คำต่อคำการปราศรัย “ทัวร์ไทยหายจน อุบลราชธานี อีสานหายจน ด้วยคนทำเป็น”

คำต่อคำการปราศรัย “ทัวร์ไทยหายจน อุบลราชธานี อีสานหายจน ด้วยคนทำเป็น”

ณ ลานมหาวิทยาลัย UMT ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี

โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569

 

กราบสวัสดีพี่น้องอุบลราชธานีที่เคารพรักทุกท่าน รวมทั้งท่านที่เดินทางมาจากจังหวัดใกล้เคียง ก่อนอื่นก็ต้องบอกว่าดีใจมากวันนี้นอกจากจะได้กลับมาพบปะกับพี่น้องแล้วนะครับ มายืนอยู่ตรงนี้ที่ของผู้ก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งต้องบอกว่าสำหรับตัวผมแล้ว ผูกพันกับพรรคประชาธิปัตย์มาตั้งแต่ต้น หลงใหลการเมืองตั้งแต่ยังอยู่ประถมนะครับ ฟังนักการเมืองอย่างท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ทางวิทยุ แต่ตอนนั้นท่านไม่ได้อยู่ประชาธิปัตย์ แต่จำได้นะครับ แล้วก็สุดท้ายได้มีโอกาสมาทำงานกับท่าน ทำงานกับผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้เห็นการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาจนถึงปัจจุบัน ผมเข้าการเมืองตอนอายุ 27 เลขดีมากนะครับ เลขดีมาก เลข 27 จนวันนี้ก็เป็นผู้สูงอายุแล้วครับ ผม 61 แล้วครับตอนนี้ เลยต้องเถียงว่าเมื่อกี้บอกผู้สูงอายุไม่น่าดู ไม่จริงนะ เพราะวันนี้เดินมาทั้งวันบอก “หล่อคือเก่า” ขอบคุณพี่น้องนะครับ วันนี้เดินทั้งวันพี่น้องให้การต้อนรับดีมากนะครับ บางทีมากเกินไปครับ กอดทีนี่ เอวผมนี่ ไม่รู้จะบิดได้กี่องศานะครับ แต่ว่าสิ่งหนึ่งซึ่งวันนี้ที่ผมกลับมาอายุ 61 เนี่ย ผมพยายามที่จะดึงคนใหม่ ๆ เข้ามาอีกนะครับ

ซีกนี้พี่น้องรู้จักดีทุ่มเททำงานให้กับพี่น้องมาทั้งชีวิตนะครับที่อยู่อุบลฯ ทั้งท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ท่านดร.ศุภชัย ศรีหล้า นะครับ คุณชัยวุฒิ (บรรณวัฒน์) ท่านเลขาธิการพรรคนี่ก็เคียงบ่าเคียงไหล่มากับผม เนี่ย 30 กว่าปีนะครับ แต่วันนี้ 3 คนนี้มาใหม่ แล้ววันนี้อย่างน้อย 2 คนซาบซึ้งแล้วนะครับว่า จะได้ทำงานให้กับพี่น้องนี่ ตั้งแต่เช้าจดเย็นน่ะเป็นยังไงนะครับ ท่านอดีตเลขาฯ สพฐ. วันนี้เดินกับผมเนี่ย ตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ เมื่อกี้แอบถามในรถว่าเป็นยังไงบ้าง ท่านบอก โอ้โห เหมือนมาเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ ว่ากว่าจะได้โอกาสจากพี่น้องเข้าไปทำงานต้องทำอะไรบ้างนะครับ ดร.การดี ผมก็ขำอยู่เรื่อยนะครับ เพราะว่าโทรไปชวนนี่ ไม่รู้เหมือนไปหลอกหรือเปล่า บอกชีวิตกำลังสบาย แต่ตอนนี้เต็มที่ เต็มตัวกับการเมือง เพื่อต้องการมาทำงานให้กับพี่น้องประชาชน จริง ๆ สำหรับ ดร.การดี นี่ต้องการทำงานให้พวกเรานะครับ แต่กำลังคิดถึงนู้น ครับใส่ชุดสีชมพูอยู่นู้น ตรงนู้น หันไปดูหน่อยสิครับ โชว์ตัวหน่อย อย่างนั้นแหละครับ นั่นคืออนาคตของประเทศอนาคตของพวกเรา ที่เราคิดถึงเรื่องเหล่านี้ เพราะพรรคประชาธิปัตย์ที่เราอยู่มาถึงทุกวันนี้ เราไม่เคยคิดแก้แต่ปัญหาเฉพาะหน้านะครับ เพราะเรารู้ว่าเราเป็นสถาบันที่ต้องอยู่คู่กับประเทศไทย ทำอะไรในที่สุดต้องรับผิดชอบไปสู่อนาคต ไม่ได้ตั้งพรรคนี้ขึ้นมาเพื่อให้นายอภิสิทธิ์เป็นนายก เป็นแล้วก็จบกันไป ไม่ใช่ พรรคนี้ต้องการที่จะมาทำงานให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน และทำงานให้กับลูกหลาน และทำงานให้กับอนาคตของประเทศไทย นี่คือสิ่งที่เป็นความตั้งใจของเรา และวันนี้ที่ผมต้องกลับมาเรื่องพรรค อย่างที่ท่านเลขาธิการพรรคพูดไปแล้ว นั่นส่วนเล็ก ๆ ครับ เรื่องที่ใหญ่กว่าก็คือเรื่องประเทศ

