
คำต่อคำ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สังกัดพรรคประชาธิปัตย์
คำต่อคำ นายอนุชา บูรพชัยศรี
ผู้สมัคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สังกัดพรรคประชาธิปัตย์
16 พฤษภาคม 2569
กราบสวัสดี ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ท่านผู้บริหารพรรค ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านอดีตผู้บริหาร กทม.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็ท่านว่าที่ผู้สมัคร สก.ทั้ง 50 เขต รวมไปถึงพี่ๆสื่อมวลชนที่คุ้นเคย
ที่สำคัญที่สุดขอสวัสดีไปยังพ่อแม่พี่น้องชาวกรุงเทพมหานครทุกท่าน “ผม เจมส์ อนุชา บูรพชัยศรี” (ต้องบอกว่าใครก็ตามที่จะอภิปรายในสภา หรือ ขึ้นมาปราศรัยหลังจากหัวหน้าอภิสิทธิ์ จะได้เกรด B ตลอดไม่เคยได้เกรดA เพราะว่าส่วนใหญ่เขาจะให้เกรด A ไปแล้วน กับ Top Student)
ซึ่งวันนี้ก็จะพยายามที่จะมาสื่อสารกับท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพี่น้องชาว กทม. แล้วก็กับสื่อมวลชนหลายๆส่วนด้วยที่สอบถามเข้ามาตลอดระยะเวลาเกือบสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าเหตุใดจึงเข้ามาเป็นผู้สมัครเป็นแคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในนามพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ ผมคิดว่าในห้อง ไม่ต้องไปไกลถึงขนาดไปดูโพลอะไรที่ไหน เอาแค่ในห้องนี้ ซึ่งเป็นผู้สมัครเป็นพรรคประชาธิปัตย์เป็นสมาชิก ถ้าถามออกมาว่า ณ วันนี้ใครมาอันดับ1 พวกเราก็คงจะต้องทราบกันดีอยู่ และอาจจะพูดเป็นเสียงเดียวกันด้วยซ้ำไป แต่ว่าอันนั้นไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะทำให้ผมมีความย่อท้อ หรือว่าทำให้ผมตัดสินใจเป็นอย่างอื่น
ผมต้องเรียนอย่างนี้ สิ่งที่ผมคิดว่าผมกลับมาครั้งนี้จริงๆ ผมได้บอกกับเพื่อนๆที่อยู่ในแวดวงการเมืองบอกกับผู้หลักผู้ใหญ่ในครอบครัวของผม บอกกับเพื่อนฝูงที่อยู่ในแวดวงธุรกิจว่า ผมคงจะวางมือการเมืองแล้ว ตั้งแต่รอบของครั้งที่แล้ว ที่มีการเลือกตั้ง แล้วผมก็คำนวณไว้แล้วว่า เมื่อยุบสภาตามปกติ 4 ปี ตามวาระ ก็จะไปจบที่ 2570 หมายความว่าผมก็คงจะมีอายุที่พอสมควรที่จะเกษียณได้แล้ว โดยที่ว่าไม่ได้เป็นเรียกว่า early retire
แต่บังเอิญในเรื่องของสภาเอาแน่เอานอนไม่ได้ มีการยุบสภาก่อนวาระเกือบ 2 ปีนั่น หมายความว่าผมเองก็ต้องมีความรู้สึกเหมือนกับว่าต้องเฟสออก หรือ ว่าถอยห่างออกจากการเมืองไปโดยปริยาย แต่อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่าที่ผ่านมา ถามว่าแล้วทำไมผมถึงอยากที่จะออกจากการเมืองไปทั้ง ๆที่จริง ๆ แล้ว คนอื่นเขาก็บอกว่าผมเป็น สส.แค่ 3 สมัยก็ไม่ได้เยอะอะไรมากมาย ยังเป็นได้อีก 4สมัย 5 6 7สมัย
ผมก็ต้องบอกอย่างนี้ว่า ในความรู้สึกของผมตอนนั้นจริงๆ ประชาธิปัตย์ก็เคย สอบถามผมว่าสนใจในเรื่องของการที่จะมาลงสมัครในส่วนของท้องถิ่นบ้างหรือไม่ ทุกคนเข้าใจผมตรงกันเลย ว่าผมบอกเลยว่าผมไม่ได้คิดที่จะลงมา เพราะผมยังมีความรู้สึกว่าผมยังนำเสนอแนวคิดไอเดียในระดับชาติยังไม่ครบถ้วน
