทุนน้ำมันมาทำหน้าที่นี้ทำไม เขาเอากองทุนน้ำมันมาทำหน้าที่นี้ เพื่อประคับประคอง พูดง่าย ๆ ซื้อเวลา 1. เผื่อว่าราคาน้ำมัน มันลดลง ต้นทุนอื่น ๆ จะได้ไม่เพิ่มขึ้น กับ 2. ซื้อเวลาเพื่อให้รัฐบาลเตรียมตัวช่วยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ แต่รัฐบาลนี้ผลาญเงิน 40,000 ล้าน จากประชาชนผู้ใช้น้ำมัน ซึ่งจะต้องไปซื้อน้ำมันแพงในวันข้างหน้า โดยไม่ได้เตรียมมาตรการในการรองรับ และในที่สุดก็ปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้น และต้นทุนการผลิตทุกภาคการผลิต ขณะนี้พุ่งสูงขึ้นไปแล้ว
ผมไม่ทราบว่าสายไปหรือเปล่า สำหรับที่จะแก้ไขสถานการณ์นี้ เพราะถ้าคิดจะไปคุมราคาสินค้าปลายทาง ความโกลาหล ความขาดแคลน การขาดทุน การล้มลงของธุรกิจ เกิดขึ้นแน่นอน ท่านพูดได้อย่างไรว่า ประสบความสำเร็จการบริหารจัดการขาดแคลน เสียดายครับวันนั้นรัฐบาลไม่มาฟังเพื่อนสมาชิกร่วม 100 คน พูดตรงกันหมดนะครับ ถึงการเข้าคิวน้ำมันขาด เข้าปั๊มนึงไม่มีน้ำมัน มีแต่น้ำมะพร้าว เข้าอีกปั๊ม
นึงซื้อน้ำในราคาสต๊อกเก่าได้ คือน้ำดื่ม แต่ไม่ใช่น้ำมัน แล้วสุดท้ายแก้ความขาดแคลนด้วยการขึ้นราคา แล้ววันนี้พยายามจะมาแก้ปัญหาราคา ด้วยการเอากฎหมายว่าด้วยการขาดแคลนมาแก้ สับสนไปหมด และถ้าวันนั้นท่านฟังพวกเรา ท่านก็จะทราบครับว่าสิ่งที่เราได้นำเสนอนั้น มันทำได้จริง นั่นก็คือเรื่องของการที่จะให้ส่วนอื่นแบกรับภาระ ถึงวันนี้ภาษีสรรพสามิต ท่านก็ยังไม่ยอมลด วันนี้ท่านเพิ่งขยับเรื่องโรงกลั่นนะครับ เพิ่งถึงปากซอยนะครับ เพราะ 2 บาท น้อยมาก เทียบกับค่าการกลั่น 17 บาท โดยเฉลี่ยในเดือนนี้ และทั่วโลกเขาก็ใช้มาตรการแบบนี้ทั้งนั้นครับ ลดภาษี เขาก็ใช้มาตรการในเรื่องของภาษีลาภลอย
(สมาชิกประท้วง)
ขอบพระคุณท่านประธานครับ จริง ๆ ถ้าคำแนะนำท่านรับไปปฏิบัติแล้ว ผมก็ไม่ต้องพูดนะครับ แต่นี่แนะนำต่อเนื่อง แล้วก็ยังทำช้าไป น้อยไป และหลายเรื่องก็ยังไม่ได้ทำ วันนี้ยังรอคอยครับ มาตรการในเรื่องของการช่วยภาคการขนส่ง มาตรการในเรื่องของการช่วยภาคการประมง และที่สำคัญก็คือที่ท่านพูดถึงการแก้ปัญหาทั้งปุ๋ยก็ดี เม็ดพลาสติกก็ดี คนในวงการขณะนี้ทุกคนทราบหมด ว่ามีทั้งปัญหาการขาดแคลน และมีทั้งปัญหาราคาต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น ทั้งสำหรับภาคอุตสาหกรรม และภาคการเกษตร ผมก็ต้องเรียนว่านอกเหนือจากการบริหารผิดพลาดตรงนี้แล้ว ที่ผมใช้คำว่า “หัวใจท่านไม่อยู่กับประชาชน” ขนาดคนไปทำงานกับท่านสัปดาห์เดียวออกมาต่อว่าฝ่ายค้านว่า พูดราคาน้ำมันนั้น เป็นเรื่องเชย ผมจะเชยต่อไปครับ และผมเชื่อว่าคนทั้งประเทศก็จะเชยกับผม เพราะยุคนี้ไม่คาดหวังจะเก๋ไก๋ หรูหราอีกต่อไปแล้วครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทบกับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน และนอกเหนือจากการที่ท่านยังไม่ยอมให้รัฐบาลรับภาระ หรือภาคธุรกิจรับภาระเท่าที่ควร ยังจะต้องไปรีบไล่ตามจับ “ไอ้โม่ง” ที่ทำให้ประชาชนเจ็บช้ำน้ำใจ