เรื่องประเทศที่ช่วงที่ผมไม่ได้อยู่ในการเมือง ผมไปไหนมาไหนก็ไม่รู้เป็นอะไรนะครับ ไม่อยู่ในการเมืองไม่มีตำแหน่งทางการเมือง ไม่เป็นนักการเมืองเดินไปตามท้องถนน เค้าก็ยังคิดว่าผมเป็นนักการเมือง ช่วงหนึ่งจำเป็นต้องลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่เคยคิดว่าจะได้ทำในชีวิตนี้ ออกไปจากประชาธิปัตย์ ประมาณ 2 ปีก็แปลกเดินไปไหน คนก็ยังคิดว่าผมเป็นประชาธิปัตย์ ทุกคนเดินเข้ามาแล้วก็ถามผมอย่างเดียวว่า ทำไมบ้านเมืองเรา การเมืองเราเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างไรถ้าให้อธิบาย กลับมาเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน กลับมาเรื่องนักการเมืองที่สนใจแต่ประโยชน์ตัวเอง กลับมาที่นักการเมืองทำอะไรกันอยู่เหรอ เดี๋ยวตกลงกัน เดี๋ยวหักหลังกัน เดี๋ยวย้ายค่าย เดี๋ยวเป็นงูเห่า เดี๋ยวแจกกล้วย แต่ชีวิตประชาชนคนไทย ประเทศไทยไม่เดินไปไหนเลย แล้วก็หันมาตำหนิผม บอกคุณปล่อยให้เป็นอย่างงี้ได้ยังไง ผมก็พยายามอธิบายว่าผมไม่รู้จะกลับมาอย่างไร จริง ๆ มองแทบไม่เห็นว่าจะกลับมาอย่างไร จนกระทั่งประมาณ 3 เดือนที่แล้ว อยู่ดี ๆ ท่านอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ท่านตัดสินใจลาออก วันนั้นก็แปลก วินาทีที่ท่านลาออก ผมนั่งอยู่กับท่านนายกชวน หลีกภัย ท่านก็หันมาหาผมทันทีบอกคุณพร้อมหรือยัง ผมไม่ได้คิดนะครับ แต่ผมก็ต้องรับการบ้านแล้วก็ใช้เวลาอยู่ประมาณ 2-3 อาทิตย์กว่าจะจัดทีมใหม่เข้ามานี่แหละ แล้วก็คิดว่าจะทำให้ดีที่สุด รู้ว่ายากนะครับ วันที่เข้ามานี่ พรรคอื่นเค้าก็เดินหน้าไปเยอะแล้ว แม้แต่ สส.ประชาธิปัตย์ ที่อยู่ตอนนั้น ตอนนั้นยังไม่ได้ยุบสภา 25 คน ก็มากระซิบที่หูผมนี่แหละบอก เดี๋ยวเลือกกลับมาให้เป็นหัวหน้านะ แต่เลือกเสร็จแล้วขอแยกทาง เพราะบอกคุยไปไกลแล้ว ตกลงกับเขาไปแล้วว่าจะย้ายพรรค

ผมก็พูดกับสื่อมวลชน ตอนนั้นไม่ค่อยมีคนเข้าใจผมบอก เชื่อผมสิวันที่ยุบสภา นี่ สส.ประชาธิปัตย์เนี่ยนับแล้วเนี่ยไม่ครบ 2 มือหรอก สุดท้ายเหลือ 8 คนรู้ว่ายากครับ ยังไม่ทันตั้งตัว อ้าว ยุบสภาเร็วขึ้นไปอีก แต่ถึงวันนี้ พวกเราทุ่มเทกัน 100% ให้นโยบายพร้อมผู้สมัคร สส.หาได้ครบทุกเขตเลือกตั้งในประเทศไทย ติดเรื่องคุณสมบัติไปเพียง 1 คน สส.บัญชีรายชื่อติดเรื่องคุณสมบัติ หรือตัดสินใจกลับไปลงที่เขต หายไปแค่ 2 คน เราเดินหน้าเต็มที่ แต่มีผู้สมัครไม่ใช่เป็นเรื่องเดียวนะครับ เรื่องสำคัญกว่าคือทำเรื่องนโยบาย ผม ดร.การดี คุณกรณ์ ซึ่งวันนี้มาไม่ได้ อยากจะมา แต่ว่าติดที่ต้องดีเบตอยู่ที่กรุงเทพ 2 เวที เราคิดทุกเรื่อง ทุกเรื่องรวมทั้ง 6 คำถามที่ถามขึ้นมา แต่เราเริ่มต้นก่อนว่าทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวงเนี่ย จะเรื่องการศึกษา จะเรื่องสาธารณสุข จะเรื่องการเกษตร จะเรื่องอะไรก็ตาม ถ้าบ้านบ้านเมืองไม่สุจริต ไม่ต้องคิดเลยครับ เราไปไหนไม่ได้จริง ๆ นโยบายทุกอย่างบิดเบี้ยว ทุกโครงการมีการทำมาหากินของนักการเมือง และที่สำคัญคือประเทศเราเศรษฐกิจเราถูกครอบงำที่ด้วยสิ่งที่เขาเรียกว่า “ทุนเทา” ต่างชาติมองเราเป็นคนละเรื่องกับในอดีตมองว่าเราเป็นศูนย์กลางที่มีแหล่งหลอกลวงคนทั้งโลกที่เขาเรียกสแกมเมอร์ Call Center เนี่ยอยู่รอบ ๆ ชายแดนเรา แล้วเงินที่หลอกคนทั้งโลกก็เอากลับเข้ามาฟอกในระบบการเงินของเรา พอเป็นอย่างนี้แล้วเขาได้ยินว่ามาลงทุนในประเทศไทย เดี๋ยวก็เจอหน่วยงานนั้น เดี๋ยวก็เจอหน่วยงานนี้ขอเงินใต้โต๊ะ