หลายเรื่อง ที่ผมอภิปรายในสภาตลอด 3 สมัยที่ผ่านมาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการที่จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยของเรามีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทำอย่างไรให้ประเทศไทยของเรามีขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ดีขึ้น ทำอย่างไรให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนกรุงเทพฯโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของกับดักของรายได้ ซึ่ง ณ วันนี้ประเทศไทยอยู่รายได้ปานกลางมันควรที่จะก้าวไปอยู่รายได้สูงได้แล้ว เพราะเราติดกับดักนี้มาเป็น 10 ปีประเทศอื่นเคยอยู่ตรงนี้ไม่ว่าจะเป็นเกาหลี ไต้หวัน เป็นอะไรไปกันหมดแล้ว แต่เราก็ยังย่ำอยู่กับที่มาเป็น 10 ปีแล้ว ไม่ว่าจะผ่านรัฐบาลมากี่สมัย กี่ยุค แต่ผมก็ได้นำเสนอทั้งหมดเหล่านี้ไปจนครบถ้วน หรือ
แม้กระทั่งล่าสุดที่มีการพูดถึงเรื่องของโครงการที่จะมีกันเกิดขึ้นที่ภาคใต้ ผมก็เคยนำเสนอหลายๆ สิ่งหลายๆ ส่วนเข้าไปแล้วก็คิดว่าได้นำเสนอทุกอย่างไปหมดแล้ว แต่มันไม่เป็นรูปธรรมก็เพราะว่าบางเรื่องเราไม่สามารถที่จะเข้าไปแตะ ในเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ได้ บางครั้งเป็นบางส่วนของรัฐบาลก็ยิ่งพูดยากเข้าไปใหญ่ แต่ถ้าเป็นของฝ่ายค้านพูดได้เต็มที่ แต่ถึงอย่างไรบางครั้งมือในสภามันก็ไม่พอ เพราะฉะนั้นมันก็ไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ เหล่านี้ไปได้ แล้วสุดท้ายผมก็คิดว่าผมได้พูดทุกอย่างที่ผมคิดว่าควรจะทำรวมทั้งอุตสาหกรรมในอนาคตเราพูดถึง New S-Curve อุตสาหกรรมที่เราจะต้องนำขึ้นมา เพื่อที่จะเปลี่ยนผ่านทั้งหมด มีอะไรบ้าง ผมคิดว่าผมได้นำเสนอจนหมดแม็กแล้ว และไม่เหลือแล้ว ผมถึงบอกว่า ผมถึงจะคิดจะเฟสออกมา
แต่มาวันหนึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้ให้โอกาสโดยสอบถามอีกครั้งหนึ่ง เป็นการสอบถามว่ายังสนใจที่จะมาลงสมัครในการเลือกตั้งท้องถิ่นนี้หรือไม่ เป็นแคนดิเดตของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ทุกท่านเชื่อมั้ย จากเดิมที่ผมเล่าให้ฟังทั้งหมดว่าผมคิดว่าผมคงไม่ได้สนใจแล้ว ก็หมดไฟ หมดแพสชันไปแล้ว วินาทีนั้นที่เกิดขึ้นกับผมก็คือว่าในใจผมมันเหมือนมีไฟลุกขึ้นมาเหมือน เหมือนอะไรก็ไม่รู้คิดขึ้นมาทันทีเลย มันเป็นอะไรที่ผมอยากทำ มันเป็นอะไรที่ผมยังไม่ได้ทำ มันเป็นอะไรที่กรุงเทพฯ ผมไม่เคยนำเสนอในเรื่องของที่เกี่ยวข้องกับใกล้บ้านเมืองเกิดผมเลย มันเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องของมหาภาค เรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องของอะไรต่าง ๆ
ปรับโครงสร้างประเทศ แต่ไม่เคยคิดที่จะลงมาถึงพื้นที่ทั้ง ๆ ที่ผมเองก็ตอนนั้น สมัยเป็น สส.ในพื้นที่เขตคลองเตย สาธร บางคอแหลม ยานนาวา เราก็ทำในพื้นที่พัฒนาในพื้นที่มากมาย แต่ว่าเราก็ไม่ได้ทำนอกพื้นที่หรอก เพราะมี สส.คนอื่นทำอยู่ มี สก.คนอื่นทำอยู่ เราก็เลยมุ่งไปในเรื่องนั้น ของที่ใหญ่กว่านั้น