คำพูด ท่านประธานครับ บางทีท่านนายก พูดสวยหรู ไม่มีใครจะดีไปกว่าประชาชน แต่ความสวยหรูนั้นไม่เจ็บเท่ากับวันที่ท่านบอกว่า มีแต่ประชาชนที่กักตุนน้ำมัน ท่านจงไปหาผู้กักตุนที่แท้จริงและดำเนินการ เช่นเดียวกันครับท่านประธานครับ ที่ท่านพูดถึงเรื่อง “ทุนเทา สแกมเมอร์” ซึ่งผมกราบเรียนว่าจะเป็นอุปสรรคอย่างใหญ่หลวงในนโยบายของท่าน ทั้งในเรื่องการดึงการลงทุน ทั้งในเรื่องของการพัฒนาตลาดทุนที่จะบอกให้เป็นไปอย่างโปร่งใสมาตรฐานสากลแข่งขันได้ เรื่องจริงคืออะไรครับ พวกกระผมไปยื่นข้อมูลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่ทุกครั้งที่เกิดการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐในประเทศไทยตามหลังต่างประเทศเสมอ ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือในต่างประเทศอย่าง เช่น สิงคโปร์เขาดำเนินการ เขาดำเนินการบนพื้นฐานของการกระทำความผิดในประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์ไทยมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินเข้าไปเกี่ยวข้องกับบริษัทน้ำมันสำคัญด้วย แต่ไม่มีความคืบหน้า ถามว่าทำไมผมไม่เชื่อมั่นในความสามารถในเรื่องนี้ นอกเหนือจากดูการกระทำที่ผ่านมาแล้ว ปัญหาก็คือคนอดสงสัยไม่ได้ครับ ว่าความเกี่ยวพันของคนที่อยู่ในแวดวงของอำนาจ และรัฐบาล อยู่ในกระบวนการนี้ด้วยหรือไม่ ไม่ต้องถามผมนะครับ ถามท่านรัฐมนตรี DE ครับ เพราะท่านเป็นคนดำเนินการสอบเองเรื่อง MOU สแกนม่านตา แต่วันนี้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่มีภาพ ผู้ที่มีความสัมพันธ์กับสแกมเมอร์หรือนักฟอกเงินระดับโลก ก็ยังสามารถนั่งอยู่ข้างบนได้ จะให้เชื่อได้อย่างไร
ผมยกอีกหนึ่งตัวอย่างครับ นโยบายที่เขียนสวยหรูสำหรับอนาคต เรื่องภาคการเกษตรที่เราจะเป็นศูนย์กลาง จะเป็นครัวโลก จะทำให้ทั่วโลกมองเห็นว่า เราคือแหล่งอาหารที่สำคัญ นโยบายอย่างที่ผมกราบเรียนท่านประธานครับ เขียนดีครับ จะเอาเทคโนโลยีมาใช้จะสนับสนุนการรวมตัวของพี่น้องเกษตรกร เพื่อมีอำนาจต่อรอง แต่การทำงานที่ผ่านมา มันไม่มีตรงนั้นเลยครับ ผมยกตัวอย่างตัวเดียวครับ มะพร้าวครับ ทั้ง ๆ ที่เรารู้ว่าราคามะพร้าวปลายทางที่เราส่งออกไป มันไม่ได้ตกลง แต่ราคาที่รับซื้อจากชาวสวน ต่ำเป็นประวัติการณ์ เราก็ต้องรู้ครับว่าปัญหาอยู่ที่คนกลาง อยู่ที่ล้ง แต่ไม่มีมีการพยายามดำเนินการแก้ไขเชิงโครงสร้างครับ คำตอบที่เราได้วันแรกก็คือ เหมือนรัฐบาลอยากจะไปตั้งล้งแข่งกับเขา คือล้งกลาง ซึ่งเป็นรูปแบบที่มันไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงกับยุคสมัย กับทิศทางในนโยบายที่ท่านแถลงเองครับ และถึงวันนี้ ผมเพิ่งไปราชบุรีมา มะพร้าวน้ำหอมก็อยู่ที่ประมาณ 3 บาทครับ ขยับขึ้นมาเล็กน้อยตามฤดูกาลคนที่เขาเกี่ยวข้องเขาก็บอกว่า การดำเนินการของล้งกลางแทบไม่มีเลย แต่การดำเนินการของล้งที่ถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นหยุดชะงักงันไปด้วย บวกกับค่าขนส่งที่สูงขึ้นด้วย ขาดทุนเหมือนเดิม