เราถดถอยมากครับ เพราะฉะนั้น ผมยืนยันว่าสิ่งแรกที่เราต้องทำให้ได้คือสร้างบ้านเมืองที่สุจริต แน่นอนไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่เราเตรียมเรื่องนี้เต็มที่ สิ่งนึงที่เราจะใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด นี่แหละครับผู้เชี่ยวชาญเรื่องเทคโนโลยีเข้ามานี่ คือเราจะทำให้รัฐบาลเนี่ยโปร่งใสจริง ๆ ข้อมูลทั้งหลายต้องเปิดเผยให้พี่น้องประชาชนเห็น สื่อมวลชนเห็น ตรวจสอบได้ แล้วเดี๋ยวนี้มี AI มาช่วยตรวจสอบ แต่สำคัญกว่านั้นนะครับ ในที่สุดเราไม่มีทางแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ ถ้าผู้นำไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณธรรม จริยธรรม และความสุจริต ทำไมหลายครั้งที่เราดูกันเนี่ย เห็นกันชัด ๆ ว่าเกิดปัญหาขึ้นปราบไม่ได้ ก็ติดที่ผู้มีอำนาจ

2-3 ปีที่ผ่านมามีหลายเรื่องวิพากษ์วิจารณ์กัน ซุบซิบนินทากันทั้งประเทศ ทำไมลอยนวลกันอยู่ได้ สุดท้ายก็เป็นเพราะว่ามันติดขัดกับผู้ที่มีอำนาจ วันนี้เขาอาจจะประเมินว่าประชาธิปัตย์โอกาสจะมี สส. เป็นอันดับ 1 อันดับ 2 ยังอาจจะยากอยู่ แต่ผมยืนยันว่าถ้าเลือกประชาธิปัตย์เข้าไปเยอะ ๆ ถึงจุดหนึ่งเขาอาจจะต้องมาให้เราไปร่วมรัฐบาล ผมยืนยันได้ว่าจะเป็นแกนนำรัฐบาลหรือจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลนี่ สิ่งสำคัญที่สุดที่เราจะทำก็คือเราจะต้องบีบให้ใครก็ตามเป็นรัฐบาลนั้น ต้องยึดมั่นในเรื่องของความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่งั้นตั้งต้นไม่ได้ ไม่งั้นไม่ต้องคิด ที่จะแก้ปัญหาอะไรเราจะทำสิ่งนี้ ผมถึงเป็นคนที่ประกาศชัดว่านี่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการเป็นรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์

เทาน่ะ มีแค่เหลือจะให้เหลือแค่เสื้อ กับอีกอันที่ต้องทนน่ะ คือเทาที่อยู่บนศีรษะผมเท่านั้นนะครับ เพราะกลัวคนไม่รู้ว่าเป็นผู้สูงอายุแล้ว นี่คือสิ่งที่ยืนยันแต่จากตรงนี้ไปเนี่ย ทุกเรื่องครับเราตั้งใจ เริ่มต้นจากเศรษฐกิจที่คำว่าเราบอกว่าหายจน เชื่อมั้ยครับ ผมเป็นนายกปีสุดท้าย 2554 ตอนนั้น ก่อนหน้านั้น 2-3 ปีเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก ประชาธิปัตย์ทำให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตประมาณ 5% 7% ได้ คนมีสตางค์หน่อย ถ้าจำได้บอกตลาดหุ้นยุคผมนี่ คือตลาดหุ้นที่พุ่งสูงขึ้นสูงสุดแทบจะเป็นประวัติศาสตร์ สมัยนั้นหนี้ของประชาชนเทียบกับรายได้อยู่แค่ 60% ไม่ใช่ 90% แบบวันนี้ สมัยนั้นเวลาเค้าจัดอันดับประเทศที่ทุจริตคอร์รัปชัน หรือโปร่งใสนี่เราอยู่อันดับไม่ได้ดีเท่าไหร่นะครับ แต่ก็กลายเป็นอันดับสูงสุดที่ในระยะหลังถ้าเทียบกันแล้วเพราะตอนนั้นอยู่ประมาณอันดับ 70-80 วันนี้เราตกมาอยู่อันดับที่ 107 แม้แต่คะแนนสอบวิชาหลัก ๆ ของเด็กนักเรียนวันนั้นก็สูงกว่าวันนี้

ฉะนั้นเบื้องต้นสิ่งแรกเมื่อกี้ถูกสอบถามว่าร้านค้าขายต่าง ๆ ที่ปิดไปเนี่ย มันต้องเริ่มต้นให้เศรษฐกิจเนี่ยกลับไปโตเหมือนเดิม แต่อย่ามาหลอกกันครับว่าวิธีทำให้เศรษฐกิจโต คือรัฐบาลแจก ๆ ๆ ลงทุน ๆ ๆ เป็นเงินรัฐบาลหมดเป็นไปไม่ได้ ก่อนสิ้นปี เรามีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจคนละครึ่ง ผมเดินตลาดทุกคนพอใจมากบอกเงินหมุนเวียนดีมาก ทันทีที่โครงการจบ นี่เดือนมกราคมปั๊บ เดินตลาดอีกที ถามแล้วเมื่อไหร่มาอีก ถ้ากระตุ้นเศรษฐกิจแล้วมันทำให้เศรษฐกิจวิ่งได้ เราก็คงไม่ต้องกลับมาถามกันถูกมั้ยครับ เราจะต้องหาวิธีการคือกระตุ้นเศรษฐกิจจำเป็นก็ทำนะครับ พี่น้องเดือดร้อนก็ทำ แต่เราต้องกลับมาทำให้เศรษฐกิจมันกลับมาโตเหมือนในอดีตได้ ไม่ใช่ 2% 3% แบบ 10 กว่าปีที่ผ่านมาเราจึงบอกว่าประชาธิปัตย์นี่ตั้งเป้าเลยภายใน 4 ปีกลับไปโตอย่างน้อย 5% คนบอกทำได้เหรอ 2% เป็น 5% มันมากกว่าเท่าตัว ผมกลับถามกลับว่าแล้วทำไมประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนเขาทำได้หมดอ่ะครับ ถ้ามันยากมันเย็นเนี่ยทำไมประเทศเพื่อนบ้านเราทำได้หมด 5% เหลือแต่เรานี่แหละ 2% 3% มามันถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนบทบาทรัฐบาลและรื้อโครงสร้างเศรษฐกิจ

