
คำต่อคำ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงเรื่อง แก้วิกฤติพลังงานอย่างไร ไม่ต้องเป็นหนี้ 400,000 ล้าน
คำต่อคำ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
แถลงเรื่อง แก้วิกฤติพลังงานอย่างไร ไม่ต้องเป็นหนี้ 400,000 ล้าน
ที่พรรคประชาธิปัตย์ วันที่ 13 พฤษภาคม 2569
วันนี้ก็ขออนุญาตเรียนพี่น้องประชาชนผ่านสื่อมวลชน เกี่ยวกับปัญหาเรื่องของการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์และก็ให้ข้อมูล แง่มุมแง่คิดแตกต่างหลากหลายกันไปจากหลายๆ ฝ่าย
ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เอง ต้องเรียนว่า คุณกรณ์ (จาติกวณิช) เป็นคนแรกๆ นับตั้งแต่มีข่าวปรากฏออกมาว่าจะมีการกู้เงินในลักษณะนี้ ที่ได้ท้วงติงแนวคิดนี้มาตั้งแต่ต้น แล้วก็ได้พยายามใช้กลไกของสภาในการตั้งกระทู้ถาม วันนั้นก็เป็นท่านรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการที่จะมาถามแนวคิดต่าง ๆ
ซึ่งต่อมา เมื่อมีการตราพระราชกำหนดขึ้น ทางฝ่ายค้านก็มีการตั้งกระทู้ถามเพิ่มเติม มีคำชี้แจงจากท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่มาแทนท่านรองนายกฯ หรือท่านนายกฯ และขณะเดียวกัน ทางฝ่ายค้านก็ได้มีการดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า การตราพระราชกำหนดนั้นเนี่ย ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่
ซึ่งวันนี้ ผมไม่ได้มาพูดในเรื่องของแง่มุมของกฎหมายอย่างเดียว แต่ต้องการที่จะทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนถึงภาวะเศรษฐกิจ แนวทางการแก้ไขปัญหา และแนวความคิดของพรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ ว่าทำไมเราจึงไม่เห็นด้วยกับการตราพระราชกำหนด และทำไมเราเชื่อว่ามีวิธีที่ดีกว่านี้ ในการคลี่คลายวิกฤตที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ผ่านมา การชี้แจงของรัฐบาลก็มีความสับสนในตัวเองอยู่ในหลายๆ เรื่อง แล้วก็หลายครั้งก็เป็นเพียงการใช้โวหารง่ายๆ เพื่อชวนให้ประชาชนคล้อยตาม ในทำนองว่าคนอื่นก็เคยกู้ หรือคนที่ยื่นศาลก็เคยกู้ อะไรทำนองนี้
ก็อยากจะทำความเข้าใจใน 3 ประเด็นหลักวันนี้
ข้อแรก ถามว่าทำไมในอดีตมีรัฐบาลที่กู้เงินมาเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แล้วครั้งนี้ คนเคยกู้หรือคนไม่เคยกู้ก็แล้วแต่ ถึงบอกว่าไม่เห็นด้วยกับการตราพระราชกำหนดนี้
ข้อที่สอง ที่เราต้องการจะอธิบายในวันนี้ก็คือว่า การตราพระราชกำหนด ต้องเป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ คำถามก็คือว่าการกู้เงินและแผนการที่รัฐบาลประกาศอยู่ในขณะนี้ จะทำให้เศรษฐกิจมั่นคงจริงหรือไม่
ข้อที่สาม ก็คือ ถ้าไม่มีการตราพระราชกำหนดฉบับนี้ รัฐบาลสามารถทำอะไรได้ในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน

3 คำถาม พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน
ผมเริ่มต้นในเรื่องของการกู้เงินว่า การตราพระราชกำหนด เป็นมาตรการที่เป็นข้อยกเว้นของกระบวนการถ่วงดุลอำนาจในระบอบประชาธิปไตย เพราะโดยหลักแล้ว ผู้ที่เป็นผู้แทนของประชาชนจะต้องเป็นผู้อนุมัติว่าจะใช้จ่ายเงินอย่างไร ซึ่งการตราพระราชกำหนดจึงเป็นข้อยกเว้น หมายความว่าให้อำนาจแก่รัฐบาลสามารถไปดำเนินการกู้เงินและใช้จ่ายเงิน โดยไม่ต้องมีรายละเอียดให้ทางรัฐสภาได้มีโอกาสตรวจสอบแก้ไขเพิ่มเติมเลย จึงต้องมีเงื่อนไขกำกับเอาไว้ว่ากระทำได้ในบางสถานการณ์เท่านั้น
ซึ่งวันนี้เราจึงจะมาพูดถึงเรื่องของว่าเงื่อนไขว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ผมเรียนนิดนึง ผมเชื่อว่านักเศรษฐศาสตร์ทุกคนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเข้าใจแน่นอน ว่าคำว่าความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นคนละเรื่องกับว่าเศรษฐกิจขยายตัวมากหรือน้อย ความมั่นคงทางเศรษฐกิจเป็นศัพท์เฉพาะ ซึ่งมุ่งไปสู่เรื่องของการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นผมยกตัวอย่าง เศรษฐกิจอาจจะโตมาก ๆ แต่ไม่มั่นคงก็ได้ เพราะเป็นการโตบนฟองสบู่ โตบนการมีหนี้สินเกินตัว แบบนี้เป็นต้น หรือเศรษฐกิจอาจจะโตไม่ได้อย่างที่เราอยาก แต่มีความมั่นคง คือไม่ได้มีความสุ่มเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจใด ๆ ทั้งสิ้น
ผมจึงอยากย้ำ เพราะหลายคนจะบอก เศรษฐกิจไม่แย่เหรอ? เศรษฐกิจดีแล้วเหรอ? เป็นคนละประเด็นกับว่า เศรษฐกิจมีความมั่นคงหรือไม่ ฉะนั้นถ้าเราย้อนกลับไปดู ในการออกพระราชกำหนด ผมเอามา 3 ครั้งในอดีตเราจะเห็นว่าเมื่อสมัยวิกฤตที่เราเรียกว่า “ต้มยำกุ้ง” เหตุการณ์ขณะนั้นทำไมเกิดปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ GDP ติดลบ 8 ไตรมาสติดต่อกัน หดตัว 8 ไตรมาสติดต่อกัน หนี้เสียในระบบขึ้นมาเป็น 52% ขณะนั้นมีการต้องหยุดระงับและต่อมามีการเลิกการประกอบกิจการของสถาบันการเงินจำนวนมาก และทุนสำรองระหว่างประเทศก็หมดไปกับการต่อสู้ค่าเงินบาท เศรษฐกิจปี 2541 ไม่มั่นคงอย่างแน่นอน เพราะมีความสุ่มเสี่ยงทั้งเรื่องรายได้ของประชาชน การตกงาน ระบบการเงินที่ล่มสลาย
ถัดมา “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” ที่เราเรียกกัน 2552 มีวิกฤตการเงินโลก เศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี 2552 หดตัวร้อยละ 7.1 การส่งออก การท่องเที่ยวติดลบอย่างรุนแรง แปลว่าเกิดปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจแล้ว เนื่องจากว่าจะมีคนตกงานจำนวนมาก และแหล่งรายได้หรือเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจทุกตัวไม่ทำงาน ถ้าจะให้ทำงาน รัฐบาลต้องอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ ซึ่งปรากฏว่าในขณะนั้น รัฐบาลไม่สามารถทำได้ เพราะติดข้อจำกัดในเรื่องของสถานะทางการคลัง จึงมีความจำเป็นต้องกู้เงินพิเศษ