ออกจากมะพร้าวน้ำหอมไปมะพร้าวกะทิ นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างครับ รัฐบาลแถลงนโยบายบอกว่า เราจะยกระดับคุณภาพความเป็นอยู่ของเกษตรกร เพราะเราจะดึงอุตสาหกรรมการเกษตรเข้ามา แล้วจะช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกร แต่ตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ โรงงานที่ผลิตกะทิ โรงงานต่าง ๆ ที่รับซื้อมะพร้าว ก็สามารถให้รัฐบาลไปนำเข้ามะพร้าวราคาถูกกว่ามาจากต่างประเทศ จนขณะนี้เช่นเดียวกันครับ ราคามะพร้าวกะทิก็ต่ำกว่าต้นทุน กระเทือนพี่น้องเกษตรกร ผมจึงไม่สามารถที่จะมั่นใจได้หรอกครับ ว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้เรามองเห็นว่าทิศทางทางที่ท่านแถลงอยู่นี้ จะสามารถปฏิบัติได้จริง
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมพูดว่านอกเหนือจากเรื่องของตัวชี้วัดที่ไม่มี นอกเหนือจากเรื่องของการบริหารที่ผ่านมา ผมตั้งคำถามเรื่องใจของท่านว่าอยู่ที่ไหน อย่างท่านรองนายกฯ ที่เป็นประธาน ศบก. ครับ ผมทราบนะครับ ว่าท่านไม่ได้เป็นผู้แทนราษฎร แต่ท่านก็ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้แทนของธุรกิจโรงกลั่น ชี้แจงแต่ละครั้ง ก็มองแต่ในมุมของธุรกิจ สิ่งที่ผมจะกราบเรียนก็คือว่า เช่นเดียวกันครับในนโยบายภาคการเกษตรทั้งหมด สิ่งที่หล่นหายไปเกือบทั้งหมด เป็นเรื่องของการสร้างหลักประกันให้กับคนที่จะต้องสูญเสียจากการเปลี่ยนแปลง ให้กับคนที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของตลาด หรือวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภายนอก-ภายใน ผมไม่ไปก้าวล่วงว่า พรรคไหนจิตวิญญาณหายหรือไม่หาย แต่นโยบายหายจริง ๆ ประกันรายได้เกษตรกร หรือประกันกำไรเกษตรกรนะครับ ตามนโยบายของพรรคท่าน ซึ่งไปดูกระทรวงเกษตรฯ ไม่มีครับ ค่าแรงขั้นต่ำ ท่านไปดูกระทรวงแรงงาน ไม่มีครับ นโยบายใด ๆ ที่จะเป็นการให้หลักประกันตรงนี้ เป็นปัญหาว่าหายไปไหน
เหมือนกับว่า จริง ๆ ผมกราบเรียนว่าผมมองหาคำว่า “สวัสดิการ” อยู่หายากมากเลย ในนโยบายนี้ หลักประกัน สวัสดิการ ไม่ได้อยู่ในแนวคิดท่านเหรอครับ ผมสงสัยเพราะว่าช่วงหาเสียง พรรคผมเสนอเรื่องการขึ้นเบี้ยยังชีพ เมื่อวานสมาชิกพรรคภูมิใจไทยหารือที่นี่ ยังอยากให้ขึ้นเบี้ยยังชีพ แต่ผมเคยได้รับคำอธิบายจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า พรรคแกนนำไม่มีนโยบายเรื่องเบี้ยยังชีพ เพราะพรรคท่านจะไม่ให้เน้นการให้ปลาจะเน้นการให้เบ็ด