ทำไงผมบอกว่า 1. เราเอาเทคโนโลยีเข้ามา 2. เทคโนโลยีเนี่ยเราเอาข้อมูลมาชี้ทางให้เห็นว่าเศรษฐกิจจะเดินยังไง เอกชนจะตัดสินใจได้ด้วยความมั่นใจและโดยเฉพาะถ้าบ้านเมืองสุจริตแล้วเกิดการลงทุน 3. เราลงทุนเรื่องคนซึ่งเดี๋ยวไล่ให้เห็นว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องคนยังไง เราจะเกิดอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาที่เป็นไปได้ ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ท่องเที่ยวที่ต่อยอดไปสู่ธุรกิจอื่น ๆ เช่นธุรกิจด้านสุขภาพ Wellness อย่างนี้เป็นต้น นี่คือสิ่งที่เราวางเป็นเป้าหมายไว้ และเศรษฐกิจจะดีขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อสักครู่ถูกถามว่าที่เดินไปในเมืองเนี่ย ค้าขายเนี่ย ทำไมร้านนั้นเปิดร้านนี้ปิด ร้านนี้เดี๋ยวเปิดเดี๋ยวปิด ก็ต้องบอกว่าเพราะโครงสร้างเกี่ยวกับการค้าขายเนี่ย มันถูกเปลี่ยนไป เราเจอกับอะไรบ้างครับ เราเจอกับสินค้าราคาถูกมาจากต่างประเทศหลายครั้งไม่ได้มาตรฐาน หลายครั้งถือว่าเป็นการทุ่มตลาด หลายครั้งถือว่าเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม แต่เราไม่ทำอะไร เราปล่อย บางทีเราไปกล่าวหาเขาอีกว่าเป็นชาตินั้นชาตินี้เป็นเทา ผมบอกได้เลยว่าชาติอื่นไม่มีทางมาเป็นเทาที่นี่ ถ้าไม่มีไทยเทา

ของผิดกฎหมายเข้ามาไม่ต้องไปด่าเค้าครับ ด่าเจ้าหน้าที่เราว่าทำไมปล่อยให้เข้ามาได้ คนเป็นนักธุรกิจเนี่ย เรียกร้องกับผมมาตลอดนะบอกประเทศไทยอยากมีศูนย์บริการจุดเดียว Stop Service เข้ามาลงทุนเข้ามาทำมาค้าขายไปขอที่เดียวได้มั้ยได้ใบอนุญาตทุกอย่าง เคยได้มั้ยครับในที่สุด ไม่ได้ แต่แปลกมั้ยเดี๋ยวนี้นะ แค่ค้นหาในเว็บเนี่ย มีศูนย์บริการผิดกฎหมายจุดเดียว เขียนราคาเลยจ่ายเท่านี้ได้ทุกใบอนุญาต เราปล่อยแบบนี้ แล้วเราก็ยังไม่สามารถทำให้คนที่มาลงทุนในเศรษฐกิจดิจิทัลที่เป็นแพลตฟอร์มต่าง ๆ ค้าขายเนี่ยให้ความเป็นธรรมหรือส่งเสริมธุรกิจไทยเท่าที่ควร จริง ๆ เป็นหุ้นส่วนกันได้ ดร.การดี จะทำเรื่องนี้ครับ ฉะนั้นตรงนี้อาจจะเป็นคำตอบส่วนหนึ่งว่าเศรษฐกิจต้องโต และเศรษฐกิจต้องเป็นธรรม และเราจะหากติกาเงื่อนไขที่ทำให้เงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาก็ดี ชาวต่างชาติที่เข้ามาก็ดี หรือใครที่มาทำมาหากินในประเทศไทยก็ดีเนี่ย ต้องคืนกำไรในรูปแบบของการต่อยอดให้คนไทยมีรายได้มากขึ้น

วันนี้เดินหลายถนนหลายเส้นครับแต่ที่ชอบที่สุดก็คือเวลาที่ได้กินหมูยอ เพราะเป็นรูปธรรมของการเอาสิ่งที่เรามีอยู่เนี่ยมาแปรรูปมาเพิ่มมูลค่า นี่คือตัวอย่างของอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นได้แน่นอน และจะเป็นคำตอบเรื่องภาคการเกษตรด้วย ต่อไปนี้ข้าว มัน ยาง มันสำปะหลังจะต้องไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่าโภคภัณฑ์ แต่ต้องกลายเป็นผลิตภัณฑ์ให้ได้ ยางพาราเนี่ยถ้าเราสามารถทำให้เกิดการลงทุนในการแปรรูปยางได้ ผมมั่นใจนะครับว่ายางเนี่ยขึ้นไปได้ 80 บาทอาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ จริง ๆ สมัยที่ผมเป็นนายกยางก็เกิน 100 บาท ข้าวเหมือนกันครับ มันสัปะหลังเหมือนกัน แต่สิ่งเหล่านี้เนี่ยต้องมีการปฏิรูประบบการเกษตร เอาเทคโนโลยีมาใช้ ใช้ทรัพยากรไม่ว่าจะเป็นดินน้ำให้คุ้มค่ามากขึ้น ทำอย่างไรเรามีนโยบายในการที่จะรวมกลุ่มเกษตรกรในการที่จะทำให้สหกรณ์ กลายเป็นเหมือนวิสาหกิจที่สามารถทำให้เกษตรกรรายเล็กรายน้อยเข้าถึงเทคโนโลยี ปรับปรุงเพิ่มมูลค่าเพิ่มผลผลิตของตัวเองแล้วไปต่อยอดในอุตสาหกรรมแปรรูปได้ แต่ระหว่างที่ทำไม่ได้ไม่เป็นไร จำได้มั้ยว่าผมเป็นนายก ผมเป็นคนที่เอาระบบประกันรายได้เกษตรกรเข้ามา ที่นี่ชอบเรียกเงินส่วนต่าง จำได้มั้ยครับนั่นคือหลักประกันว่าอย่างน้อยทำการเกษตรแล้ว ไม่ขาดทุน แต่ผมจะต่อยอดตรงนี้ปรับปรุงตรงนี้ จะมีเรื่องของการช่วยเหลือเรื่องต้นทุนการผลิตมาให้ตั้งแต่ต้นฤดูกาล 1,000 บาท และจะทำให้เราจูงใจให้เกษตรกรนั้นปรับไปสู่เกษตรที่มีมูลค่าสูงขึ้น ๆ นี่คือคำตอบในเรื่องของการเกษตร

