
คำต่อคำการปราศรัย “เปิดฟ้า กรุงเทพฯ ฟ้าใหม่”
คำต่อคำการปราศรัย “เปิดฟ้า กรุงเทพฯ ฟ้าใหม่”
ณ สวนเบญจศิริ กทม.
โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569
สวัสดีพี่น้อง ทั้งที่อยู่ที่นี่ สวนเบญจศิริ พี่น้องชาวกรุงเทพมหานคร และพี่น้องที่ติดตามการถ่ายทอดสดผ่านสื่อต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย สวัสดีครับ! (เสียงปรบมือ) ผมต้องขอขอบคุณพี่น้องที่สละเวลามาเวทีของประชาธิปัตย์ในเย็นวันนี้ ช่วงที่ผมไม่ได้อยู่ในการเมือง เขาบอกผมว่าเดี๋ยวนี้ไม่มีใครมาฟังปราศรัยแล้ว จริงมั้ยครับ? (ไม่จริง!) วันนี้ นอกจากจะมาฟังปราศรัยกันเต็มพื้นที่ตรงนี้แล้ว อยู่กันทนจริง ๆ คือผมก็เป็นห่วงตั้งแต่ตอนเย็นแล้วครับ พอพี่องอาจ (คล้ามไพบูลย์) ขึ้นมานี่ เพราะว่าผมเคยฟังพี่องอาจอภิปรายในสภา รวดเดียว 3-4 ชั่วโมง แนะนำผู้สมัคร 33 คน คือถ้าขึ้นชื่อว่า “องอาจ” อะไรก็ยาว… สูงยาว เข่าดี เป็นฉายานี่อยู่ตรงนี้เองนะครับ แต่ว่าพี่น้องจะสังเกตว่า ในเวทีของพรรคประชาธิปัตย์ตรงนี้ 33 คน ที่เราใช้เวลาเพื่อให้พี่น้องรู้จักกับเขาเนี่ย เพราะอะไร? เพราะพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่พรรคของหัวหน้าพรรค ไม่ใช่พรรคของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เป็นพรรคที่ประกอบไปด้วยคนที่มีความหลากหลาย ตัดสินใจว่าเรามีความคิดความเชื่อทางการเมืองเดียวกัน แล้วเราจะมาทำงานร่วมกัน 33 คน ทุกคนมีความหมาย
เที่ยวนี้พี่น้องจะสังเกตว่า 33 คน รุ่นราวคราวเดียวกับผม… เมื่อตอนผมลงสมัครเมื่อ 30 ปีที่แล้ว (หัวเราะ) แต่มันเป็นปรากฏการณ์เพราะว่า ก่อนที่ผมจะกลับมา เขาสบประมาทว่าพรรคประชาธิปัตย์ใกล้จะสูญพันธุ์แล้ว… (ไม่มีทาง!) และพอผมกลับมา เขาก็บอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็คงมารวบรวมศิษย์เก่า แต่ไม่สามารถที่จะมีภาพของอนาคตได้ แต่เชื่อมั้ยครับ วันที่ผมตัดสินใจกลับมา สิ่งแรกที่ผมบอกกับตัวเองว่าถ้าจะกลับมาได้ ต้องมีบุคลากรที่เป็นคนหนุ่มสาว คนหน้าใหม่ ที่ตัดสินใจว่าอนาคตของประเทศ วิสัยทัศน์ที่เรามี ต้องสอดคล้องกับอุดมการณ์ประชาธิปัตย์ และเรามาช่วยกันทำงานให้มันเกิดเป็นจริงได้ เมื่อสักครู่ ดร.การดี (เลียวไพโรจน์) ขึ้นมาพบกับพี่น้อง ก็เป็นหนึ่งในนั้น และมีผู้บริหารพรรค ที่เมื่อมีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ที่ทุกคนก็บอกว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เราเห็นผู้บริหารรองหัวหน้าพรรคที่เป็นคนใหม่ที่เข้ามา โดยผู้อาวุโสและคนรุ่นก่อน ๆ ในพรรค เปิดทางให้และยังพร้อมสนับสนุน
ใครดูรายชื่อของบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคประชาธิปัตย์ จะเห็นว่าลำดับ 90 ถึงลำดับ 100 มีคนระดับอดีตรัฐมนตรี อดีต สส. อดีตผู้ว่าฯ นั่งอยู่ตรงนี้ จะโชว์ตัวหน่อยมั้ยครับ? บุคคลเหล่านี้โอกาสเป็น สส. อยู่ในอันดับ 90 กว่า แทบไม่มี แต่พอผมโทรศัพท์ไป ท่านบอก ‘อยู่ตรงนี้แหละ’ อยู่ทำไม? เปิดทางให้คนรุ่นใหม่ แต่ให้คนทุกรุ่นรู้ว่าพวกเรายังอยู่กับประชาธิปัตย์ เนี่ย ผู้ว่าฯ อัศวิน เนี่ย ผมบอกท่าน 90 กว่าไหวมั้ย? ท่านบอกไม่ติดใจหรอก แต่เป็นรัฐบาลเรื่องรัฐมนตรีมาคุยกันนะ (หัวเราะ) ผมบอกท่านไปคุยกับลูกก่อน คนไหนจะเป็นก่อนเดี๋ยวค่อยว่ากันนะครับ นี่คือประชาธิปัตย์ แล้วประชาธิปัตย์ที่ผมบอก 33 คนมีความหมาย เพราะปี 62 ปี 66 สส. กทม. ของประชาธิปัตย์ในกรุงเทพฯ ไม่เหลือเลย แต่แปลกมั้ยครับ? ผมไปลงบางพื้นที่ เจอพี่น้องประชาชนที่มีปัญหา เขาก็ยังติดต่อ สส. เก่า ของประชาธิปัตย์ให้มาดูแลเขา เพราะเราไม่ได้มองว่าคนที่จะมาอาสาตัวกับพี่น้องชาวกรุงเทพฯ เป็นเพียงแค่หนึ่งมือที่จะไปยกให้ตามมติพรรคหรือตามที่เจ้าของพรรคสั่ง ทุกคนต้องมีตัวตน มีความหมายในการทำงานให้กับพี่น้องทั้งในพื้นที่และในสภา
ครั้งนี้เราวัดกันเลยครับ วัดใจคนกันเลย บอกพรรคที่เขาบอกตกต่ำอย่างนี้ เราเปิดการรณรงค์บอก “สส. ที่ดี คุณเองก็เป็นได้นะ” แล้วดูสิว่ามีใครเดินเข้ามาบ้าง 33 คนที่พี่น้องพบเมื่อสักครู่ มีดอกเตอร์จบต่างประเทศ มีคนจบปริญญาโทหลายใบ มีหมอ มีศิลปิน มีอาจารย์ คนเหล่านี้ไม่ได้มีฐานทางการเมือง แต่วันนี้บอกถึงเวลามาช่วยประชาธิปัตย์ มาช่วยประเทศชาติ