แต่ ณ วันนี้ผมกลับกลายเป็นว่าเหมือนกับว่าผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์จุดไฟให้ผมใหม่ ว่ามันยังมีอะไรหลายอย่างที่ผมยังทำไม่สำเร็จ ในเรื่องของการเมือง ผมก็เลยคิดว่าผมยังไม่คิดว่าผมเป็นนักการเมืองที่ดี ถ้าผมจะปล่อยผ่านในปัญหาที่ผมก็รู้ในฐานะอดีต สส.กรุงเทพมหานครมาถึง 2 สมัยแล้วก็เป็นบัญชีรายชื่อมา 1ครั้ง แล้วก็ได้รับมอบหมายให้ดูแลภาพรวมของกรุงเทพมหานครด้วย มันจึงเป็นที่มาของวันนี้ครับ
ประการที่2 คือนอกเหนือจากผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ให้โอกาสผมแล้ว ผมมีความรู้สึกว่าแนวทางการทำงานของผมในอดีตที่ผ่านมาในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ปี2550 สมัยแรกที่ลงเลือกตั้งคือแนวทางของผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ในปัจจุบัน โดยการนำของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คือการทำการเมืองแบบสุจริต เป็นอีกจุดหนึ่งนอกเหนือจากไฟที่ลุกโชนขึ้นมามันเป็นอีกจุดหนึ่งที่ผมคิดว่าเหมือนกับเจออุดมการณ์ที่เราเคยเข้ามาการเมืองเพราะอะไร นี่คือจุดที่ผมต้องกลับมา เพราะว่า ณ วันนี้ไม่ใช่ผมอยู่ตัวคนเดียวแล้ว ผมมีพลพรรค ผมมีพี่น้อง ผมมีผู้บริหารทุกคน ที่พร้อมที่จะสนับสนุนผม ในการทำหน้าที่ด้วยความสุจริตบนทางการเมืองที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ดำเนินการในปัจจุบันนี้
นี่คือเหตุผลที่ ณ วันนี้ผมต้องบอกว่าผมสำนึกในเกียรติ ผมมีความรู้สึกเข้าใจในความรับผิดชอบแล้ว ก็มีความมุ่งมั่นตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่จะอาสาเข้ามาเป็นผู้สมัครเป็นแคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามพรรคประชาธิปัตย์ครับ
แล้วหลายๆ ท่านก็คงอาจจะถามว่าแล้วจะเอาอะไรมานำเสนอคนกรุงเทพมหานคร วันนี้ผมก็จะพูดสั้นๆเพราะว่าหลังจากนี้เราจะมีเวลาอีกเป็นเดือน สมัครก็ยังไม่ได้สมัคร ตอนนี้เป็นแค่ว่าที่ผู้สมัคร
เราจะเอาอะไรมานำเสนอ สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์และตัวผมเองอยากจะเห็นก็คือกรุงเทพฯจะเป็นเมืองฟ้าอมร กรุงเทพฯ จะเป็นเมืองที่เรียกว่า AND MORE AND MORE สำคัญมาก เราจะค่อยว่ากันอีกทีว่ามันคืออะไร ทำไมถึงต้องพูดแบบนี้ มันไม่ใช่เป็นการเล่นคำอย่างเดียวแต่เป็นความตั้งใจจริง ต้องบอกอย่างนี้ว่ากรุงเทพมหานครไม่ใช่เป็นแค่เมืองที่เรารัก แต่เป็นเมืองที่เราคิดว่าทำให้มันน่าอยู่กว่านี้ได้ กรุงเทพมหานครไม่ใช่เป็นแค่เมืองหลวง แต่เป็นเมืองที่เราคิดว่าสามารถที่จะทำให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้กว่านี้ และกรุงเทพมหานครมีอดีตที่งดงามมาก แต่กรุงเทพมหานครก็ควรที่จะเป็นอนาคตให้กับคนรุ่นใหม่ๆ ที่เขาเกิดมาแล้วที่เขาคิดที่จะมาสร้างถิ่นฐานในกรุงเทพมหานครแล้วก็ทำงานตรงนี้โดยไม่คิดที่จะย้ายไปไหน
