คำต่อคำ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการบรรยายหัวข้อ “ภาวะความเป็นผู้นำ Leadership” 

คำต่อคำ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการบรรยายหัวข้อ “ภาวะความเป็นผู้นำ Leadership” 

 

ก็สวัสดีทุกคนนะครับจริง ๆ ไม่อยากจะเรียกว่าเป็นการบรรยายนะเพราะว่าบรรยายไปแล้วตั้งแต่วันแรก แล้วก็ทราบว่าวันนี้ เดี๋ยวเราก็ถือว่าจบในเรื่องของการอบรมก็เลยสงสัยอยู่เหมือนกันเพราะว่าคนจัดไม่ค่อยบอกให้ชัดเจนเท่าไหร่ว่าตกลงให้มาทำอะไรแน่นะครับ ผมก็คิดว่าสิ่งที่อยากจะทำก็คือ สะท้อนความคิดเกี่ยวกับพวกเราทุกคนที่มานั่งอยู่ตรงนี้ แล้วก็อาจจะกระตุ้นให้คิดถึงอนาคตว่า จะทำอะไรกันต่อไปนะครับ แน่นอนในนั้นก็คงจะพูดถึงสิ่งที่มาบอกว่าให้พูดก็คือเรื่องภาวะผู้นำนะครับ อยู่บ้าง

 

ก็ต้องบอกว่าก่อนอื่น ถึงแม้ผมไม่ได้มีโอกาสมาร่วมกิจกรรม แต่ติดตามอยู่ตลอดจากทั้งรองหัวหน้า ที่เป็นผู้อำนวยการหลักสูตรคือคุณรัดเกล้า (อินทวงศ์ สุวรรณคีรี) แล้วก็คุยกับท่านรองกรณ์ (จาติกวณิช) รองการดี (เลียวไพโรจน์) อยู่ตลอดเวลาว่าเป็นอย่างไร ก็ต้องขอบอกก่อนนะครับว่า ทุกคนเสียงเดียวกันหมด ประทับใจในคุณภาพของพวกเราทุกคน ทั้งในความตั้งใจความคิด ความอ่าน การแสดงออกนะครับ ในการพูดคุยแลกเปลี่ยนซักถามทั้งในและนอกเวลากับวิทยากรที่มานะครับ

 

แล้วก็เมื่อเช้า กับช่วงต้นบ่าย ผมก็มีโอกาสมารับฟังพวกเราในการนำเสนอนโยบายนะครับ แล้วก็ใครที่จำได้เมื่อเช้าผมบอก ผมวิจารณ์กรรมการ มากกว่าวิจารณ์ผู้นำเสนอว่า ผมมีความรู้สึกว่าโจทย์ที่ให้ไป อาจจะยังไม่ชัดเจนนัก เพราะผมเห็นทุกกลุ่ม มีความพยายามที่จะ คือทำยังไงให้มันมีความครอบคลุมปัญหาของความจน และก็คนจนเมือง ซึ่งก็เลยทำให้ไม่ได้ลงลึกไปในด้านใดด้านหนึ่งที่เป็นโครงการนะครับ แล้วก็เลยทำให้บางทีก็เลยถูกวิจารณ์ว่า อ้าว ทำไมไม่โฟกัส ทำไมไม่สามารถที่จะตกผลึกในรายละเอียดได้ทั้งหมดนะครับ ผมก็เลยวิจารณ์กรรมการไปเมื่อกี้ ก็ไปวิจารณ์เขาอีกนะครับตอนที่เขาตัดสินพวกเราอยู่

 