ถ้าเอ่ยคนหนึ่งคนใดมากไป เดี๋ยวคนอื่นน้อยใจ แต่จะบอกว่าผมได้มีโอกาสสัมผัสกับทุกคน และเขาผ่านกระบวนการการกลั่นกรองมา ผมยืนยันว่าคนเหล่านี้มีความหมายมากกว่าหนึ่งเสียงในสภาของประชาธิปัตย์ คนเหล่านี้จะต้องเป็นผู้แทนที่แก้ปัญหาอยู่กับพี่น้องประชาชน ไม่ปล่อยให้สภาพเป็นเหมือนสองสภาที่ผ่านมา แล้วพรรคประชาธิปัตย์ น้อง ๆ … เรียกน้องนะ ยังไม่ยอมเรียกหลาน (หัวเราะ) น้อง ๆ ที่เข้ามา เขาพูดเองเลยว่าเขาเลือกมาอยู่ที่นี่ เพราะถึงแม้เขาอาจจะมีความนิยมชมชอบเชื่อถือในตัวผม แต่เขารู้ว่าผมไม่ใช่พรรค เขารู้ว่าที่นี่ไม่เหมือนพรรคอื่น ผมไปเดินช่วยเขาหาเสียง เขามีสิทธิ์ที่จะสะกิดไหล่ผมแล้วบอก ท่าน ผมไปดูเรื่องนั้นเรื่องนี้นโยบายพรรคควรเป็นอย่างนั้น ควรเป็นอย่างนี้ ลองไปอยู่พรรคอื่นสิครับ (หัวเราะ) แต่ผมรู้เพราะผมก็จำได้ว่าตอนผมอายุ 27 แล้วเดินเข้ามา ผมก็เข้ามาด้วยเหตุผลเดียวกันว่า ถ้าผมได้เป็นผู้แทน ถ้าผมไปประชุม สส. อยู่ในพรรค สิทธิเสียงผมเท่าหัวหน้าพรรคในขณะนั้น และที่ผมอยู่มา 30 ปี ผมก็รู้ว่าช่วง 10 ปีแรกนี่ ผมนี่เถียงกับผู้ใหญ่ในพรรคเยอะมาก แล้วกรรมก็ตามทัน (หัวเราะ) เพราะวันที่ผมเป็นหัวหน้า ผมก็เจอลูกพรรคทำกับผมแบบนั้น แต่นี่คือพรรคการเมืองครับ ไม่ใช่กิจการที่ใครจะมาชี้หน้าสั่ง เพราะพรรคการเมืองจะต้องสะท้อนความเป็นจริงของบ้านเมืองที่มีความหลากหลาย
คิดดูสิครับ มาปราศรัยวันนี้เนี่ย เขายังพยายามสั่งหัวหน้าพรรค ที่จริงเขาสั่งแคนดิเดตนายกฯ 3 คนนะบอก ให้ใส่เสื้อเหมือนกันแบบนี้ อีก 2 คนไม่ทำตาม (หัวเราะ) มีผมทำอยู่คนเดียว ที่อื่น พรรคอื่นเขาบอกลูกพรรคต้องทำตามคำสั่ง พรรคนี้พรรคเดียวมีหัวหน้าพรรคคนเดียวต้องทำตามคำสั่ง คุณกรณ์ ดร.การดี ไม่อยากแต่งตัวเหมือน เสื้อตัวนี้ใส่แล้วไม่สวยไม่สบาย อยากจะแต่งอย่างที่อยากแต่ง ผมก็เลยต้องใช้วิธีว่า งั้นหาเสื้อของผมมาบ้าง เพราะบังคับแต่ตัวนอก ไม่ได้บังคับตัวใน
(เสียงเฮและเสียงปรบมือดังสนั่น พร้อมคุณอภิสิทธิ์เปิดเสื้อโชว์ “เสื้อเทา คนไม่เทา”)
เสื้อสีอะไรครับ? (สีฟ้า!) คนสีอะไรครับ? (สีฟ้า!) และนี่คือสิ่งที่จะต้องมาพูดกันในวันนี้ เพราะการรวบรวมผู้คนท่ามกลางเงื่อนไขที่ยากลำบาก เมื่อเช้านี้ผมต้องไปออกรายการคุณสุทธิชัย นี่เล่าให้ฟังถึงความลำบากของหัวหน้าพรรคนะ คือถูกส่งไปภูเก็ตเพื่อขึ้นเวทีปราศรัย คุณสุทธิชัยติดต่อมาบอกขอไลฟ์หน่อย
9 โมงถึง 10 โมง เขาจัดโปรแกรมไงครับ? บอกไปปราศรัยพร้อมกัน 10 โมง 9 โมงถึง 10 โมงผมออกคุณสุทธิชัย คนอื่นไปกินติ่มซำ (หัวเราะ) คุณสุทธิชัยบอกว่า คุยกับคุณอภิสิทธิ์เมื่อ 2-3 เดือนที่แล้วนี่ คุณสุทธิชัยสารภาพตรงๆ บอก คุณอภิสิทธิ์กลับมาทำไม สิ่งที่ต้องทำมันยาก มันไม่น่าจะเป็นไปได้เลย วันนี้ผมไม่ทราบหรอกครับว่าจากวันนี้ถึงวันที่ 8 หลังวันที่ 8 จะเป็นอย่างไร แต่ผมพูดได้อย่างเดียวว่า 2 เดือนที่ทุกคนทำงานกันอย่างหนัก รวมทั้งคนที่ตัดสินใจเข้ามา อย่างน้อยวันนี้สังคมไม่สามารถมองข้ามประชาธิปัตย์ได้อีกต่อไป นอกจากไม่มองข้ามแล้ว ประชาธิปัตย์กำลังเป็นคนกำหนดเส้นทางของการเมืองและบ้านเมือง เพราะผมกลับมาอย่างที่ฟังจากคุณกรณ์ไปเมื่อสักครู่ ฟังอยู่เต็มหูกับความอึดอัดและความทนของพี่น้องประชาชนต่อความตกต่ำของการเมืองไทย ถามว่าตกต่ำจากอะไร? ก็ตกต่ำจากปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและทุนเทา ผมจึงพูดตั้งแต่ต้นเลยว่ากลับมาครั้งนี้ ถ้ามีสิ่งเดียวที่เปลี่ยนแปลงได้ ผมขอให้เรากลับมาทำบ้านเมืองเราให้เป็นบ้านเมืองที่สุจริต เพราะถ้าบ้านเมืองไม่สุจริต ไม่ต้องคิดเรื่องอื่น คุณกรณ์บอกทุนเทาอยู่ ทุนดีไม่มา ทุนเทาอยู่คือกฎระเบียบมากมายยุ่งยากทำให้เราทำมาหากิน ใช้ชีวิตด้วยความลำบาก เพราะไม่มีใครไว้ใจใคร ทุนเทาอยู่คือการที่ต่างประเทศมองประเทศไทยไม่เหมือนเดิม จากเคยที่จะเป็นศูนย์กลางเรื่องนั้นเรื่องนี้ กลายเป็นประเทศที่มีศูนย์ Call Center Scam อยู่รอบ ๆ และเอาเงินเข้ามาฟอกผ่านระบบการเงินไทย ผมบอกเราอยู่แบบนี้ไม่ได้ มันไม่ใช่แค่เราบอกทุจริตเราสูญเสียงบประมาณ ไม่ใช่ครับ เราทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในระบบเศรษฐกิจและสังคม
ถามว่าจะทำยังไง? ผมก็บอกว่าเริ่มต้นจากการเลือกตั้งก่อน เพราะเขาถามว่าใครปราบทุนเทาได้ดีที่สุด ผมตอบได้เลยว่าพี่น้องประชาชนที่จะไปใช้สิทธิ์วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เพราะถ้าเงินมันซื้ออำนาจไม่ได้ เงินมันซื้อกระบวนการยุติธรรมไม่ได้ เงินมันมาสร้างความบิดเบี้ยวในระบบต่าง ๆ ไม่ได้ เรามีโอกาสแล้ว ที่จะลืมตาอ้าปากและเติบโตต่อไป อย่างที่คุณกรณ์ และดร.การดีวาดภาพเอาไว้ว่าประเทศไทยเป็นได้ และความสุจริต ความซื่อสัตย์ มันต้องเริ่มจากนักการเมือง ผมไม่ไปพูดถึงคนอื่นหรอกครับ แต่ผมซาบซึ้งมากว่าวันที่กลับมาเดินหาเสียงในตลาดตามที่รองหัวหน้าพรรค กทม. สั่งให้ผมทำเนี่ย วันแรกที่ผมลงไปเดิน ไม่น่าเชื่อว่ามีคนอย่างน้อย 3-4 คน เดินเข้ามาจับมือผมและพูดเหมือนกันครับ บอก “คุณเป็นนักการเมืองที่รักษาสัจจะ” “ผม/ฉัน อยากให้การเมืองเป็นแบบนี้” ผมต้องเจ็บตัว ผมต้องสูญเสียทางการเมืองหลายครั้ง เพราะผมยืนยันสิ่งที่ผมคิด สิ่งที่ผมเชื่อ และเมื่อสังคมอาจจะไม่เห็นคล้อยตาม สังคมอาจจะไม่เข้าใจผม แต่ผมยอมรับผลนั้นเพราะผมต้องยืนหยัดในสิ่งที่ผมคิดว่าคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศชาติ สังคม และประชาชน
ผมจึงบอกว่าวันนี้ พรรคอื่นถ้าคุณซื้อ สส. กันไปเนี่ย คุณอย่ามาพูดเรื่องความสุจริต คุณอย่ามาพูดเรื่องการปราบทุจริต คุณอย่ามาพูดเรื่องการปราบทุนเทาเลย คุณเอาเงินมาจากไหนครับ? ที่เขาพูดตัวเลขกัน 30 ล้าน 50 ล้าน 70 ล้าน ต่อหนึ่งคนนะครับ แล้วตามข่าวไปดูสิครับว่ามีข่าวที่เกี่ยวข้องกับคนเหล่านี้กี่คน มีธุรกิจไหนบ้างที่จะมีเงินมากมายขนาดนั้น ผมถึงบอกว่าคราวนี้ต้องสู้ ผมไปภูเก็ตมา ผมก็ปลุกระดมเลย “เงินเทามาเอามั้ย?” (เสียงผู้ฟังตอบรับ) เห็นมั้ย เสียงแตกแล้ว เหมือนที่ภูเก็ตเลย บอกเงินเทา แบงก์สีเทามาเอามั้ย? เอา… เอาแล้วเลือกมั้ย? (ไม่เลือก!) แล้วถ้ามา 2 ใบล่ะ? (ไม่เลือก!) มา 5 ใบล่ะ? (ไม่เลือก!) มา 10 ใบล่ะ? (ไม่เลือก!) โอ้โห คนที่นี่รวยจริงๆ (หัวเราะ)
ประเด็นก็คือว่าเราต้องตัดวงจรตรงนี้ แล้วทุกคนก็พอประชาธิปัตย์เปิดประเด็นบ้านเมืองสุจริต เห็นมั้ยครับ มากันเป็นแถวเลย พรรคเราไม่เอาทุนเทา พรรคเราไม่เอาทุนเทา ไปดีเบตครั้งแรก ถามว่าร่วมกับใคร ร่วมกับใครได้บ้าง ร่วมกับใครไม่ได้ มีแต่คนบอกว่าไม่เอาทุนเทา ไม่เอาทุนเทา ถามทุนเทาเป็นใคร? ก็มองกันไปกันมาแล้วก็หาไม่เจอ ผมไม่กล้าไปยืนยันหรอกครับข้อเท็จจริงใครเป็นทุนเทา แต่ผมเห็นคนที่ผมเห็นประวัติแล้วและผมบอกว่าสำหรับผม มาตรฐานผมซึ่งผมเชื่อเหมือนมาตรฐานสากลเนี่ย ไม่ควรที่จะอยู่ในอำนาจรัฐ เพื่อเปิดทางให้เรามั่นใจว่าไม่มีอุปสรรค ผมก็เลยเอ่ยชื่อไป วันนี้ไม่เอ่ยอีกเพราะว่าคดีเดียวพอ (หัวเราะ) แล้วทำไมคนอื่นไม่พูด? แล้วตอนหลังอาจจะพูดตามกันบ้าง ไม่ว่ากัน แต่เห็นมั้ยครับว่าผมตั้งใจอย่างไร เพราะผมบอกผมกลับมาครั้งนี้ ผมต้องการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองจริง ๆ ตอนผมอายุ 27 ผมอยากเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองแต่ผมคิดว่าผมมีเวลาสัก 40 ปี แต่วันนี้ผมไม่มี 40 ปีครับ ผมต้องเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ผมทำไม่สำเร็จอย่างน้อยผมต้องส่งไม้ต่อให้ 33 คนนี้ไปทำให้สำเร็จให้ได้
แล้วเราจริงจังกับเรื่องนี้ เพราะถ้าถามว่าใครปราบสแกมเมอร์ ทุนเทา ผมไม่ไปพาดพิงคนอื่นนะครับ ฝ่ายค้านชุดที่แล้วเขาก็มีกรรมาธิการเขาก็ทำงานในสภา รัฐบาลก็จัดประชุมระหว่างประเทศอะไรก็แล้วแต่ แต่แปลกมั้ยครับ? การตัดวงจรทุนเทาเนี่ย มันต้องไปเล่นที่เส้นการเงิน ทำไมต้องรอให้นายกรณ์ จาติกวณิช ไปเอาข้อมูลการทำธุรกรรมทั้งหลายที่เป็นข้อมูลสาธารณะนะ แต่สามารถโยงใยให้เห็นความผิดปกติ แล้วไปเกี่ยวข้องกับคนที่ถูกสงสัยในระดับโลก โยงมาถึงบริษัทใหญ่ๆ ในประเทศไทย ยื่นไป ปปง. ยื่นไป กลต. ตอนนี้ก็ยังไม่หยุดนะ วันก่อนบอกไม่ขอไปหาเสียง ขอไปบอก กลต. ว่ากำลังมีความพยายามยักย้ายถ่ายเทหุ้นอีกล็อตใหญ่ เราเอาจริงครับ แล้วคิดดูสิครับว่าที่ผ่านมาเนี่ย ใครเอาจริงกับความไม่ถูกต้องในบ้านเมืองบ้าง จำได้มั้ยครับ? ชั้น 14 ซุบซิบนินทากันทั้งประเทศอยู่ 2 ปี มีใครทำจนกระทั่งวันหนึ่งอดีต สส. ประชาธิปัตย์ครับ ไม่ได้เป็น สส. ไม่ได้มีอำนาจอะไรเลย คือคนที่ไปยื่นจนถึงที่สุดนำมาสู่การได้กระบวนการยุติธรรมกลับคืนมา