ผมกราบเรียนตรงนี้ขึ้นมาเพราะผมอยากจะฝากไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนะครับ ท่านอยู่ในภาวะที่จะต้องบริหารด้วยความระมัดระวังเกี่ยวกับเงินทอง ท่านต้องแยกให้ออก และชี้ทางให้คนเห็นว่า เราจะไปทางไหน การใช้เงินของรัฐบาล มันมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน บางโครงการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ บางโครงการเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากบางเรื่อง บางโครงการมันคือสวัสดิการสิทธิขั้นพื้นฐาน เบี้ยยังชีพ อยู่อันที่ 3 นี้ครับ
แต่ที่ผมกราบเรียนอันนี้มาเป็นตัวอย่างเพราะวันนี้ ผมตั้งใจจะถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังว่า เงินที่กำลังมีอยู่จำกัดที่ท่านจะต้องออกกฎหมายโอนงบประมาณตามที่เขียนไว้ในนโยบายนี้ ท่านจะเอาไปเน้นในเรื่องไหน เพราะด้านหนึ่งวันนี้ ท่านกำลังบอกประชาชนทั้งประเทศบอก ประหยัดนะ อย่าใช้จ่ายมากนะ แต่ท่านเหมือนส่งสัญญาณว่าจะเอาเงินนี้ไปกระตุ้นเศรษฐกิจ ท่านต้องเลือกนะครับ จะเอาแบบไหน สำหรับผมความสำคัญสูงสุดวันนี้คือ เร่งไปช่วยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เป็นต้นทุนของประชาชนทั้งประเทศครับ นั่นจะเป็นวิธีการช่วยเหลือทุกคนได้อย่างดีที่สุด
ผมกราบเรียนว่าการขาดจิตใจที่คำนึงถึงผลกระทบและความรู้สึกของประชาชน มันทำให้นโยบายนี้ไม่ได้สร้างความหวัง ไม่ได้สร้างทิศทางสำหรับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ผมอยากให้จิตวิญญาณของความเป็นประชาชนของท่านนายกฯ เวลาท่านไปทำ Content สไตล์เชลล์ชวนชิม มันอยู่ในนโยบายฉบับนี้บ้างครับ ว่าคนปกติ คนธรรมดา ที่เขาได้รับผลกระทบจากปัญหาต่าง ๆ จากนโยบายนั้น คืออะไร
ท่านประธานครับเหลือเวลาของผมอีกจำกัดนะครับ กราบเรียนว่ามันมีประเด็นเรื่องความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเยอะมาก ที่ต้องทำ แต่ดูจากสิ่งที่เขียนขณะนี้ไม่มีทางเพียงพอ OECD 2571 ผมถามทุกคนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ ยากมาก ๆ ครับ และสิ่งสำคัญที่ผมจะต้องพูดเป็นเรื่องประเด็นสุดท้ายก็คือ เรื่อง OECD เขาบอกยากที่สุดสำหรับประเทศไทยคือ เรื่องระบบนิติธรรม เรื่องการรักษากฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม รวมทั้งกฎหมายที่ต้องปรับปรุงอีกกว่าประมาณร้อยละ 8-90 ครับ ของมาตรฐานที่เขากำหนดมาที่เรายังไม่ได้ทำ
Net Zero จะเกิดได้มั้ย ถ้ารัฐบาลยังมีท่าทีกำกวมเกี่ยวกับกฎหมายอากาศสะอาด ยาเสพติดจะหมดไปได้มั้ยครับ จากผลของพูดแล้วทำพลัส คือแปลงกัญชาการแพทย์มาเป็นกัญชาเกลื่อนกลาด Big Data