เศรษฐกิจในภาพรวมก็เป็นส่วนนึง อีกส่วนหนึ่งก็คือเราก็ต้องดูแลความมั่นคงของชีวิตของทุก ๆ คน ซึ่งตรงนี้ก็อยากจะบอกครับ ดร.ศุภชัย ไล่ไปให้เห็นแล้วล่ะว่าเราเนี่ยคิดเรื่องนี้มาตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนมโรงเรียน อาหารกลางวัน เรียนฟรี กองทุนกู้ยืม มาจนถึงเรื่องเบี้ยยังชีพ หรือ อสม. ประชาธิปัตย์คือคนเริ่มต้นทั้งหมด จึงไม่ต้องมาถามว่าเราจะหลอกมั้ย ผมเนี่ยตอนที่หาเสียงปี 50 บอกว่าจะทำเรื่อง อสม. เบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุ เรียนฟรี 15 ปี เลือกตั้งเสร็จไม่ได้เป็นนายก แต่ถัดมาเนี่ยเกิดวิกฤตทั้งการเมือง ทั้งเศรษฐกิจโลก ผมต้องมาเป็นนายก ปลายปี 51 ผมยังบอกเลยว่าวิกฤตโลกจะหนักหน่วงสาหัสเท่าไหร่ แต่สิ่งที่เคยพูดไว้กับประชาชนต้องทำให้สำเร็จ และผมบอกให้ทำให้สำเร็จภายใน 99 วันหลังจากรับตำแหน่ง และผมทำสำเร็จครับ และผมพิสูจน์มาตลอดชีวิตการเมืองผมว่าผมเป็นคนรักษาสัจจะ ผมเข้าใจครับ 2 ปีก่อนมีคนมาบอกว่าจะได้ 3,000 ไงใช่มั้ยครับ โอ้โห ลูกหลานโทรกลับมาทั่วประเทศเลยบอกคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย พ่อแม่ เลือกเถอะได้ 3,000 วันนี้คนที่เคยบอก 3,000 ลดลงมาเหลือ 1,000 เหมือนกัน แต่ของผมพูดด้วยความมั่นใจว่าประชาธิปัตย์เป็น 1,000 ถ้วนหน้าได้แน่นอน แล้วเราไม่ได้หยุดแค่เรื่องเบี้ยยังชีพนะครับ วันนี้เป็นห่วงผู้สูงวัยนอกจาก 1,000 บาท เรามีเรื่องของการดูแลความปลอดภัยของผู้สูงวัย ตอนนี้ให้เฉพาะบ้านที่มีผู้สูงวัย อายุ 70 ขึ้นไป คือเราไปดูสถิติว่ามีผู้สูงวัยเนี่ยล้มแต่ละปีเยอะมากนะครับ เราบอกว่าบางทีบ้านเรือนที่อยู่อาศัยเนี่ยเราไม่ได้ปรับไว้ให้มันปลอดภัยสำหรับผู้สูงวัย มีราวจับประตูห้องน้ำควรจะเป็นแบบไหน เปิดเข้าเปิดออกหรือจะเป็นประตูเลื่อน เราจะมีนโยบายว่าบ้านไหนมีผู้สูงวัย อายุเกิน 70 สภาวะแวดล้อมไม่ปลอดภัย ถ้าทำให้เกิดความปลอดภัยขึ้น เราช่วยให้ 50,000 บาท เราคิดละเอียดถึงขั้นว่าผู้สูงวัยวันนี้มีความทุกข์อย่างนึงคือรอคิวทำฟันครับ คือเวลาเหลือไม่เยอะ อยากจะกินอาหารอร่อย ๆ เคี้ยวของที่มันเคี้ยวยากสักหน่อย เราก็เลยบอกว่าเราจะจัดระบบ FastTrack พูดง่าย ๆ ผู้สูงวัยได้ลัดคิวทำฟันก่อนนี่ก็เป็นนโยบายของเรา ผู้สูงวัยคนไหนมีบ้านสามารถเอาบ้านเนี่ยมาพูดง่าย ๆ ขายไว้กับรัฐเอาเงินไปเลี้ยงชีพตัวเองก่อนเสียชีวิตไปแล้วทายาทค่อยมาซื้อคืน นี่คือนโยบายที่เราคิดมาสำหรับผู้สูงวัยนะครับ นี่ตอบไป 3 คำถามแล้วนะครับ