คุณกรณ์พูดถึงเรื่องคลิปอังเคิล ผมก็ไม่มีอะไรจะเพิ่มเติม แต่ก็จะบอกว่าหลายคนก็แค่ดู แล้วก็สุดท้ายก็กลายเป็นเรื่องของศาล แล้วสุดท้ายก็ทำให้เราถูกวิจารณ์ว่าทำไมศาลมายุ่งเรื่องนั้นเรื่องนี้ เพราะผมบอกว่าถ้าเป็นประเทศอื่น มันไม่ควรจะปล่อยให้ถึงศาลอยู่แล้ว ถ้าเป็นประเทศอื่นไม่ควรจะถึงคนอื่นหรอกครับ เจ้าตัวต้องรู้ว่าตัวเองต้องทำยังไง เจ้าตัวไม่รู้ พรรคตัวเองต้องรู้ว่าต้องทำยังไง พรรคตัวเองไม่รู้ สภาต้องรู้ว่าต้องทำยังไง แต่แทบไม่มีใครขยับ นี่คือการไม่เอาจริง แต่พอเลือกตั้งตอนนี้ “ปราบทุนเทา” “ประหารชีวิต” พี่น้องรู้มั้ยปัจจุบันไปเปิดประมวลกฎหมายอาญาดู ติดสินบนโทษอะไรครับ? ประหารชีวิต กลัวมั้ยล่ะครับ? ก็ตัดได้แค่หัวหมานั่นแหละ ไม่กลัวเพราะอะไร? เพราะคนโกง เขาคิดว่าอยู่ประเทศนี้ ไม่มีใครจับเขาได้ จับได้ถึงตำรวจ อัยการ ศาล เดี๋ยวมีวิธีการวิ่งเต้น เลวร้ายสุดทำท่าจะโดน หนีไปต่างประเทศ
ประเด็นก็คือว่ามาช่วยกันปราบทุนเทา ปราบทุจริตเนี่ย ต้องทำงานแบบที่ผมพูดเมื่อสักครู่ ทุนเทาฟอกเงิน ไล่ดูเส้นทางเงิน กลต. เอาจริง ปปง. เอาจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจเอาจริง และต้องไม่มีรัฐมนตรี รองนายกฯ หรือนายกรัฐมนตรีไปคอยบอกว่า “เฮ้ย อย่าทำนะ พรรคพวกกัน” แต่เราจะทำแบบเป็นระบบ นโยบายปราบคอร์รัปชันผมบอก “ประหารคอร์รัปชัน” ต้องประหารด้วยข้อมูล ที่ดร.การดีกำลังจะมาทำระบบข้อมูลเปิด เพื่ออะไรครับ? จริง ๆ ยิงนกทีเดียว 3 ตัวเลย ถ้าข้อมูลรัฐเชื่อมโยงกันหมด เปิดให้ประชาชนดู ไม่รวมข้อมูลส่วนบุคคลนะครับไม่ต้องกลัว 1. ราชการรัฐบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทุกวันนี้มีโครงการทีขอข้อมูลเราที ก็เพิ่งให้ไปเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว ข้อมูลก็เหมือนเดิม และข้อมูลทั้งหมดก็อยู่ในมือรัฐอยู่แล้ว ระบบข้อมูลที่เปิดแบบนี้ ไม่มีซ้ำซ้อน ราชการอยู่ในมือถือเรา 2. ข้อมูลหลายอย่างจะเป็นประโยชน์ในการทำมาหากิน การประกอบธุรกิจ และสร้างเครื่องยนต์ใหม่ทางเศรษฐกิจสำหรับพี่น้อง
อย่างข้อมูลสุขภาพ คนไทยป่วยที่ไหนอย่างไร ทุกโรงพยาบาลรัฐหรือแม้แต่เอกชนเชื่อมโยงกันครับ ปิดชื่อคนไข้ รัฐบาลได้ประโยชน์ยังไง รู้ว่าพื้นที่นั้นพื้นที่นี้ นโยบายควรจะเดินยังไง ไม่ใช่ต้องคอยฟังหมอเนี่ยอย่างผมไปจันทบุรีมา หมอมาบอกว่ารู้มั้ยจันทบุรีเนี่ย มะเร็งปอดสูงมาก ไอ้เราก็งงว่า เอ๊ะ เราคิดว่ามันมาจากสารพิษอุตสาหกรรมมั้ย ไม่ใช่ครับ จันทบุรีมะเร็งปอดสูงมากเพราะการใช้สารเคมีในการเกษตร แต่ข้อมูลแบบนี้เนี่ย มันไม่ต้องให้ผมไปลงพื้นที่เจอหมอจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ครับ ถ้าเชื่อมโยงกันหมด กระทรวงสาธารณสุขจะเห็นภาพ และข้อมูลพวกนี้จะเป็นสินทรัพย์มหาศาลสำหรับคนที่อยากทำธุรกิจที่เกี่ยวกับสุขภาพทั้งหมด อุปกรณ์การแพทย์ วัคซีน สมุนไพร อาหารเสริม Wellness ได้ประโยชน์หมด แต่นกตัวที่ 3 ก็คือ ถ้าข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างทุกหน่วยงานเปิดเผย ทั้งคนทั้ง AI ไปตรวจจับความผิดปกติ ทำไมของชิ้นเดียวกันแบบเดียวกัน หน่วยงานหนึ่งซื้อราคาเท่านี้อีกหน่วยงานซื้อเท่านั้น ทำไมกระทรวงนี้ประมูลงานแล้วมันได้เจ้าเดิมอยู่ตลอดเวลา อ้าว … แล้วทำไมปรากฏว่ามันมีคนบางคนไปมีหุ้นอยู่ในกิจการที่ได้งานนั้น นี่แหละที่เราจะปราบการทุจริตคอร์รัปชัน
บ้านเมืองที่สุจริตจึงต้องเป็นที่ตั้ง และเมื่อบ้านเมืองสุจริตแล้ว คุณกรณ์พูดไปแล้ว เราจะทำให้เศรษฐกิจโต ปัจจุบันล่าสุดบอก 2% จะถึงมั้ย? แต่ผม ดร.การดี คุณกรณ์ เราบอกถ้าเราเป็นแกนนำรัฐบาล หนึ่งในสามคนเป็นนายกฯ ซึ่งควรจะเป็นผมก่อน (หัวเราะ) ภายใน 4 ปี เศรษฐกิจต้องกลับไปโต 5% หนี้ครัวเรือนสูงขึ้นมา 80% กลับไปอยู่ที่ 60% เหมือนสมัยที่ผมกับคุณกรณ์บริหารบ้านเมืองในขณะนั้น ทั้ง ๆ ที่ขณะนั้นเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก การจัดอันดับความโปร่งใส หรือดัชนีคอร์รัปชัน ประเทศไทยต้องไม่อยู่ในอันดับ 107 แบบนี้ อย่างน้อยที่สุดกลับไปอยู่ประมาณ 80 70 กว่าๆ เหมือนสมัยที่ผมและคุณกรณ์เคยทำไว้ และสิ่งที่เราจะทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น มันจะมาจากหลักคิดครับ หลักคิดที่พวกผมวางเอาไว้ว่า รัฐบาลไทยมีหน้าที่และจะต้องทำอะไร