นี่คือสิ่งที่เราคิดว่ากรุงเทพฯสามารถทำได้ แล้วนโยบายที่เราจะออกมาก็ง่ายๆแล้วก็ไม่ใช่เป็นเรื่องของการที่เราจะจินตนาการ ว่าเป็นแค่สโลแกน เป็นแค่กิมมิค แต่เราจะทำให้มันเป็นจริงเราจะทำให้มันเป็นสิ่งที่ที่เรามีความภูมิใจไปด้วยด้วยกันในการที่จะมีโอกาสพัฒนากรุงเทพมหานคร พัฒนาอะไรบ้างเราคงจะพัฒนาในเรื่องของความสะดวก เราคงจะพัฒนาในเรื่องของความสะอาด แล้วเราก็จะพัฒนาในเรื่องของความสบาย เอาง่ายๆแค่นี้ “สะดวกสะอาด สบาย แล้วก็ AND MORE” ด้วยเผื่อว่าบางคนมีความคิด คิดว่าแค่นี้มันไม่พอนะ มาเลยครับมาช่วยกัน
พรรคประชาธิปัตย์เรามีวัฒนธรรมแบบนี้อยู่แล้ว เราไม่ใช่เป็นการท็อปดาว หรือว่าเป็นการสั่งการจากบนลงล่าง เราเป็นการทำในส่วนของการที่เรามี Bottom up นั่นหมายถึงว่าเรามีการเรียกว่าทำการรับฟังข้อมูล ความคิดเห็นเพิ่มเติมจากสาธารณชนอยู่ตลอดเวลา ใครที่เคยเป็นอดีต สก.ที่เคยเป็นอดีต สส.คงเข้าใจดีว่า นี่คือ DNA ของพรรคประชาธิปัตย์ที่เรารับฟังทุก ๆหน่วยงาน ทุก ๆ ประชาชน ทุกเสียงที่เข้ามา เพราะฉะนั้นสิ่งนี้คือสิ่งที่ผมคงจะอยากที่จะนำเสนอในสิ่งที่สะดวกสะอาด แล้วก็สบาย
แน่นอนครับทุกวันนี้เราตื่นขึ้นมา ผมคิดว่าทุกคมีความกังวล ก่อนจะออกจากบ้านหยิบมือถือมาก่อนแล้วก็มาตรวจดูว่ารถมันติดแค่ไหน หรือบางทีเปิดแอปดูวันนี้ฝุ่นมันเยอะ หรือเปล่าเปิดมาดูถ้ามีฝนพรำ ๆ มาดูซิว่าน้ำท่วมมั้ย หรือแม้กระทั่งจะออกจากบ้านไปจะต้องใช้เวลาจะต้องไปโรงพยาบาล จะต้องไปโรงเรียน อะไรต่าง ๆ ทั้งหมดมันมีความกังวลไปหมด สิ่งนี้จะมาทำให้พี่น้องคน กทม. ได้คลายความกังวล เราจะเข้ามาบริหารกรุงเทพมหานครให้พี่น้องประชาชนได้เกิดความสบาย ไม่ใช่เฉพาะสบายตัวอย่างเดียว แต่สบายใจไปด้วย เพราะฉะนั้นเราก็จะทำให้เรื่องของความสะดวกตรงนี้มีมากขึ้น
สะดวกตรงนี้ ขออนุญาตลงไปในเรื่องของความสะดวกเพิ่มเติม สะดวกตรงนี้เราก็คงจะพูดถึงเรื่องของการเดินทางอย่างแน่นอน แต่ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของการที่เราจะมีคมนาคมขนส่งแล้วก็จบ เราคงต้องถามด้วยว่า แล้วออกจากบ้านไปกว่าจะไปถึงสถานี แต่ละสถานีจะทำยังไงจะต้องมีอะไรที่มาสนับสนุน จะต้องมีฟีดเดอร์ จะต้องมีระบบอะไร อันนี้คือความสะดวกสบายที่เราต้องทำเพิ่มเติม เรื่องของระบบน้ำท่วม เรื่องของระบบอากาศ เรื่องของอะไรต่าง ๆ ทั้งหมดเราจะต้องทำให้เกิดความสะดวก การที่จะไปโรงพยาบาล ไปศูนย์สาธารณสุขต่าง ๆ ต้องทำให้เกิดความสะดวกด้วยเช่นกัน
ซึ่งวันนี้คงไม่ลงรายละเอียดไปเรื่องของนโยบาย ว่าเรามีแนวคิดอย่างไร แต่นี่คือพื้นฐานของความสะดวกที่เราต้องทำ ไปที่สำนักงานเขตก็ต้องเกิดความสะดวก ไม่ใช่คิดว่าไปที่สำนักงานเขตแล้วรู้จักใครบ้างมั้ย ช่วยฝากหน่อย ไม่จำเป็น ไปถึงเขตปุ๊บแล้วเราก็ไปอาจจะไปหยิบในส่วนของตัวบัตรคิวแล้วก็ไปตามคิวตามปกติ ทุกคนไม่ว่าจะใหญ่โตมาจากไหนไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าแม่ค้ามาจากอะไร ไปถึงจับบัตรคิวแล้วก็รอกันแล้วทุกอย่างก็โปร่งใสตรงนั้น และความสะดวกยังมีอีกมากมายในหลายๆเรื่อง