ถัดมา สมัย “โควิด” อันนี้หลายท่านจำได้อยู่แล้ว ต้องมีการหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพราะมันเป็นมาตรการทางด้านสาธารณสุข ฉะนั้นทุกอย่างชะงักงันหมด ต้องมีความจำเป็นในการที่จะกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายขึ้นในระบบเศรษฐกิจ เรื่องการท่องเที่ยว เรื่องปัญหาหลายอย่าง หลายคนจำได้อยู่แล้ว

ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
การพูดว่าในสถานการณ์แบบนี้มีคนเคยกู้ แล้วมาพูดว่าวันนี้ก็เพียงทำเหมือนกัน เราลองมาเทียบดู ณ ปัจจุบัน เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทยเติบโตร้อยละ 1.5 บวกนะครับ เห็นไหม ช่วงอื่นติดลบหมด การบวกตรงนี้มาไล่ดูเลย การส่งออกเดือนมีนาคมเทียบกับมีนาคมปีที่แล้ว โตขึ้นร้อยละ 19 รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเดือนมีนาคมเทียบปีต่อปี บวกร้อยละ 7.2
ดัชนีการบริโภคภาคเอกชนเดือนมีนาคม นี่ผมเอาเดือนมีนาคมเพราะสงครามผ่านไปแล้วหนึ่งเดือนนะครับ ก็เป็นบวกร้อยละ 3.6 ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม ปีต่อปีเดือนมีนาคม บวกร้อยละ 0.8 และถ้าจะพูดถึงเสถียรภาพหรือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นี่ไงครับ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s เพิ่งปรับมุมมองให้ดีขึ้นจากก่อนหน้านี้
ประเด็นที่ผมอยากจะย้ำก็คือว่า คำพูดที่ว่า คนอื่นก็เคยทำ ในอดีตก็เคยทำนั้น มันต้องดูว่าสถานการณ์มันเหมือนกันหรือไม่ ฝนตกพายุหนัก ท่านจะต้องใส่เสื้อยังไง ท่านจะต้องใช้ร่มไหม กับอาจจะมีฝนตกปรอยๆ แล้วอ้างว่าต้องทำทุกอย่างเหมือนกัน ไม่ใช่ครับ ฉะนั้นสิ่งที่อยากจะทำความเข้าใจวันนี้ ก็คือถามว่า ด้วยตัวเลขล่าสุดที่เรามีจากการแถลงของธนาคารแห่งประเทศไทยที่เป็นภาวะเศรษฐกิจหลังจากสงครามผ่านไป 1 เดือน มีตรงไหนที่บ่งบอกว่าเศรษฐกิจไม่มั่นคง
ผมย้ำตรงนี้เพราะว่าเมื่อวานท่านรองนายกฯ ท่านมาบอกว่าเราไม่มีสิทธิ์ตีความเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน ถูกต้องครับ รัฐธรรมนูญให้ดุลพินิจกับรัฐบาลเป็นคนตัดสินว่าอะไรจำเป็นเร่งด่วน ด้วยความหวังและความเชื่อว่ารัฐบาลจะใช้ดุลพินิจนั้นโดยสุจริต แต่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจกับเรื่องของความจำเป็นเร่งด่วนที่ก็ผูกกัน วรรคสองของรัฐธรรมนูญมาตรานี้ก็เหมือนกับเป็นการขยายว่า ในการตรานั้นจะต้องมีเหตุความจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉินอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย ซึ่งเป็นข้อความเดียวกันที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายวินัยทางการเงินการคลัง และมีอีกหลายมาตราในรัฐธรรมนูญที่บอกว่า รัฐบาลต้องเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายวินัยทางการเงินการคลัง ซึ่งผมเรียนว่าถ้ามีการละเมิดตรงนี้ ฝ่ายค้านก็จะทำหน้าที่ตรวจสอบโดยใช้กลไกอื่นต่อไปตามรัฐธรรมนูญ