เมื่อเช้าตอนออกรายการก็ถูกถามเนี่ย 5% รัฐต้องลงทุนเท่านั้นเท่านี้ ๆ ๆ ใช้เงินเท่านั้นเท่านี้ใช่มั้ยเศรษฐกิจถึงจะโต ไม่ใช่ครับ รัฐอาจจะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ เหมือนเดือนที่ผ่านมาทุกคนพึงพอใจกับ “คนละครึ่ง” ผมก็ดีใจที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะช่วยประชาชนในยามยากลำบาก แต่ถามว่าพออายุของโครงการจบลง เดือนนี้ทำไมทุกคนบอก “ขอต่ออีก” ต่อหรือไม่ต่อหลังการเลือกตั้งเราประเมินสถานการณ์ พี่น้องลำบากจำเป็นต่อได้ แต่สิ่งที่ผมชี้ให้เห็นก็คือว่าที่เราต้องให้ต่ออีก ก็แปลว่านโยบายแบบนี้ มันก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าในช่วงที่โครงการอยู่ แล้วทำไมเลือกตั้งต้องมานั่งแข่งกันล่ะครับ? คนละครึ่งพลัส คนละครึ่งคูณ คนละครึ่งโปรแม็กซ์ คนละครึ่ง… (เสียงหัวเราะ)
4 ปีเราเลือกตั้งครั้ง เพื่อจะเอาเงินเฉพาะหน้าไม่กี่เดือนอย่างนั้นหรือ? สิ่งที่เราต้องทำและทำความเข้าใจก็คือว่า รัฐบาลถ้าท่านไปดูประเทศที่เขาเจริญแล้วเติบโตเร็วเกือบทุกประเทศ 1. นะ บ้านเมืองสุจริต ดัชนีความโปร่งใส ดัชนีเสรีภาพ ดัชนีอะไรสารพัดเนี่ย มันจะไปทางเดียวกันหมด และไม่ใช่รัฐบาลมาทำทุกสิ่งทุกอย่าง แต่รัฐ 1. ชี้ทาง ชี้ทางโดยใช้ระบบข้อมูลที่ว่า ให้ธุรกิจมองเห็นสภาวะแวดล้อมต่างๆ เพื่อตัดสินใจได้ดีขึ้นว่าควรจะลงทุนที่ไหนอย่างไร และลงทุนได้แล้วมั่นใจได้แล้วเพราะบ้านเมืองสุจริต 2. ช่วยเปิดทาง เปิดทางก็คือรัฐบาลเองเป็นผู้เจรจา เราก็มีนโยบายจะปรับปรุงนโยบายการส่งเสริมการลงทุน ที่ไม่ใช่จะนับแค่ว่าตัวเลขเงินลงทุนเข้ามาเท่าไหร่ แต่สุดท้ายอาจจะไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์กับคนไทยเลย
วันนี้ไปภูเก็ต ต้องชี้ภูเก็ตเป็นตัวอย่างอีกครั้ง เหมือนภูเก็ตบอกว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนหนึ่งเดินทางเข้ามาสุดท้ายเนี่ย คนภูเก็ตไม่ได้ประโยชน์บางทีซ้ำร้ายกลายเป็นดูดเงินของคนภูเก็ตออกไปเสียอีก ต้องรื้อตรงนี้ใหม่ แต่รัฐจะเป็นผู้นำทาง และสำคัญที่สุดคือรัฐต้องไม่ขวางทาง กฎระเบียบที่ยุ่งยากวุ่นวายทั้งหลายก็ต้องมีการจัดการ กฎหมาย 2 ฉบับที่เป็นนโยบายสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ 1. คือการทำให้ระบบข้อมูลของรัฐเป็นระบบที่เปิดแบ่งปันได้ กับ 2. ก็คือ สามารถที่จะยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายที่ล้าสมัยโดยกฎหมายฉบับเดียวเป็นกุญแจที่ปลดล็อกให้
ผมไม่ทราบว่าพรรคการเมืองอื่นเขามีนโยบายคล้ายๆ แบบนี้ก็อาจจะมี แต่เห็นมั้ยครับว่าทุกคนก็มุ่งเน้นไปในเรื่องเดิม ๆ ที่แข่งขันกัน แต่ที่สำคัญกว่านั้นครับ แนวคิดตรงนี้ที่เป็นภาพใหญ่ กลั่นออกมาเป็นนโยบาย ถ่ายทอดไปสู่เรื่องของปฏิบัติการ ผมบอกว่าที่เราใช้คำว่า “คนทำเป็น” เพราะนโยบายเหล่านี้ มาจากคนที่ตัดสินใจแล้วว่ามาทำงานการเมืองสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และทำด้วยตัวเอง คิดด้วยตัวเองภายใต้กรอบอุดมการณ์ของพรรค ผมถูกถามบอกพรรคนั้นชูคนนอก พรรคนี้จะเชิญคนนั้นคนนี้เข้ามาทำงาน ผมเอาง่ายๆ ก่อนนะ ผมว่าผมเป็นนายกฯ เนี่ยไปชวนคนมาทำงาน ผมว่าน้อยคนที่จะปฏิเสธ มาเมื่อไหร่ก็ได้ครับ แต่คนที่ไปหยิบมาจากข้างนอกมาทำงานเนี่ย ถ้าไม่ได้ซึมซับกระบวนการทางการเมือง ถ้าไม่มาตกผลึกกับพรรคการเมืองที่ตัวเองต้องทำงานด้วย จะทำงานได้ยากมาก
ปกติผมไม่พาดพิงบุคคลนะครับ วันนี้ไม่พาดพิงทางเสียหายครับ ยกย่องให้เห็นหนึ่งท่าน ท่านรัฐมนตรีสีหศักดิ์ครับ คนเก่งครับ แต่ผมดูการทำงานของท่านรัฐมนตรีสีหศักดิ์ ผมว่ามันยืนยันในสิ่งที่ผมเชื่อ ตอนท่านเข้ามา ปรากฏว่าเขาไปเขียนนโยบายว่าจะทำประชามติ MOU ผมไม่ต้องคุยกับท่าน ผมรู้ว่าในใจท่าน ไม่มีทางเห็นด้วยครับ ผมแอบไปถามว่า เอ๊ะ ที่กระทรวงนี้เห็นด้วยเหรอกับนโยบายอย่างนี้ ผมได้คำตอบมาจากคนข้างในแหละเขาบอก “เรื่องนี้มันเกินเลย แม้แต่ท่านรัฐมนตรี เพราะมันเป็นนโยบายที่ถูกกำหนดลงมา” ผมก็คิดว่าหรือผมคิดไปเอง จนกระทั่งวันที่ท่านต้องมานั่งดีเบตช่อง 3 กับผม ถูกถามขึ้นมาเรื่อง MOU ว่าท่านคิดอย่างไร 43 นะ MOU 43 ในที่สุดท่านก็ตอบตามวิชาชีพของท่าน ความเชื่อของท่านบอก สำหรับท่าน MOU 43 ท่านเห็นว่าควรจะเก็บไว้ แล้วท่านพูดได้แล้วตอนนี้เพราะมันไม่มีประชามติแล้ว แต่แปลกมั้ยครับ? ผมก็บอกว่าเลขาธิการพรรคท่านน่ะ พูดว่านโยบายของพรรคที่ท่านสังกัด คือยกเลิก MOU แถมสำทับด้วยว่าพูดแล้วทำ (หัวเราะ) ผมก็เลยบอกว่าคนดีคนเก่งมีโอกาสเข้ามาครับ แต่คนที่จะทำเป็นทำได้ ต้องมาในกระบวนการของการเมืองเสียตั้งแต่ต้น วันนี้ทุกคนที่ผมชวนเข้ามาเป็นกรรมการบริหารพรรค ผมตัดสินใจอยู่นานนะครับหลังจากที่อดีตหัวหน้าพรรคลาออกว่าจะกลับมาไม่กลับมาเนี่ย ผมใช้เวลาถกกับคนเหล่านี้ว่าเราเห็นตรงกันมั้ยว่า ทิศทางประเทศจะต้องไปอย่างไร ถ้าเห็นไม่ตรงกัน ป่วยการครับที่จะมานั่งอยู่ด้วยกัน เพราะฉะนั้นวันนี้ 3 แคนดิเดตนายกฯ ไม่ได้จัดให้ดูสวยหรู เอาคนสูงบ้าง เอาคนไม่สูงบ้าง เอาผู้ชายบ้าง เอาผู้หญิงบ้าง ไม่ใช่ครับ 3 คนนี้ตกผลึกมาด้วยกัน 3 คนนี้ถกกันทุกเรื่องเพื่อให้มั่นใจว่า เมื่อเราได้มีโอกาสทำงาน เราไม่ต้องมาตั้งคำถามระหว่างกันและกันแล้ว เดินหน้าได้ทันที
ผมจึงอยากจะบอกว่าวันนี้ เป็นเรื่องแปลกที่ผมบอกว่าจากพรรคที่เขาสบประมาทว่าจะสูญพันธุ์ เรามากำหนดวาระเรื่องบ้านเมืองสุจริต เราเริ่มท้าทายว่านโยบายอย่ามีแค่ประชานิยมได้มั้ย เห็นมั้ยครับปีนี้ ลดลงไปเยอะเลย ไม่น่าเชื่อ บางพรรค 2 ปีที่แล้วยังบอกเบี้ยยังชีพต้อง 3,000 เลย ตอนนี้เหลือ 1,000 เดียวแล้ว ผมไม่รู้ครั้งหน้าจะเหลือ 300 มั้ย (หัวเราะ) แต่ประชาธิปัตย์เนี่ย ตอนผมทำตอนต้นน่ะ ให้ 500 ผมถูกด่าเหมือนกันนะ 500 อยู่ยังไง ผมก็บอกว่าผมรู้ 500 ไม่พอ แต่ผมให้มากกว่า 500 สักพักโครงการนี้ก็จะเจ๊ง ก็ต้องอดทน วันนี้ไปหาเสียงก็เจอนี่แหละครับ 1,000 นึงไม่พอ ทราบครับ แต่จะทำกลับไปถึง 3,000 ที่เราคิดว่าเป็นตัวเลขที่เป็นที่ยอมรับกันว่าน่าจะเป็นมาตรฐาน เราต้องมาช่วยกันทำงานให้เศรษฐกิจโตอย่างที่ว่าก่อน (เสียงปรบมือ) นี่คือความซื่อตรงต่อหลักวิชา ความซื่อตรงต่อเหตุและผล และสำคัญที่สุดคือซื่อตรงกับประชาชนครับ ไม่สัญญาเกินจริง (เสียงปรบมือ)
นโยบายหลายอย่างที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง พวกผมบางทีก็น้อยใจนะ รู้สึกว่าหลายคนพวกเรานี่ก็หัวก้าวหน้า อยากเปลี่ยนแปลง และตั้งใจทำนะครับ แต่เขาบอกมันไม่ค่อยเร้าใจ มันไม่ค่อยเร้าใจเพราะเราไม่ได้ใช้วิธีว่า ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงอะไร ไปหาผู้ร้ายก่อน แล้วก็ปลุกระดมให้คนเกลียดชังผู้ร้ายแล้วก็บอกต้องรื้อต้องทำลาย สุดท้ายเปลี่ยนแปลงไม่ได้เพราะเกิดการต่อต้านความแตกแยกตั้งแต่ต้น ผมจึงยืนยันว่าใครอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง มาใช้บริการเรา เพราะการเปลี่ยนแปลงการปฏิรูป ไม่ได้มีเพียงแค่ว่าอยากได้อย่างนี้จากที่เป็นอย่างนี้ แต่การเปลี่ยนแปลงการปฏิรูปที่ทำได้ ต้องมีศิลปะว่าจะเดินจากจุดปัจจุบันไปสู่เป้าหมายได้อย่างไร เราปล่อยให้เกิดความแตกแยกแบบนี้มาเยอะแล้ว มีการด้อยค่าสถาบันที่เป็นหลักของชาติหลายครั้ง เป็นเรื่องของอารมณ์ล้วน ๆ แต่ในที่สุดไม่ได้มาซึ่งความเปลี่ยนแปลงหรือการปฏิรูป หรือแม้แต่การปรับปรุงในสิ่งที่ควรจะทำ
ผมถึงบอกว่านอกจากการประกาศไม่เอาเรื่องของทุนเทา ไม่เอาทุจริตแล้วจะทำเศรษฐกิจให้ดีแล้ว
ผมก็จะไม่ยอมให้เอาเรื่องละเอียดอ่อนในบ้านเมืองมาเล่นการเมืองสร้างความแตกแยกอีกต่อไป มาตรา 112 ถามว่ากี่รัฐบาลที่ผ่านมา ลงไปแก้ปัญหาจริง ๆ ผมเล่าให้ฟังนะครับ รัฐบาลผมเป็นรัฐบาลที่พูดเรื่องปัญหาการบังคับใช้มาตรา 112 แต่ในชีวิตผมนับแต่นั้นมา ผมยังไม่เห็นใครมาบอกว่าผมเนี่ยไม่จงรักภักดี เพราะสิ่งและวิธีที่ผมทำ คนจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วยเป็นสิทธิ์ แต่ไม่มีใครตั้งคำถามได้ว่าผมเลือกทำเพราะผมรักและอยากจะปกป้องสถาบัน ผมบอกว่ามาตรา 112 นี้ เห็นมั้ยครับเขาจะมาถาม นิรโทษกรรมมั้ยหรือไม่นิรโทษกรรม มันไม่มีคำตอบหรอกครับ เพราะคนที่ถูกดำเนินคดี มีทั้งคนที่แสดงความเห็นทางวิชาการก็มี มีคนที่อาจจะเป็นชาวต่างชาติไม่รู้ประเพณีวัฒนธรรมของไทยก็มี และก็มีคนที่แสดงเจตนาอาฆาตมาดร้ายจริง คนแต่ละประเภทก็ไม่ต้องปฏิบัติเหมือนกันครับ สมัยผมจึงมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรอง รัฐบาลชุดเดียวนะครับที่กล้าตั้งกรรมการกลั่นกรองคดี 112 เพราะรู้ว่าตำรวจถูกกดดัน อัยการถูกกดดัน เราบอกเลยว่ามีผู้เชี่ยวชาญกฎหมายมาช่วยดูให้ มีนักวิชาการ มีสื่อต่างประเทศ มีนักเรียนนักศึกษาที่ถูกดำเนินคดีไปแล้ว กรรมการกลั่นกรองดูแล้วว่าถ้าไปทำอย่างนั้นน่ะ มันตีความเกินเลยมาตรา 112 มันไม่ได้เกิดประโยชน์ มันมีแต่จะสร้างปัญหามากขึ้นๆ คนเหล่านั้นในที่สุดจากกรรมการที่ผมสร้างเอาไว้ ก็ไม่ต้องถูกดำเนินคดี นี่คือวิธีการที่เราทำครับ