เรื่องของความสะอาด แน่นอนกรุงเทพมหานครเป็นเมืองใหญ่มีปัญหาเรื่องขยะเรื่องของมลพิษเรื่องของอะไรต่าง ๆ แต่เราก็คงต้องดำเนินการว่าจะกำจัดมันอย่างไร เราจะรณรงค์กันยังไงตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ณ วันนี้เรามีหลายๆเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เราต้องจัดการ เพื่อให้เป็นไปตามกฎมาตรฐานของโลกของอะไรต่าง ๆ
กรุงเทพมหานครก็ต้องศึกษาตรงนี้แล้วก็รณรงค์เท่าที่เราสามารถจะดำเนินการได้ควบคู่ไปกับนโยบายของรัฐบาลที่จะดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของจะเป็น Green Economy หรือว่าจะเป็นเรื่องของพลังงานทดแทน หรือจะเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม มลพิษต่างๆ ก็คงต้องทำควบคู่กันไป
นอกเหนือจากนั้น ในน้ำก็ต้องใส ในคลองก็ต้องไม่มีกลิ่น ต้องสามารถให้พี่น้องประชาชนที่อยู่รอบข้างไม่ได้เป็นอุปสรรคในการที่จะต้องอยู่อาศัยริมคลอง ริมแม่น้ำ มีอย่างเช่นการบริหารไม่ใช่แค่เพียงเฉพาะเรื่องของตัวที่เรามองภาพรวมเท่านั้น การบริหารก็ต้องสะอาดด้วยก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผมพูดถึงเรื่องของการทำงานทางการเมืองแบบสุจริตตรงนี้ก็จะมั่นใจว่าเราสามารถที่จะเข้าไปขับเคลื่อนและดำเนินการตามนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ได้อย่างแท้จริง
ต่อมาเรื่องของความสบายอันนี้ก็คือต่อยอดมาจากความสะดวก สะอาด ทุกอย่างก็จะสบายขึ้นคุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้น ความกังวลก็จะน้อยลง ทุกวันนี้เรามีในเรื่องของความกังวลที่ทำให้จิตของเราค่อนข้างที่จะขุ่นมัวพอสมควร เราก็จะทำให้ทุกท่านใน กทม.มีความสบายใจมากขึ้นมีความสบายในการที่จะเดินทางมากขึ้น มีความสบายในการที่จะพาผู้สูงอายุไปตรวจรักษาโรค พาลูก ๆหลานๆเราไปโรงเรียน ทุกอย่างมันก็จะสบายขึ้นหมด
คำว่า “AND MORE” มันคืออะไร ตรงนี้คือสิ่งที่เราคิดว่าเราสามารถที่จะต่อยอดได้มากกว่านี้ ณ วันนี้มันมีหลายส่วนที่เราคิดว่าทำได้ดีกว่าปัจจุบัน แน่นอนถ้าผมคิดว่ากรุงเทพมหานคร มันดีอยู่แล้วผมคงไม่ก้าวลงมาอาสาเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชน เพื่อให้เลือกผมเข้าไปทำหน้าที่ แต่ ณ วันนี้ผมและพรรคประชาธิปัตย์มีความมั่นใจว่าเราสามารถที่จะทำได้ดีกว่านี้ กรุงเทพเป็นมากกว่านี้ นี่คือความตั้งใจที่ผมและพรรคประชาธิปัตย์มีและต้องการที่จะเข้าไปทำหน้าที่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คงต้องขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชนในการที่จะมีการเลือกตั้งในอีกไม่นานนี้
สำหรับผมแล้วในส่วนของการทำหน้าที่ในส่วนของการที่จะรณรงค์ต่าง ๆ ก็คงเป็นส่วนที่เราคิดว่าจะทำเต็มที่อยู่แล้ว ไม่ว่าในโพลเราคิดว่าออกสตาร์ทก็เป็นรอง หรือว่าในโพลจะคิดว่าเราไม่อยู่ในสายตา แต่นั่นไม่ใช่เป็นอุปสรรคของผมเลย แล้วผมก็มั่นใจว่านั่นไม่ใช่เป็นอุปสรรคของผู้บริหารของพรรคประชาธิปัตย์แน่นอน มิฉะนั้นแล้วเนี่ยคงไม่เกิดอีเวน์วันนี้