E-Government จะเกิดขึ้นได้มั้ย ถ้าเราไม่กล้าแก้กฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการ การอำนวยความสะดวก Super License ไม่พอหรอกครับ ถ้าเราไม่มานั่งคุยกันว่าจะจัดระบบเกี่ยวกับเรื่องของวิธีการเขียนกฎหมายออกกฎหมายร่วมกันอย่างไร ภัยพิบัติถ้าเรายังไม่ยกระดับ ปภ. ให้เกิดความเป็นเอกภาพในการสั่งการ ทั้ง ๆ ที่ เรามีบทเรียนจากหาดใหญ่มาแล้ว ก็จะไม่มีอะไรดีขึ้น กฎหมายการศึกษาแห่งชาติ ช้ามาประมาณ 7-8 ปี เกือบ 10 ปี แล้วครับท่าน เพื่อกำหนดทิศทางว่าเราจะผลักดันระบบการศึกษาของเราไปได้อย่างไร
แต่ประเด็นสุดท้ายที่ผมได้กราบเรียนท่านก่อนหน้านี้ว่า เรื่องที่ผมไม่มั่นใจเกี่ยวกับความสำเร็จของนโยบาย เพราะผมไม่ค่อยแน่ใจครับว่า สิ่งที่ท่านเขียนเอาไว้ในหน้าแรกของนโยบายเลย ที่พูดถึงเรื่องของการบริหารโดยใช้หลักนิติธรรม และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคจะเป็นจริง ผมจะจับตาดูตั้งแต่ คดีฮั้ว สว. กับเขากระโดง ซึ่งความจริงพรรคเพื่อไทยก็พูดไว้เยอะด้วยนะครับ ช่วยตามไปดูด้วย และผมจะดูครับที่ท่านเขียนว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด กับคู่คู่สัญญาของรัฐที่ทำให้สาธารณะเสียหาย ใช่ครับ เราเห็นตึก สตง. เราเห็นพระราม 2 เราเห็นโคราช แต่ท่านอย่าลืมคู่สัญญาของอาคารนี้ที่มีปัญหาเยอะแยะด้วยนะครับ ผมจะดูว่าท่านทำจริงหรือเปล่า
และที่ผมตั้งประเด็นไปครับว่า ทำไมท่านยังสามารถตั้งคนไปเป็นรัฐมนตรีที่มีความเคลือบแคลงน่าสงสัยที่เกี่ยวข้องกับทุนเทา สแกมเมอร์ ผมยังแปลกใจว่าก่อนหน้าที่จะได้รายชื่อคณะมนตรีที่เป็นชุดปัจจุบัน มีการพูดถึงบุคคลท่านหนึ่งที่พูดทำนองว่าเขาไม่ผ่านคุณสมบัติ ที่จริงสถานะเขา เรื่องของเขา คือถูกกล่าวหาโดยDSI ถ้าใช้มาตรฐานเดียวกัน บนนั้นหลายคนครับ รวมทั้งท่านนายกด้วย นั่งบนนั้นไม่ได้ นี่คือสิ่งที่เราต้องจับตาดู
สุดท้ายครับท่านประธานครับ ก่อนที่ท่านจะมาแถลงนโยบาย ท่านต้องผ่านขั้นตอนที่สำคัญก็คือ การถวายสัตย์ ในวันนั้นมีพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครับ ว่าถ้าท่านจะทำตามคำปฏิญาณที่ทำต่อหน้าพระพักตร์ได้ ผลลัพธ์ที่จะต้องเกิดขึ้น คือต้องเกิดกับประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ต้องเกิดกับประชาธิปไตยที่ต้องงอกงามไพบูลย์ และอยู่บนวิถีทางที่ถูกต้อง และต้องทำให้ประเทศมีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น ผมกราบเรียนครับว่ารัฐบาลทุกชุดเข้าบริหารต้องมีทั้งความสำเร็จ มีทั้งความล้มเหลว เข้าใจกันได้ แต่สิ่งที่ให้อภัยกันไม่ได้ ทุกรัฐบาลก็คือ ถ้าแสวงหาผลประโยชน์ เข้าตัว เข้าพวก และไม่เคารพในกระบวนการของกฎหมาย และกระบวนการของประชาธิปไตย กราบเรียนเตือนท่านนะครับว่า ถ้าท่านเห็นประชาชนเป็นเพียงแค่ทางผ่านสู่อำนาจ เห็นประชาธิปไตยเป็นแค่พิธีกรรม เห็นประเด็นเรื่องความมั่นคง จริยธรรม เป็นเพียงการหาเสียง หรือเครื่องมือทางการเมือง ท่านจะไม่ได้ปฏิบัติตามคำปฏิญาณตนที่ท่านให้ไว้ต่อหน้าพระพักตร์ และทุกคนในประเทศจะบอกว่า “พอแล้วไม่ไหวแล้ว” ขอบพระคุณครับ