แต่วันนี้ การสร้างความแตกแยกมาจากทุกทางจริง ๆ นะ เพราะพอรู้ว่ามีคนรักสถาบันเยอะ อยากจะปกป้องสถาบัน ยอมรับไม่ได้กับการที่สถาบันถูกละเมิด ก็เหมือนจะเอาเป็นเงื่อนไขข้ออ้างทางการเมืองอย่างเดียว อย่างที่คุณกรณ์พูดนั่นแหละว่ากลัวพรรคนั้นใช่มั้ย ต้องมาเลือกทางนี้ไม่ว่าทางนี้จะเป็นอย่างไร ผมพูดชัดครับว่ามันไม่ได้หรอกครับ ทำไมไม่ได้? เมื่อใดที่พรรคการเมือง แสดงตัวหรืออ้างตัวว่าฉันผูกขาดความรักหรือการปกป้องสถาบัน นักการเมืองทุกคนไม่เว้นตัวผมนะครับ มีทั้งคนชอบและมีทั้งคนเกลียด มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่สถาบันหลักของชาติต้องอยู่เหนือการเมืองและความรู้สึกตรงนี้
ผมจึงบอกว่าวันนี้ พูดเรื่องเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์กลยุทธ์คุณกรณ์พูดไปแล้ว แย่งผมพูดไปแล้ว รู้ว่าได้พูดก่อนผมจะพูดอะไร ไม่เป็นไรครับพรรคเดียวกัน เพื่อนกัน (เสียงหัวเราะ) แต่ย้ำอีกครั้งครับ วันนี้นี่อย่าไปหลงนะครับ น้ำเงินกับส้มกำลังแข่งกัน รู้หรือยังว่าจะไม่ทำ MOA กันอีก หัวหน้าพรรคประชาชนบอกอนุทินจะเป็นนายกฯ ไม่ยกมือให้ ไม่ร่วมรัฐบาล มีเจ้าของพรรคบอกว่า เอ๊ย นั่นหัวหน้าพรรคพูดนะ แล้วก็ไม่เคยพูดนะว่าถ้ามาที่ 1 จะไม่ชวนสีน้ำเงินเข้าไป แต่แปลกมั้ยอะไร ๆ ก็มาถามแต่ประชาธิปัตย์ (เสียงหัวเราะ) แล้วก็หาเรื่องประชาธิปัตย์ได้นะ พอผมบอกว่าไม่ร่วมกับพรรคนั้นน่ะ บอกอ๋อ เตรียมไปร่วมกับส้ม มันเกี่ยวอะไร? มันเกี่ยวอะไร? แล้วแทนที่จะไปคาดคั้นว่าแล้วตกลง คุณน่ะยังกอดอยู่ใช่มั้ยพรรคนั้นน่ะ กอดอยู่มั้ยล่ะ? วันนี้แปลกมาก พรรคภูมิใจไทย กล้าที่จะมาวิจารณ์จากการบิดสิ่งที่เป็นคำสัมภาษณ์
เมื่อวานนี่แหละ รองจ้ำ (สกลธี ภัทธิยกุล) นี่แหละ สั่งผมไปเดินตลาดแล้วก็เอาสื่อมาล้อมอยู่ แล้วมาถามคำถามนี้ครับ ว่าปิดทางในการจะร่วมกับพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนไหม ผมก็บอกผมตอบเรื่องนี้เงื่อนไขไปชัดเจนอยู่แล้ว ถ้ามีทุจริต มีทุนเทา มีความแตกแยก ไม่เอาทั้งนั้น และกรณีพรรคเพื่อไทยพูดมาตลอดว่าเรานี่แหละ สู้กับระบอบทักษิณตั้งแต่ต้นจนถึงทุกวันนี้และต่อไปในอนาคต! (เสียงเฮดังสนั่น)
แต่ความเป็นประชาธิปัตย์นี่แหละ ถ้าวันนี้ผมบอกไม่เอาเพื่อไทย ก็บอกไอ้นี่สร้างความแตกแยก เขาเปลี่ยนหัวหน้าแล้ว เขาเปลี่ยนนโยบายบ้างแล้ว ทำไมยังเอาบ้านเมืองอยู่ตรงนั้น พอผมพูดเท่านี้ วันนี้ก็ไปเขียนว่าจับมือกับพรรคเพื่อไทย ผมบอกผมไม่ได้ปิดประตู แต่ถ้ามือระบอบทักษิณแหย่เข้ามานี่ ผมงับมือขาดทันที!
(เสียงเฮดังสนั่น) แล้วพรรคอะไรครับกล้ามาบอกว่า พรรคประชาธิปัตย์ไปจับมือกับพรรคเพื่อไทย คนใต้ผิดหวังมาก เขานี่แหละจะเป็นพรรคที่มาดูแลภาคใต้ ขอโทษครับ คุณกล้าประกาศมั้ยว่าคุณไม่เอาเพื่อไทย? เอ้า! สื่ออยู่พรุ่งนี้ไปถามหน่อย บอกคนใต้ผิดหวังและจะเป็นความหวังของคนใต้ ถามพรรคนั้นซิ คุณประกาศมาเลยว่าคุณไม่เอาเพื่อไทย แล้วถ้าคุณบอกว่าผิดหวังกับประชาธิปัตย์ แล้วเดี๋ยวจะเสื่อมเสียคะแนนคุณคนใต้ คุณกล้าประกาศมั้ยว่าไม่เอาประชาธิปัตย์? เพราะถ้าคุณกล้าประกาศ ฝ่ายค้านแน่นอน! (เสียงเฮดังสนั่น) มาเรียกร้องอะไรตรงนี้ ผมเป็นคนที่ชัดเจนทุกเรื่อง ไม่มีกั๊ก ไม่มีอะไรทั้งนั้น คุณไม่ประกาศไม่พอ พรรคนั้นคุณก็ยังกอดอยู่ใช่มั้ย แล้วเราจะบอกว่าฝากความไว้เนื้อเชื่อใจกับสิ่งเหล่านี้เพียงเพราะว่าต้องไปเอาชนะอีกพรรคหนึ่ง ทำไมล่ะครับ? สิทธิของพี่น้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับท่าน แต่เอาหล่ะ ถ้ากลัวว่าเลือกประชาธิปัตย์วันนี้มันอาจจะยังไม่มาที่หนึ่ง ซึ่งก็ไม่แน่นะ… (เสียงเฮดังสนั่น)