แล้วผมมั่นใจอีกระดับหนึ่ง เมื่อสักครู่เรามีโอกาสได้เห็นว่าที่ผู้สมัคร สก.ทั้ง 50 เขตแล้ว พวกเราตรงไปตรงมาครับเราส่งในนามพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ว่าฯ ก็มาในนามพรรคประชาธิปัตย์ สก.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ สโลแกนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ว่า”สจฺจํ เว อมตา วาจา” (สัจจัง เว อะมะตา วาจา) มันชัดเจน เราทำงานการเมืองก็ตรงไปตรงมา ผมกลับมาผมก็บอกว่าผมกลับมาในนามประชาธิปัตย์ ไม่ได้ต้องแบบเรียกว่าพูดให้มันเข้าใจผิดว่าผมอะไรยังไงก็กลับมา ก็ไปลาออกให้ชัดเจน ไม่ต้องมีข้อครหาจากใครทั้งสิ้น
แล้ววันนี้ สก.ทุกท่าน ผมเห็นความตั้งใจของทุก ๆ ท่านแล้ว ผมบอกได้เลย ว่ายิ่งทำให้ผมต้องมีความรู้สึกว่าเราต้องทำให้ประชาชนให้มีชีวิตที่ดีขึ้นกว่านี้ ไม่ใช่ กทม.แต่ทั่วเขต ทั้งกทม. เราไม่ได้คิดที่เราจะเห็นว่าเขตนี้ เขตนั้น เป็นเขตเป้าหมายไม่ใช่ เราเคยมี สส.ในกรุงเทพมหานครเราเคยมี สก.เราเคยมี สข.ซึ่งปัจจุบันไม่มีแล้วสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร สมาชิกสภาเขตเมื่อก่อนนี้เราทำงานกันด้วยความเข้มแข็ง พี่น้องประชาชนเห็นชัด แต่จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ ณ วันนี้ผมเห็นผู้สมัครว่าที่สก.แล้ว ผมก็ยิ่งมีความมั่นใจว่าพี่น้องประชาชนชาว กทม.จะหวนกลับคืนมาเพื่อที่จะไว้วางใจให้เรากลับไปทำหน้าที่อีกครั้งหนึ่ง
อยากจะเชิญชวนทุก ๆท่าน วันนี้พรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมที่นำเสนอ ผมเองมีความมั่นใจในการที่จะดำเนินการในเรื่องของการบริหารกรุงเทพมหานคร พร้อมกับผู้สมัคร สก.ทั้ง 50เขตสิ่งที่สำคัญ ก็คือณวันนี้เรามีความมั่นใจว่านโยบายที่เรานำเสนอจากนี้ไปจะเป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนชาว กทม.จะได้ประโยชน์อย่างแท้จริงรวมไปถึงว่าที่ผู้สมัคร สก.ทั้ง 50 เขต ทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่องมาตลอดไม่ใช่เพิ่งจะมาเปิดตัววันนี้ แล้วก็ลงพื้นที่วันนี้ทำงานต่อเนื่องมายาวนาน เพราะฉะนั้นหวังว่าพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพมหานครจะเข้าใจในความมุ่งมั่นตั้งใจของเรา ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ แล้วสิ่งที่เราจะดำเนินการไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำให้กรุงเทพฯเป็นเมืองฟ้าอมร เป็นเมืองฟ้า AND MORE หรือ การที่จะทำให้กรุงเทพฯมีความสะดวก มีความสะอาด มีความสบาย เราจะดำเนินการเต็มที่และพวกเราไม่ใช่ ผมคนเดียวผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์อยู่ตรงนี้ พร้อมด้วยว่าที่ผู้สมัคร สก.ทั้ง 50 เขตมีความมั่นใจว่าเราจะนำรอยยิ้มกลับมาสู่คุณคนกรุงเทพฯอีกครั้งหนึ่งครับขอบพระคุณครับ