มีเรื่องอื่นนะครับที่จำเป็นจะต้องตอบเรื่องของการศึกษานะครับ เอาการศึกษาก่อน เรื่องของการศึกษาเนี่ยต้องบอกอย่างนี้ครับว่า เราเคยทำเรื่องเรียนฟรี เราเคยทำเรื่องโครงการคืนครูให้นักเรียน ก็คือเราต้องการให้ครูเนี่ยทุ่มเทเวลาทั้งหมดกับการเรียนการสอนไม่อยากให้ต้องมาทำงานอื่น ตอนนั้นเราก็ทำโครงการนี้อนุมัติให้มีการจ้างบุคลากรมาช่วยโรงเรียน ปรากฏว่าพอผมไม่ได้เป็นนายกมาผ่านมา 15 ปีเรียนฟรี กลับถดถอยนะมีค่าใช้จ่ายแฝงขึ้นมาจากตรงนั้นตรงนี้ และโครงการคืนครูให้นักเรียนเขาบอกก็ถูกค่อย ๆ เลิกไปผมเพิ่งไปเยี่ยมโรงเรียนที่ภาคใต้โรงเรียนหนึ่ง มาบอกกับผมตรง ๆ ว่าว่าทุกวันนี้ก็ต้องหาทางเก็บเงินจากพ่อแม่ผู้ปกครองทำผ้าป่าการศึกษาทำอะไรสารพัดเพียงเพื่อจะจ้างบุคลากรในโรงเรียนยังไม่นับรวมเรื่องการอาจจะต้องไปจ้างครูสอนภาษาต่างประเทศหรืออื่น ๆ เข้ามานั้นเราก็ยืนยันว่าเรื่องเรียนฟรีจริงต้องกลับมาเรื่องคืนครูให้นักเรียนต้องกลับมาแล้ววันนี้ทำง่ายขึ้นเพราะเด็กเกิดน้อยครับ มีจำนวนน้อยลงเราก็จะเข้าไปดูแลเรื่องพวกนี้ และสำคัญที่สุดก็คือหลักสูตรต้องมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ ไอ้คำว่าบุฟเฟ่ต์การศึกษาที่มันเกิดขึ้นเนี่ย เพราะทุกวันนี้คนรุ่นใหม่เขาไม่ได้ต้องการหลักสูตรสำเร็จรูปเดิม ๆ ครับ จบออกมาอยากมีงานทำที่มันมีความหลากหลายมีความเป็นอิสระ บางคนอยากทำหลายเรื่องพร้อมกัน แต่หลักสูตรสำเร็จรูปไม่ได้ตอบโจทย์เขา เราก็เปรียบเทียบให้เห็นเหมือนเข้าร้านอาหารแล้วปรากฏว่าถูกบังคับว่าต้องกินแบบนี้นะ เปลี่ยนซะเป็นบุฟเฟ่ต์ ก็คืออยากกินอะไรก็กินใช่มั้ยบุฟเฟ่ต์ แต่ของเราบอกว่าอยากเรียนอะไรก็ต้องได้เรียน เอามาประกอบกันสะสมกันเป็นหน่วยกิตต่าง ๆ ถ่ายโอนได้สะสมได้ และแม้กระทั่งผู้ใหญ่เราก็จะมีเรื่องคูปองการศึกษาสนับสนุน พอดีผู้ถามถามเรื่องกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ จริง ๆ รัฐธรรมนูญน่ะบังคับให้ออกมาแล้ว แต่ยังไม่ออกและไอ้ที่ร่าง ๆ มาผมก็ไม่เห็นว่ามันจะดีหรือต่างจากสมัยที่ผมทำไว้ตั้งแต่ปี 2542 แต่ถ้าประชาธิปัตย์เข้าไป กฎหมายการศึกษาแห่งชาติต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจริง นอกจากเรื่องแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องบุฟเฟ่ต์การศึกษาแล้ว จะมีเรื่องของการกระจายอำนาจเพราะทุกวันนี้ถ้าเราจะเปลี่ยนแปลงให้ทันโลก แล้วรอคอยกระทรวงศึกษาเนี่ยมันเป็นไปไม่ได้ล่ะครับ ท่านรองอัมพรก็บอกผมบอกวันนี้มันต้องกระจายออกไปแล้วสมัยท่านก็อยากจะกระจายนั่นแหละ แต่ท่านไม่ได้เป็นนักการเมืองมีแต่ถูกบังคับจากนักการเมืองว่า วันดีคืนดีเค้าก็บอกว่าให้กลับไปขึ้นกับผู้ว่าราชการจังหวัด ก็มีใช่มั้ย แต่ยุคนี้ไม่ใช่และประชาธิปัตย์จะแก้กฎหมายเหล่านี้เพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจความยืดหยุ่นความคล่องตัวสำหรับการศึกษานี่ก็คือสิ่งที่เราจะทำ ความจริงมีนโยบายที่เกี่ยวกับคนอีกเยอะนะครับ

เรื่องแม่และเด็กเกิดใหม่ที่เราเห็นกันโฆษณาไปแล้ว ประชาธิปัตย์นะครับว่าสำหรับแม่ที่มีลูกปีแรกนี่เราจะให้ 65,000 บาท เดือนละ 5,000 ปรบมือนี่เตรียมมีลูกกันเหรอครับ อ้อ หลานๆ ก็คือเราอยากจะช่วยแม่ที่ให้มาดูแลลูกจริง ๆ ชดเชยรายได้ที่สูญเสียไปแล้วก็มาสนับสนุนเต็มที่เรื่องโภชนาการ เรื่องอาหารเพื่อให้สมองพัฒนา แล้วเราจะเริ่มเติมเงินใส่บัญชีเด็กด้วยนะครับ ไม่ให้ถอนนะแต่ว่าทำยังไงว่าพอเด็กโตขึ้นมาพอเขามีอายุครบ18เขาจะมีเงินในบัญชีเค้า 100,000 บาท ตั้งตัวได้ หรือไปเรียนรู้สิ่งที่เขาต้องการจะเรียนก็ได้นะครับนี่ก็คือเรื่องการศึกษา