แต่ว่าอยากจะบอกอย่างนี้ว่า หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา พวกเราก็ได้เจอคนที่อาจจะถูกมองว่าเป็นผู้นำนะครับ ผู้นำองค์กรธุรกิจ ผู้นำทางความคิด แล้วก็ ส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่มีความสำเร็จนะครับ จึงได้รับเชิญให้มาถ่ายทอดประสบการณ์ บางสิ่งบางอย่างที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับพวกเราในอนาคต ก็เลยอยากจะเริ่มต้นบอกว่า เราก็จะเห็นว่าจริง ๆ แล้ว คนที่เป็นผู้นำทั้งหลายที่ได้มาถ่ายทอดประสบการณ์แลกเปลี่ยนกับพวกเรา มีความหลากหลายมากนะครับ เพราะถ้าจำได้วันแรกที่ผมมา ผมบอกว่า ผมเชื่อพวกเราทุกคนตัดสินใจมาอยู่ตรงนี้ อยากทำประโยชน์ให้กับส่วนรวม แล้วผมก็บอกว่าการทำประโยชน์ให้กับส่วนรวม ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเข้ามาสู่การเมืองเสมอไป สามารถที่จะทำประโยชน์ในสถานะต่าง ๆ ในสังคมได้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นทางวิชาการ หรือการเคลื่อนไหวกับภาคประชาชนนะครับ ไม่จำเป็นต้องเป็นนักการเมือง แล้วก็สิ่งที่ผมคิดว่าก็คงสะท้อนออกมาด้วยก็คือว่า ความสำเร็จของบุคคลที่มาถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับเรานั้น แต่ละคนเขาก็มีเป้าหมาย มีโจทย์ที่ไม่เหมือนกัน การเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในฐานะมืออาชีพ ทำงานอยู่ในองค์กร เช่น ธนาคารก็ต้องมีทักษะแบบนึง การที่อยากจะทำธุรกิจขึ้นมา ปรับปรุงสาขาธุรกิจที่มันมีอยู่แล้ว แต่ทำให้มันดีกว่า หาโอกาสให้กับตัวเองในแง่ของการเจาะตลาดที่อาจจะมีช่องว่างอยู่ก็เป็นอีกแบบนึง การทำธุรกิจซึ่งค่อนข้างใหม่มาก ก็คืออาจจะเป็นเรื่องที่เป็นนวัตกรรมก็ต้องการทักษะอีกแบบหนึ่ง

 

สุดท้าย ในที่สุดสำหรับพวกเราแต่ละคน ผมก็เชื่อว่าเราก็มีทักษะที่หลากหลาย แล้วก็เชื่อว่าทุกคนที่มาพูดกับเรา ก็จะบอกเรื่องว่าเราก็ต้องหาทางค้นพบตัวเองว่า อยากที่จะทำอะไร แล้วก็คิดว่าสามารถทำอะไรได้ดี ที่จริงเถียงกันเยอะมากนะครับ เพราะว่ายุคนึง ก็มีคนบอกว่าให้ทำตามสิ่งที่เรารักใช่ไหม Follow your passion แล้วก็ผมก็ไปดูตลก ผมชอบดูรายการตลกอยู่แล้ว แล้วก็เป็นตลกที่เป็นคนอเมริกันเชื้อสายจีน แล้วก็บอกว่าตอนที่เขามาอเมริกา เขาก็บอกพ่อเขาว่าเขาจะมา follow his passion แล้วพ่อเขาก็ตอบว่า That’s the surest way to become homeless แล้วเขาก็บอกว่าไม่ใช่ Follow your passion in your hobbies หรือหลังจากที่อยู่ประสบความสำเร็จในงานที่ทำแต่งานที่ทำนั้น ต้องทำให้ได้ดี

 

แต่จริง ๆ การถกเถียงเรื่องนี้ สำหรับผม มันก็อาจจะไม่ใช่โจทย์ที่เป็นปัญหาจริง ๆ หรอกเพราะผมเชื่อว่าคนที่จะทำอะไรได้ดี ถ้าไม่ชอบทำในสิ่งนั้น ไม่น่าจะทำดีได้นาน ในที่สุดก็เบื่อในที่สุดก็มีความรู้สึกว่ามันเป็นภาระ ในที่สุดมันก็ทำให้หมดไฟในการที่จะทำสิ่งดี ๆ นะ เมื่อเช้าก็ยังเห็นโผล่ออกมา คือคนรุ่นผมนี่ ผมเนี่ยทึ่งนะครับ คือตอนนี้คิดว่าตัวเองแก่แล้ว แต่ว่ารู้สึกว่าตัวเองไม่แก่ ทุกครั้งที่เห็นวง Rolling Stones ซึ่งยังอยู่นะครับ แล้วผมก็เห็นมือกีตาร์ก็ให้สัมภาษณ์ว่าตลอดชีวิตเขา เขาไม่ได้คิดว่าเขาทำงาน เขาคิดว่าเขาสนุกกับสิ่งที่เขาทำ แต่จริง ๆ ก็คือเขาก็ร่ำรวยมหาศาลจากสิ่งที่เขาทำ เพราะฉะนั้นในที่สุด ก็อยากให้พวกเรากลับไปสำรวจตรวจสอบ และโดยเฉพาะเมื่อเข้ามาได้เจอเพื่อน ๆ ที่มีความหลากหลายแบบนี้ว่า จริง ๆ แล้วความถนัดของเราคืออะไร

 