งั้นผมคิดว่าชัดเจน ไม่อยากจะได้ยินอีกแล้ว ‘คุณก็เคยทำ’ ‘ทำไมปีนั้นทำได้ ทำไมปีนี้ทำไม่ได้’ ทุกอย่างอยู่ที่เหตุผล ข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ นี่คือประเด็นที่อยากจะเรียนประเด็นที่หนึ่ง
ประเด็นที่สอง เอาละ ถ้าบอกว่าจะกู้มาเพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ กู้แล้วมั่นคงจริงหรือไม่ และตรงตามที่รัฐมนตรีทั้งหลายเคยพูดไว้หรือไม่
ตามคำชี้แจงของท่านรัฐมนตรีสำนักนายกฯ ต่อสภา การกู้เงินมี 2 ก้อน 2 แสนล้านเพื่อมาเยียวยา อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ อีก 2 แสนล้านเป็นเรื่องของการที่จะให้เปลี่ยนผ่านในเรื่องของการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ในส่วนหลังนี้ ผมคิดว่าคำร้องของพรรคฝ่ายค้านที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญชัดเจนมากว่าเรื่องพลังงาน แทบไม่ได้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจเลย ไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วน และในทางปฏิบัติ ก็ไม่น่าจะเป็นวิธีการที่ถูกต้องในการเดินหน้าในเรื่องของโครงสร้างของพลังงาน เพราะสิ่งที่รัฐบาลพูดว่าจะไปทำนั้น ยังไม่ได้ไปแก้ปัญหาพื้นฐานในเรื่องของระบบสายส่งของการไฟฟ้าก็ดี หรือการที่ไม่ได้ไปดูว่าโดยแท้ที่จริงแล้ว การส่งเสริมเรื่องของยานยนต์ไฟฟ้า รัฐบาลนั้นมีแรงจูงใจในทางภาษีและอื่น ๆ มากมายที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมากอยู่แล้ว แต่เดี๋ยวจะกลับมาเรื่องนี้อีก อีกทีนึง
แต่ 2 แสนล้านแรก ท่านรัฐมนตรีบอกว่าจะใช้จ่ายภายใน 4 เดือน ซึ่งก็คำนวณง่าย ๆ 1,000 บาท ต่อคน 4 เดือน 30 ล้านคน ออกมาประมาณ 120,000 ล้าน บวกกับอีกประมาณ 50,000 ล้าน ที่เป็นการเติมเงินให้กับคนที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประเด็นครับ เมื่อสักครู่ผมได้บอกแล้วว่า สภาวะเศรษฐกิจครั้งนี้ ไม่เหมือนกับ 3 ครั้งที่เคยมีการกู้ก่อนหน้านี้ที่ปัญหาหลักคือต้องอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ แต่วันนี้มันเป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นจากทางด้านต้นทุน แล้วสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเคยตอบกับพวกผม ว่าเวลาเราเสนอให้ลดภาษีสรรพสามิตหรืออะไร ท่านบอกไม่ได้ เดี๋ยวเงินจะหมด ต้องเก็บเงินไว้เพราะไม่รู้วิกฤตจะยืดเยื้อนานเท่าไหร่ แต่ 2 แสนล้านที่ท่านกู้มาเพื่อการนี้ ท่านจะใช้หมดภายใน 4 เดือน คำถาม ถ้าเป็นอย่างที่ท่านเคยเตือนพวกเรา ว่าวิกฤตมันเกิน 4 เดือนไปแล้วล่ะ จะทำอย่างไร ท่านใช้เงินไปหมดแล้ว สำหรับเรื่องนี้
ประการที่สอง ท่านเพิ่งมาเตือนเราอีก เพราะวิกฤตอย่างที่ผมบอกมันไม่เหมือนกับวิกฤตครั้งอื่นไงครับ วิกฤตครั้งอื่นคือเศรษฐกิจมันซบเซา แต่ครั้งนี้มันเกิดจากต้นทุน ท่านมาเตือนว่าเงินเฟ้อกำลังจะพุ่งสูงขึ้น ใครมีความรู้ทางเศรษฐศาสตร์แม้เพียงนิดเดียวก็ทราบ การอัดฉีดเงินมหาศาลในระยะเวลาอันสั้นนี้ มีแต่จะซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อและของให้แพงขึ้น ฉะนั้น