สาธารณสุข อยากเรียนอย่างนี้ครับจริง ๆ การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุขเนี่ย แม้แต่ตอนเราเจอวิกฤตเศรษฐกิจ ท่านจำได้มั้ยว่าเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งเราทำเรื่องไทยเข้มแข็ง นั่นคือสำหรับหลายโรงพยาบาลทั่วประเทศนะคือครั้งสุดท้ายที่มีใครจริงจังกับการมาขยายสิ่งเหล่านี้ แต่วันนี้เนี่ยมันเห็นได้ชัดครับว่าค่าใช้จ่ายของประชาชนเรื่องสาธารณสุข และค่าใช้จ่ายของรัฐเนี่ย มันเพิ่มขึ้นแน่นอน เพราะมันมีผู้สูงวัยเยอะมากและค่าใช้จ่ายของโรคที่ไม่ติดต่อมักจะเป็นโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง เราก็เลยมีปัญหาทั้งเรื่องความแออัดในโรงพยาบาล และมีปัญหาทั้งเรื่องของค่าใช้จ่าย แนวคิดประการนึงก็คือว่าในการบริหารจัดการระบบการหลักประกันสุขภาพขณะนี้เนี่ย มันต้องดึงสิ่งที่มันมีอยู่แล้วนะครับก็คือคลินิกในภาคเอกชน และสถานบริการอื่น ๆ เนี่ยเข้ามาเป็นเครือข่ายในการบริการมากขึ้น เพื่อลดความแออัด แต่ปัญหาที่ผ่านมาบอกกันตรง ๆ อย่าว่าจะไปดึงคนอื่นเข้ามาเลย โรงพยาบาลรัฐด้วยกันเองเนี่ยทุกวันนี้จะส่งต่อคนไข้นี่ยังมีปัญหาเยอะมากเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะไม่ค่อยมั่นใจเรื่องใครจะต้องเป็นคนรับภาระถูกมั้ยครับ ยังไม่นับว่าหลายครั้งนี่ก็คือไม่มีศักยภาพและก็ประชาชนเนี่ย ถ้ามีทางเลี่ยงทางเลือกอื่นก็ไม่อยากจะไปรอคิวก็วิ่งเข้าไปโรงพยาบาลเอกชนซึ่งก็มีค่าใช้จ่ายสูงมาก ๆ ผมว่านักการเมืองทุกคนบนเวทีนี้เจอมาหมดแล้วครับ โทรศัพท์มาจากคนในเขตเลือกตั้งเราบอกเนี่ยอยู่โรงพยาบาลเอกชนไม่ไหวแล้ว แต่วิ่งไปก่อนเพราะอะไรรอคิวไม่ไหว รอทนความแออัดไม่ไหว วิ่งไปก่อนแต่ถึงเวลาพอเงินไม่พอก็มาขอบอกหาทางให้เข้าโรงพยาบาลรัฐได้มั้ย เจอกันหมดครับ งั้นเราต้องสะสางระบบตรงนี้ ท่านนึกออกมั้ยครับว่าความจริงกรณีของฉุกเฉินเนี่ยเป็นกรณีเดียวที่มีการพัฒนามาแล้วที่ว่าคนสามารถไปรับบริการฉุกเฉินและมั่นใจได้ 72 ชั่วโมง แล้วก็มีการส่งต่อไป  แต่อันนี้ก็ยังมีปัญหานะครับเพราะฉุกเฉินเนี่ยเขานิยามไว้ค่อนข้างแคบผมเจอคนที่บอก โอ้โห จะตายอยู่แล้วเข้าไปเขาบอกยังไม่เข้าข่าย มาใช้สิทธิ์ตรงนี้ได้ นี่เราก็จะแก้ไขเพราะฉะนั้นเรื่องสาธารณสุขนี่เราก็มีคำตอบ เพราะเราก็คิดถึงเรื่องเหล่านี้มาโดยตลอดนะครับ ให้ความสำคัญกับทุกนโยบายไม่ว่าจะเป็นมิติทางด้านเศรษฐกิจ หรือสังคม

ชายแดนเหมือนกันครับหลายพรรคเดี๋ยวนี้พูดง่ายมาก เด็ดขาด เลือกเค้าแล้วจบ ไปถามจริง ๆ เถอะครับจบยังไง ยังไง 2 ประเทศนี้ก็เป็นเพื่อนบ้านกันครับ ไม่หนีกันไปไหนหรอก แต่วันนี้เนี่ยสิ่งที่ประชาธิปัตย์จะทำ ถ้าไม่นับเรื่องการเยียวยาเฉพาะหน้านะ ท่านเคยได้ยินมั้ยว่าผมเป็นคนเดียวนะ พรรคเดียวที่เรียกร้องบอกว่า เฮ้ย ถ้าเกิดรัฐบาลอยากทำคนละครึ่งช่วงเลือกตั้ง ซึ่ง กกต. จะไม่ค่อยยอมนะ เพราะเขากลัวไปหาเสียงเนี่ยผมบอกประชาธิปัตย์ยอมเลยสำหรับ 2 พื้นที่คือหาดใหญ่ กับชายแดนไทยกัมพูชา เพราะพี่น้องเดือดร้อนจริง ๆ ผมก็มีโอกาสไปเยี่ยมพี่น้องที่อยู่ในที่จุดอพยพนะครับในช่วงก่อนหน้านี้ก่อนที่จะได้เดินทางกลับ เรารู้ว่าเดือดร้อนแต่ประเด็นก็คือวันนี้มาถึงจุดนี้ สิ่งสำคัญคือ 1. คือการต่างประเทศครับ เพราะตอนนี้ทหารเราเนี่ยสามารถเข้าไปยึดพื้นที่ตามแนวที่เราต้องการได้ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือเราไม่รู้กัมพูชาเนี่ยจะเข้ามาก่อกวนจะเข้ามารุกรานเราอีกเมื่อไหร่ แต่วันนี้มีสัญญาในการหยุดยิงอยู่ ต้องรุกต่อครับ เอาผู้สังเกตการณ์ต่างประเทศเนี่ยไปอยู่ในฝั่งกัมพูชาให้ได้แล้วจะมาอ้างว่าอุบัติเหตุอะไรนะ ลูกปืนคอ นู่นนี่มาเล่นไม่ได้แล้วครับ เอาต่างชาตินี่แหละเข้าไปดูเลยว่าไม่มีการลำเลียงอาวุธหนัก ไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังพลเข้ามาที่จะมาทำให้ข้อตกลงที่นำไปสู่สันติภาพเนี่ยถูกละเมิด ผมเป็นรัฐบาลนี่คือสิ่งที่ต้องทำครับ และเราก็จะได้เดินหน้าต่อว่าในกระบวนการที่จะตกลงกันเรื่องเขตแดนจะต้องเดินหน้าอย่างไร และแน่นอนไม่ต้องกังวลครับ สมัยผมตอนที่กัมพูชาเข้ามาก่อกวน ผมก็ให้กองทัพดำเนินการเต็มที่ 12 วันจบ ฮุนเซนด่าผมจนถึงทุกวันนี้