แต่อย่างที่ผมบอกในวันแรกก็คือว่าอย่าไปคิดว่าสิ่งที่เราไม่ถนัด แปลว่าเราไม่สามารถที่จะพัฒนาหรือฝึกฝนตัวเองได้นะครับ เมื่อเช้าก่อนเข้ามาพี่ทอม มาบอกมีใครบอก อยากให้ผมมาพูดเรื่องวิธีการนำเสนอ วิธีการพูดอะไรต่าง ๆ คือผมก็นึกขำในใจเพราะว่าเคยเล่าพวกเราฟังตั้งแต่วันแรกแล้วนะครับว่า นั่นคือสิ่งที่ผมไม่เคยถนัดเลยตอนเด็ก ๆ นะครับ จนกระทั่งโตอายุเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ก็ยังรู้สึกว่าเป็นจุดอ่อนของตัวเองอยู่ตลอด ในเรื่องของการพูดในเรื่องการสื่อสารในสาธารณะ แต่ก็บังคับตัวเอง ฝึกตัวเอง เพราะรู้ว่าทักษะนี้มันจำเป็นกับสิ่งที่เราต้องการทำ ก็สามารถที่จะเรียนรู้จากคนอื่นได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราค้นพบสิ่งที่เราอยากทำแล้ว ผมก็ไม่แน่ใจนะครับเพราะว่าวันแรกก็ถามอยู่เหมือนกันว่า มีใครคิดจะเข้ามาการเมืองบ้าง ก็ถือว่าสัดส่วนค่อนข้างสูงนะครับ จากที่เข้าใจ ไม่แน่ใจว่าผ่านไปหลายสัปดาห์ มันเพิ่มขึ้นหรือมันลดลง หา … ลดลง หรือว่าอะไร เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นหรือลดลงมีมีคนไหนที่คิดว่า เออ การเมืองน่าสนใจมากขึ้น มีไหมครับ ยกมือเลย มีใครที่ดูแล้วบอกไม่ใช่แล้วการเมือง ไม่ใช่สำหรับฉัน อ่อ นึกว่า กรณ์ยกด้วย

 

คือผมก็อยากจะบอกว่า ผมนั้น ชีวิตอยู่กับการเมืองมาตลอด เพราะฉะนั้น ใจผมก็อยากชวนใครก็ตามเข้ามาสู่การเมืองมากขึ้น เพราะว่าในขณะที่ผมบอกว่าการทำประโยชน์ จะอยู่อาชีพไหนสถานะไหนก็ทำได้ แต่ว่าถ้าอยากเปลี่ยนแปลงหรือมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงสังคมจริง ๆ การเมืองมันก็ตรงที่สุด ตรงที่สุดไม่ได้หมายความว่าจะทำได้นะครับ 30 ปีผ่านไป ผมก็ยังหงุดหงิดอยู่กับอีกหลายต่อหลายเรื่องเยอะมากที่อยากเปลี่ยนแปลงและยังทำไม่ได้นะครับ แต่ก็มองเห็นว่าการอยู่ตรงนี้ ก็คือมีโอกาสมากที่สุดแล้วนะครับ มากที่สุดแล้วในการที่จะเสนอแก้ไขกฎหมายหรืออะไรต่าง ๆ ว่ากันไปนะครับ แม้กระทั่งวันนี้ ผมก็ไม่หยุดนะครับในเรื่องพยายามจะคิดว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรนะครับ เมื่อเช้าก็ยัง ดูน้อง ๆ กลุ่มแรกที่อยากมาผลักดันเรื่องกระจายอำนาจใช่ไหมครับ ไหนกลุ่มไหนนะ

 

แล้วก็เห็นแล้วก็บอกน้องคงไม่ถอดใจ เก่งมากนะที่บอกว่าพออยากจะทำเรื่องนี้ ต้องไปแก้กฎหมายแผนขั้นตอนกระจายอำนาจ ไปแก้กฎหมายขนส่งทางบก ไปแก้อะไร กฎหมาย 1 ฉบับกว่าจะแก้ได้ เป็นปีนะครับ

 

แต่จริง ๆ แล้ว ที่ผมไม่หยุด เพราะผมคิดว่าผมกำลังค้นหาวิธีที่จะทำให้เกิดทางลัด ซึ่งขณะนี้ก็กำลังจะร่างกฎหมายใหม่ว่า คือเดิม กฎหมายแผนขั้นตอน มันสมบูรณ์อยู่แล้วนะ เพราะว่ามันบอกหมดเลยว่า เรื่องต่อไปนี้ ต้องให้ท้องถิ่นทำ แต่ปรากฏว่าเขาไปตีความว่า แล้วเขียนด้วยนะครับว่าเมื่ออยู่ในแผนแล้วให้ผูกพันส่วนราชการให้ถ่ายโอน แต่คำว่าผูกพันส่วนราชการให้ถ่ายโอนนั้น ถูกตีความตามกฎหมายว่า ส่วนราชการนั้นต้องไปเสนอแก้กฎหมายที่น้อง ๆ ลิสต์มาเมื่อสักครู่นี่แหละ แล้วเขาก็ไม่ทำสักที ตอนนี้ก็เลยกำลังบอกว่าจะแก้ฉบับเดียวเลย แผนขั้นตอนกระจายอำนาจว่าถ้ากรรมการกระจายอำนาจบอกให้ถ่ายโอน คำว่าผูกมัดในที่นี้ไม่ได้บอกว่าให้คุณไปแก้กฎหมายนะ ให้ถือว่ากฎหมายนั้นได้ถูกแก้ไปแล้วโดยอัตโนมัตินะครับ