1. ใช้เงินหมดภายใน 4 เดือน แปลว่ามีความเสี่ยงแล้ว ว่าถ้ามีเหตุการณ์อะไรซ้ำซ้อนขึ้นมา เศรษฐกิจจะไม่มั่นคง เพราะรัฐบาลใช้อาวุธไปหมดแล้ว
2. รัฐบาลซ้ำเติมปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้วยการสร้างแรงกดดันต่อราคาและเงินเฟ้อ
และ 3. หนี้สาธารณะใกล้แตะเพดานจากการใช้จ่ายเงินรวดเร็วแบบนี้ จากเดิมที่บอกว่าจะไม่ขยับเพดานหนี้ ถ้าวิกฤตยืดเยื้อหลังจากนี้ไป รัฐบาลจะทำอย่างไรเมื่อหนี้ชนเพดาน ผมจึงชี้ให้เห็นว่า นอกจากการตราพระราชกำหนดและการกู้เงิน ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์เรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นการซ้ำเติมและเพิ่มความเสี่ยงให้เศรษฐกิจมีความไม่มั่นคงเพิ่มขึ้น

กู้ 400,000 ล้านบาท เศรษฐกิจมั่นคง หรือไม่มั่นคง
ถามว่า แล้วพรรคฝ่ายค้านมีข้อเสนอไหม มีครับ เราเสนอมาแล้วและยังยืนยันจะเสนอต่อไป เรายืนยันสิ่งที่สำคัญที่สุดกับวิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งนี้คือเป็น “วิกฤตต้นทุน” การช่วยเหลือคือการทำอย่างไรให้ต้นทุนมันต่ำ และทำอย่างไรถ้ามีความจำเป็นจะต้องช่วยกลุ่มต่าง ๆ เห็นด้วยกับที่รัฐมนตรีคลังพูดเลยครับว่าควรจะมุ่งเป้า เสนออะไรบ้างครับ เสนออะไรบ้างครับ
ข้อที่ 1 ลดภาษี หรือยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เชื่อไหมครับว่าวันนี้มาตรการนี้อย่างเดียว ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลลงไปอยู่ที่ประมาณ 33 บาท รัฐมนตรีคลังเคยชี้แจงว่ามันจะไม่มุ่งเป้า ท่านกลัวครับ ท่านบอกท่านกลัวว่ามีคนรวยขับรถที่ใช้ดีเซล เราบอกว่าการลดต้นทุนให้น้ำมันมันถูกลง 7 บาท ผู้สื่อข่าวที่นี่ พี่น้องประชาชนที่อยู่ที่บ้าน มันไม่ได้ช่วยแบบเหวี่ยงแหอะไรหรอกครับ แต่มันเป็นการช่วยที่ต้นตอของปัญหา แล้วอย่าไปมองว่าการลดราคาน้ำมันคือการช่วยคนขับรถ เพราะมันช่วยประชาชนทุกคนที่ต้องซื้อของที่ต้นทุนสูงขึ้นจากการขนส่ง จากโลจิสติกส์ จากการขาดแคลน และอื่น ๆ
เชื่อไหมครับว่าถ้าจะต้องทำให้ราคาน้ำมันเหลือ 33 บาท 4 เดือน ใช้เงินแค่ประมาณ 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 4 ของ 2 แสนล้านที่รัฐบาลจะใช้ ของก็จะไม่แพงขึ้น ตรงกันข้าม มีแต่แรงกดดันให้ของถูกลง โดยการใช้เงินน้อยกว่าที่รัฐบาลจะใช้ประมาณ 3-4 เท่า ทำไมไม่ทำ
และผมตั้งคำถามว่าที่ท่านรัฐมนตรีคลังเคยบอกว่าทำอย่างนี้ไม่มุ่งเป้า ผมถามว่า 30 ล้านคนอยู่ที่ใครกดได้ก่อนได้หลัง มุ่งเป้ายังไงครับ ผมนึกว่ามุ่งเป้าคือเดือดร้อนที่สุดครับ ไม่ใช่โทรศัพท์ดีสุด เน็ตเร็วสุด มือไวสุด นี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้องอธิบาย ว่ามาตรการนี้จริง ๆ แล้ว เป็นการฉวยโอกาส อ้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจเพื่อทำนโยบายหาเสียงบวกกับโครงการขนาดใหญ่ใน 2 แสนล้านที่สองหรือไม่
และยิ่งไปกว่านั้นอีกครับ ข้อเสนอข้อที่ 2 ของเรา เรื่องการเก็บภาษีลาภลอย แปลว่าจริง ๆ น้ำมันเผลอๆ เหลือ 30 บาทด้วย และมาตรการนี้พอเข้ามา รัฐบาลเก็บรายได้เพิ่มเติมด้วย ของถูกลง รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่ทำให้เศรษฐกิจมั่นคงมากกว่าหรือ แล้วถ้าใครยังสงสัยว่ามีลาภลอยไหม ดูผลประกอบการไทยออยล์ที่เพิ่งประกาศออกมา คุณกรณ์น่าจะมีรายละเอียดว่าเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ อย่างไร ซึ่งเป็นการยืนยันชัดเลยครับ ว่าจริง ๆ แล้วเราสามารถให้ผู้ที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขาขึ้นนี้ มาเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขได้มากกว่านี้ค่อนข้างมาก
ประการที่ 3 สิ่งที่เราเห็นด้วยกับแผนงานที่รัฐบาลทำ คือการเติมเงินให้กับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะอันนี้เป็นมาตรการช่วยเหลือมุ่งเป้าไปที่ผู้มีรายได้น้อย แต่งบที่รัฐบาลใช้ตรงนี้ไม่ใช่ส่วนใหญ่ น้อยกว่าคนละครึ่งพลัส หรือไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งรัฐบาลสามารถใช้กลไกกฎหมายโอนงบประมาณได้ ก่อนหน้านี้เคยพูดกับสภาด้วยซ้ำว่าอาจจะมีเงินตรงนี้ถึงแสนล้าน แต่ด้วยการที่ไม่เอาใจใส่ และไม่จริงจังในการไปติดตามการใช้จ่ายเงินว่าตรงไหนจำเป็นไม่จำเป็น ล่าสุดจึงมาบอกว่าเหลือแค่ 2 หมื่นล้าน 3 หมื่นล้าน ซึ่งเราไม่เชื่อครับ
เราเชื่อว่าสามารถที่จะไปเอาจริงเอาจังกับโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์หรือไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ยิ่งถ้ารัฐบาลบอกว่าเศรษฐกิจไม่มั่นคง ทำไมคุณปล่อยให้กลไกการตรวจสอบงบประมาณเป็นเรื่องของหน่วยงานที่จะยืนยันมาเพียงแค่ว่าขอใช้จ่ายตามปกติ นี่ก็เป็นอีกข้อเสนอหนึ่ง
สุดท้าย ถ้าจะพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เราสงสัยครับว่าที่รัฐบาลมุ่งเน้นทั้งโซลาร์เซลล์ก็ดี ทั้งยานยนต์ไฟฟ้าก็ดี จะเป็นการเปลี่ยนผ่านที่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยน้อยมาก เพราะล้วนแล้วแต่ยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีของต่างประเทศ หรือมีโอกาสสูงมากที่จะไปสนับสนุนการนำเข้า แต่ถ้ารัฐบาลอยากจะเปลี่ยนผ่าน และสร้างมูลค่าในประเทศ ทำไมไม่ไปดูอีกหลายๆ ประเทศในโลก ทั้งประเทศในอาเซียนก็ดี ในลาตินอเมริกาก็ดี ที่วันนี้เดินหน้าในเรื่องของการทำ B20 กับ B50 จริง ๆ จะสัดส่วนเท่าไหร่ก็ได้ แต่เพิ่มสัดส่วนของปาล์มน้ำมันในการผลิตไบโอดีเซล

ข้อเสนอเชิงนโยบาย
สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ เอาเงินไปลงทุนเพื่อให้ผู้ประกอบการยานยนต์ทั้งหลาย ปรับแต่งเครื่องยนต์ให้เหมาะใช้กับสิ่งนี้ เพราะถ้าสิ่งนี้ประสบความสำเร็จ นั่นหมายถึงการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันน้อยลง และการช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรโดยเฉพาะสวนปาล์มมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น วันนี้ที่ใช้เวลามากสักนิดนึง เพื่อจะบอกครับว่า ประชาธิปัตย์เข้าใจดีว่าประชาชนเดือดร้อน แต่ประชาธิปัตย์มั่นใจว่ามันมีวิธีการที่ถูก ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ถูกต้องตามกฎหมาย และถูกต้องตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่จะช่วยเหลือได้โดยไม่ต้องมีการกู้เงิน
ในขณะที่การกู้เงินครั้งนี้ สร้างความเสี่ยงหรือเพิ่มความไม่มั่นคงให้กับระบบเศรษฐกิจ และสุ่มเสี่ยงต่อการมีการฉกฉวยโอกาสไปทำโครงการเพื่อประโยชน์ที่ไม่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นการรั่วไหล หรือไม่ว่าจะเป็นเพื่อประโยชน์ทางการเมือง โดยหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของสภา วันนี้ก็จึงอยากจะมาชี้ให้เห็นว่า แนวคิดแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้านนั้น เรามองเรื่องทั้งหมดนี้อย่างไร ถ้าคุณกรณ์มีอะไรเพิ่มเติม เชิญครับ
ช่วงตอบคำถามสื่อมวลชน
– กำไร ไทยออยล์
กรณ์ : ประกาศผลประกอบการไตรมาสหนึ่งออกมาเมื่อวันก่อนนะครับ ซึ่งก็เห็นได้ชัดนะครับว่าที่เราพูดมาโดยตลอดว่า มันมีการกำไรในลักษณะลาภลอยเกิดขึ้นจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่สูงขึ้นนั้นเป็นจริง มีการถกเถียงกันมาตลอดว่าสุดท้ายแล้วจะกำไร หรือไม่กำไรยังไง เราพูดตลอดว่ากำไรเกือบทุกครั้ง 1. กำไรจากสต็อกน้ำมัน คือการซื้อน้ำมัน ตุนเอาไว้ก่อนที่จะเกิดสงคราม แล้วรัฐบาลเปิดโอกาสให้กับทางบริษัทน้ำมันสามารถขายให้กับประชาชนในราคาที่ปรับสูงขึ้นแล้วหลังจากเหตุการณ์สงคราม ซึ่งตรงนี้มันถือว่าเป็นข้อผิดพลาดอันดับที่สำคัญของรัฐบาล
ประเด็นที่สอง ก็คือเรื่องของค่าการกลั่นที่ปรับสูงขึ้นมาระดับ 16 บาทต่อลิตร 17 บาทต่อลิตรในบางช่วงจังหวะ แล้วก็มีการถกเถียงมาโดยตลอดว่าค่าการกลั่นที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อกำไรของโรงกลั่นหรือไม่ วันนี้ชัดเจนแล้วนะครับ คือไตรมาสหนึ่งไตรมาสเดียว บริษัทไทยออยล์กำไร 19,000 ล้านบาท ซึ่งสูงมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันคือไตรมาสหนึ่งของปีที่แล้ว ถึง 4.5 เท่า 456% และอยากที่จะบอกเพิ่มเติมว่า กำไรใน 3 เดือนแรกของปีนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับกำไรทั้งปีของปีที่แล้ว กำไร 3 เดือนแรกของปีนี้กลับสูงกว่ากำไรทั้งปีของปีที่แล้ว ประมาณ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้มันสะท้อนชัดเจนนะครับว่าระดับกำไรสูงกว่าปกติ สืบเนื่องมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น สืบเนื่องมาจากกำไรจากสต็อกน้ำมันที่มีเพิ่มขึ้น และกำไรตรงนี้ มันสะท้อนในเหรียญเดียวกันครับ หรือเหรียญอีกด้านหนึ่งของเหรียญ ก็คือความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในการที่จะต้องมีต้นทุนพลังงานที่สูง