เพราะฉะนั้นทุกเรื่องครับ 6 ข้อน่าจะตอบครบนะครับ คือสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เราเตรียมเราพร้อมที่จะทำ แต่จะได้ทำมั้ยนี่อยู่ที่พี่น้องนะ ตบมือเชียร์เฉย ๆ ไม่ได้ทำหรอกครับ ตบมือเชียร์เฉย ๆ พ่อยายสุทัศน์สอบตก ตบมือเชียร์เฉย ๆ ธนาพรสอบตก วันนี้ต้องช่วยกันจริง ๆ ครับ เขตเลือกตั้งตั้งทุกเขตนะครับเพราะผมเชื่อว่าหลายคนไม่ได้แค่เอ่ออยู่ในเขต 1 เท่านั้นและบางคนก็ไม่ได้อยู่อุบลราชธานี และทุกคนมีเพื่อนฝูงพี่น้องทั่วประเทศไทย เรื่องเขตเลือกตั้งสำคัญครับเพราะว่าจำนวน สส. เขต มันเยอะกว่าจำนวน สส.บัญชีรายชื่อเยอะนะครับมัน 400 กับ 100 ประชาธิปัตย์จะมีกำลังมาก ๆ ต้องได้ สส.เขตเยอะ ๆ วันนี้มาที่นี่เอาคนนี้ก่อนเบอร์ 7 เนี่ย เพราะว่าเหลืออีกเท่าไหร่ 25 วัน 25 วัน น้ำหนักต้องลดอีกเยอะเอาให้ผอมเท่าผมเนี่ยนะครับ ต้องช่วยจริง ๆ นี่คือคนตั้งใจมาแล้วมาในสถานการณ์ที่รู้ว่ายากลำบากแค่ไหนสำหรับการมาอยู่พรรคประชาธิปัตย์ แต่วันนี้ก็ดีใจครับหลายคนที่ผูกพันกับพรรคประชาธิปัตย์กลับมา เป็นกำลังใจให้กับเราแต่ไม่พอนะครับ วันนี้ต้องขยายฐานออกไปให้ได้ แล้วต้องเริ่มต้นทำให้ได้ครับ ผมไม่ได้กดดันเค้านะ แต่ผมบอกว่าหลายปียาวนานมาหลายสิบปีนี้นี่ ประชาธิปัตย์ได้ สส.อุบลฯ ทุกครั้งไม่ได้กดดันนะแต่คุณต้องทำให้ได้ แล้วจะกดดันรองหัวหน้าต่อว่าถ้าไม่ได้นี่ท่านต้องรับผิดชอบด้วยหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่เราอยากจะให้พี่น้องให้โอกาสเราและในระบบบัญชีรายชื่อก็คือเลือกพวกเราเข้าไปให้มีโอกาสไปทำงาน อย่างที่ผมบอกครับวันนี้หลายคนบอกว่าโอ้ยเขาแข่งกันอยู่ประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคใหญ่เหมือนเดิม แต่ผมบอกว่าเรามีโอกาสเป็นพรรคที่ใหญ่พอที่จะกำหนดชี้ทางว่าประเทศและรัฐบาลจะเป็นอย่างไร และถ้าเรากลัวว่าด้านหนึ่งจะมีรัฐบาลที่ไม่กล้าจัดการทุจริตคอร์รัปชันหรือทุนเทาอีกด้านหนึ่งเรากลัวว่าจะเป็นรัฐบาลที่ไปสร้างความแตกแยกเล่นกับเรื่องที่มันละเอียดอ่อน บอกได้เลยว่า ถ้าประชาธิปัตย์มีเสียงพอเป็นตัวแปร เราคือทางเลือกที่ท่านจะปลอดภัย เพราะเราจะทำให้ 2 เรื่องนี้มันไม่เกิดขึ้น ฉะนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาไปมากกว่านี้ เราได้ข้อสรุปอยู่อุบลฯ เขต 1 เลือกเบอร์อะไรครับ เสียงดังแค่นี้สอบตกแน่นอน เบอร์อะไรครับ (เบอร์ 7) เบอร์อะไรครับ (เบอร์ 7) เอาล่ะแล้วสำหรับบัญชีรายชื่อ บัตรสีชมพู เบอร์ (27) เบอร์ (27) เบอร์ (27) ขอบคุณพี่น้องทุกท่านครับ สวัสดีครับ

 

#ประชาธิปัตย์ #พรรคประชาธิปัตย์ #DemocratPartyTH

ทุกเสียงของประชาชนมีความหมาย

ร่วมส่งความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ หรือปัญหา