คือเมื่อเช้าก็แซว… แซวคุณสุทธิชัยไปทีหนึ่งแล้ว คุณสุทธิชัยบอกว่าตอนนี้พรรคส้มกำลังแข่งกับน้ำเงิน ประชาธิปัตย์เป็นตัวแปร ผมบอก เฮ้ย ผมนึกว่าคุณจะพูดว่าประชาธิปัตย์จะเป็น “ตาอยู่” ไม่เป็นไรครับ ถ้าเรายังไปไม่ถึงตรงนั้น เลือกประชาธิปัตย์เป็นกอบเป็นกำ ขอย้ำสิ่งที่คุณกรณ์พูด พวกเราจะทำให้รัฐบาลไม่ว่าฝ่ายไหนได้เป็น แล้วเอาเราไปร่วมเพราะเรามีเยอะเนี่ย ต้องเป็นรัฐบาลที่เอาจริงกับทุนเทา สแกมเมอร์ และการทุจริตคอร์รัปชัน และถ้าไม่เอาจริง เราก็จะไม่อยู่ด้วย เลือกเราไปเยอะ พรรคไหนมีนโยบายสร้างความแตกแยก เอาเรื่องละเอียดอ่อนมาเล่นการเมือง แล้วทำให้เกิดความวุ่นวาย ประชาธิปัตย์ก็ไม่เอาด้วย เพราะฉะนั้นสบายๆ เลยครับ เทไปจะเลือกพรรคนั้น เทไปจะเลือกพรรคนี้ ผมดูแล้ว ไม่มีใครชนะขาดหรอก สุดท้ายก็มาเจรจาต่อรองกัน MO อะไรก็ไม่รู้จะเกิดขึ้นหรือเปล่า แต่ถ้าเทไประวังแทงผิดนะ สิ่งที่คิดว่าไปกันได้กลายเป็นไม่ใช่ แต่ถ้าเลือกประชาธิปัตย์ปลอดภัย 100% ไม่มีรัฐบาลเทา ไม่มีรัฐบาลสร้างความแตกแยก มีแต่รัฐบาลที่ประชาธิปัตย์จะดูแลว่าพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ ต้องมาก่อน
นี่คือสิ่งที่อยากจะบอกกับพี่น้องครับ และมันเหลือเวลาอีก 28 วัน ผมไม่รู้หรอกอะไรจะเกิดขึ้นอีก แต่ตอนนี้ที่ผมเป็นห่วง 2 เรื่อง เรื่องแรก หลายคนบอกชอบ ฟังดูแล้วอย่างนี้ดี เลือกประชาธิปัตย์เนี่ย เอาผม เอากรณ์ เอาการดี ม.อ.ก. อะไรเนี่ยไปเป็นนายกฯ เนี่ย เลือกเบอร์ 27 อย่าเพิ่งเฮ ผมจะบอกว่ามันไม่พอ ทำไมมันไม่พอ? ผมไปคุยกับภาคใต้ผมบอก ภาคใต้เนี่ยนะเลือกเบอร์ 27 ร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมได้ สส. 12 คน กรุงเทพฯ เหมือนกัน ทั้งกรุงเทพฯ เลือกปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 27 ผมได้ สส. 12 คน โอ้โห อย่าไปเป็นนายกฯ เลย ตั้งวงกินกาแฟก็ครบพรรคแล้วในสภา (หัวเราะ) แต่เราเข้าใจผิดหรือเปล่า? อยากได้ประชาธิปัตย์แข็งแกร่ง อยากได้เรา 3 คนเนี่ยไปเป็นนายกฯ เนี่ย แค่กรุงเทพฯ เลือกผมทุกเขต มาตั้ง 33 คน มากกว่าภาคใต้บวกกรุงเทพฯ 100% เลือกเบอร์ 27 เพราะฉะนั้นต้องทำความเข้าใจตรงนี้ครับ ไม่ใช่ว่า โอ้ อยู่พระโขนงชอบวีถึงเลือก อยู่สาทรชอบจั๊ม จะพูดเขตวัฒนาเห็นมันบอกว่ามันหล่อกว่าผม ผมไม่พูดให้มัน (หัวเราะ) ไม่ใช่ครับ บุคคลสำคัญอย่างที่ผมบอกแล้วเราถึงคัดมาไง แต่สำคัญคือนี่คือกำลังครับ ที่จะไปเติมให้กับวาระที่เราพูดคุยกันในวันนี้
กับเรื่องที่ 2 เขตเลือกตั้งที่หลายคนบอกยังไม่แน่นะ รออะไรครับ? รออะไรครับ? ผมก็บอกว่านักวิเคราะห์การเมืองประเทศไทยเนี่ยเก่งมากเลยนะ สามารถบอกได้ว่าบางพรรคการเมืองมี สส. เท่านั้นเท่านี้โดยไม่ต้องมีคะแนนนิยมเลย แล้วมาจากไหน มาอย่างไร? ตอนแรกก็จะพูดครับแต่คิดดูสิครับเด็กใหม่เราเบอร์ 9 เมื่อกี้เจ้าฟลุ๊ค เขต 1 อธิบายดีกว่าผมแล้ว นี่คือสิ่งที่กำลังจะบอกว่า 28 วันข้างหน้า ผมรู้ครับเดี๋ยวก็ต้องมาเล่นงานอีกเรื่องนั้นเรื่องนี้ เอาคำพูดตรงนี้ไปต่อตรงนั้น แต่ขอให้พวกเราทุกคนที่อยู่ที่นี่มั่นคง มั่นคงตั้งธงให้ชัดว่าเรารู้แล้วว่าประเทศต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร คนที่มาบอกท่าน คนที่จะคิดมาด้วยสมองของตัวเองและพร้อมจะไปทำด้วยตัวเอง พร้อมแล้วและอยู่ตรงนี้
จึงขอว่าวันนี้ครับช่วยบอกต่อๆ สิ่งเหล่านี้ เพื่อให้ประชาธิปัตย์มีโอกาสกลับมา ผมเลยเวลามาแล้วเดี๋ยวรองหัวหน้าไม่ให้ปราศรัยครั้งหน้า ผมพูดสุดท้ายครับ ผมเข้ามาการเมืองอายุ 27 อย่างที่ว่า อยากเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองหลายเรื่อง บางเรื่องทำสำเร็จไป บางเรื่องก็ยังทำไม่ได้ แต่ทุกยุคทุกสมัยผมผูกพันกับการเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ไม่ใช่แค่เลือก สส. เลือกผู้ว่าฯ เลือก ส.ก. ส.ข. ในอดีต ผูกพันมาโดยตลอด แพ้บ้าง ชนะบ้าง แต่ผมเห็นคนกรุงเทพฯ พยายามที่จะเป็นพลังที่สำคัญที่ทำให้การเมือง มันไปในทิศทางที่ควรจะเป็น บางยุคเลือกทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเป็นฝ่ายค้าน เพราะต้องไปคานอำนาจ บางยุคอยากจะบอกว่า เออ ที่ทำมาแล้วดี ก็เลือกฝ่ายรัฐบาล บางยุคทนไม่ได้อยากเห็นความเปลี่ยนแปลง กล้าเลือกคนที่เข้ามาใหม่ คนกรุงเทพฯ คือพลังสำคัญในการชี้นำทิศทางบ้านเมือง วันนี้ขออีกสักครั้งเถอะครับ ขออีกสักครั้งเถอะครับ ว่าพี่น้องที่นี่ที่อยู่ในศูนย์กลางที่เขาเรียกว่าเป็นความเจริญ สัมผัสและไวที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่เกิดขึ้นในโลก บอกคนไทยทั้งประเทศดังๆ ว่าคนกรุงเทพฯ ตั้งต้นด้วยการเมืองสุจริตไม่เอาความแตกแยก และเลือกประชาธิปัตย์ทั้งกรุงเทพฯ ครับ ขอบพระคุณครับ!