แล้วก็อยากที่จะย้ำในประเด็นที่ท่านหัวหน้าพรรคได้พูดไว้เมื่อสักครู่ว่ารัฐบาล ในการออก พ.ร.ก. ฉบับนี้ ได้เอาสาเหตุสำคัญมาจากประเด็นปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น เราพูดมาตลอดว่านอกเหนือจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่สูงขึ้นแล้ว อีก 2 สาเหตุที่ทำให้ต้นทุนพลังงานในประเทศไทยสูงมากเกินความจำเป็น สูงมากกว่าที่ควร ก็เพราะ 1. รัฐบาลไม่ได้ไปกำกับดูแลในเรื่องของวิธีการกำหนดราคาน้ำมัน โดยผู้ประกอบการ รัฐบาลมาตั้งคณะกรรมการ คตร. ส่งท่านรองนายกฯ เอกนิติ ไปเป็นประธานเพื่อศึกษาว่ามีแนววิธีอื่นใดหรือไม่ ในการที่จะกำหนดราคาน้ำมันที่เป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนมากกว่าที่ใช้อยู่ในอดีต ขอบอกว่าวันนี้ครับ ก็ยังใช้สูตรเดิม ยังคำนวณแบบเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย และนี่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันมันสูงเกินควร
ประเด็นที่สองคือเรื่องภาษีสรรพสามิตที่ท่านอภิสิทธิ์ได้กล่าวไว้เมื่อสักครู่ ง่ายมากครับในการที่จะลดภาระต้นทุนพลังงานให้กับพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการทุกคนก็คือ รัฐบาลเองนั่นแหละ ลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตที่ ณ ปัจจุบันเก็บอยู่ที่ลิตรละ 7 บาท สาเหตุที่ราคาต้นทุนน้ำมันสูงจนกระทั่งรัฐบาลหยิบยกมาใช้เป็นข้ออ้างในการออก พ.ร.ก. ก็เป็นเพราะรัฐบาลไม่ได้ดำเนินการในสิ่งที่รัฐบาลควรจะทำ ปล่อยให้ต้นทุนพลังงานสูงเกินควร แล้ววันนี้ก็มาใช้เป็นข้ออ้างในการกู้เพิ่มเติม เพื่อที่จะมาเยียวยาประชาชน ซึ่งจริง ๆ อาจจะไม่ต้องเยียวยาเลยตั้งแต่แรก ถ้ารัฐบาลได้ทำในสิ่งที่รัฐบาลทำและสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์แนะนำมาโดยตลอด
อภิสิทธิ์ : คือสำหรับผมนะครับ ก็เข้าใจนะครับ รัฐบาลอนุมัติไปแล้วประกาศไปแล้วกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว การโต้แย้งก็เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่สำหรับผมนั้น ถ้ารัฐบาลฟังพวกเราในวันนี้ แล้วเปลี่ยนใจนะครับว่า จริง ๆ ถึงมีอำนาจจะกู้เงินล่ะมีกฎหมายนี้อยู่ แต่ไม่กู้หรอก ไปลดราคาน้ำมัน ไปลดราคาสินค้าให้กับประชาชนตอนนี้เลย แล้วก็ใช้เท่าที่จำเป็นในการดูแลเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ดีกว่านั้นก็คืออย่างที่เราบอกคือไปทำเรื่อง พ.ร.บ.โอนงบให้เรียบร้อยซะก่อนนะครับ ผมว่าจะดีกับทุกคนนะครับ จะดีกับพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนเพราะว่าแก้ปัญหาให้เขาที่ต้นเหตุ ไม่ต้องไปสร้างหนี้ให้ลูกหลานเขานะครับ นายก ฯ ไม่ต้องมาขับรถพุ่มพวง ถูกไหมครับ เราแก้ที่ต้นเหตุครับ แล้วก็ทำให้ทุกฝ่าย สามารถเดินหน้าได้โดยไม่สร้างภาระให้กับอนาคต
#ประชาธิปัตย์ #พรรคประชาธิปัตย์ #DemocratPartyTH #พรกกู้เงิน