 

เพราะฉะนั้นผมกำลังจะบอกว่า วันนี้เวลาที่เรานำเสนอนี่ พวกอายุมากตรงนี้ก็จะบอกว่าไปดูซิ เขาเคยทำกันมาแล้ว ทำไมทำไม่สำเร็จ  พูดทุกคน ๆ ๆ คุณก็ด้วย ใช่ครับ แต่ประเด็นก็คือ มันต้องคิดวิธีใหม่ในการที่จะทะลุทะลวงไอ้ปัญหาอุปสรรคที่มันเคยเจอมานะครับ ไม่แน่ใจวันแรกที่ผมมา ผมพูดไปหรือยังว่า ผมนี่ ตอนนี้เข้าไปในกรรมาธิการเสนอบอกว่า ต่อไปนี้กฎหมายที่บอกว่า ใครก็ตามจะทำอะไรต้องไปขออนุญาต ผมให้เปลี่ยนเป็นแค่แจ้ง จดแจ้งเฉย ๆ แล้วก็ ใครอยากจะต้อง คือใครในที่นี่หมายถึงส่วนราชการไหน ยังอยากให้ต้องไปขออนุญาตอยู่ ต้องมาเสนอกฎกระทรวง เพื่อยืนยันว่าให้เป็นระบบอนุญาต ซึ่งถ้าคิดในแง่ร้ายบอกในที่สุดทุกคนก็จะขอกลับมาออกกฎกระทรวง แต่อย่างน้อย ต่อไปนี้จะเลิกการอนุญาตเรื่องอะไร ผมไม่ต้องแก้กฎหมายแล้ว เพราะเลิกกฎกระทรวงโดยฝ่ายบริหารได้เลยไม่ต้องมาเข้าสภาอีก นี่ผมเสนอไปตอนนี้คนที่เดือดร้อนที่สุดคือกฤษฎีกาในกรรมาธิการที่บอก โห ทำอย่างนี้มันจะยุ่งวุ่นวายมากยังไม่ได้คิดให้รอบคอบเรื่องนั้นเลย แต่ในที่สุด หนีไม่พ้นหรอกครับ โลกเปลี่ยนเร็วอย่างนี้

 

เพราะฉะนั้นสำหรับผม พวกเราที่สนใจอยากเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองอยากเข้ามาการเมือง ผมว่าเราจะมีความคิดใหม่ ๆ ที่ยังไม่ได้ไปยึดติดอยู่กับระบบอะไรหลายอย่างนะครับ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากกับการเปลี่ยนแปลงต่อไปนะครับ เพราะฉะนั้นก็อยากเชิญชวนนะ ยังอยากกระตุ้นอยู่ แล้วก็เข้าใจว่าหลังจากนี้ไปแล้ว ถึงแม้ว่าวันนี้ถือว่าจบผ่านการอบรมไปแล้ว ก็จะมีกิจกรรมที่จะเชิญชวนพวกเรามาร่วมนะครับ ก็อยากอยากจะให้พวกเรามาร่วมจริง ๆ นะครับ เป็นเป็นครอบครัวของ DIP  แล้วก็เชื่อมโยงกับรุ่นอื่น ๆ ทั้งรุ่นที่ก่อนหน้านี้และก็รุ่นที่กำลังจะตามมานะครับ เพื่อทำกิจกรรมอะไรก็ได้ครับ ที่เป็นประโยชน์ หรือแม้กระทั่งการสร้างเครือข่ายเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมต่อไป

 

ผมอยากจะพูดเพียงไม่กี่เรื่องนะครับว่า ในแง่ของความเป็นผู้นำ ผมคาดหวังอะไรอยากเห็นอะไรจากคนที่จะเป็นผู้นำต่อไป อันแรกเลย ผมเคยพูดว่า ผู้นำที่ดีคือผู้นำที่ทำให้คนอยากตาม ทีนี้คนที่จะเป็นผู้นำและจะมีคนตามได้ อย่างน้อยที่สุด ต้องพอรู้นะครับว่าจะไปทางไหน จริง ๆ ไม่น่าเชื่อว่าจำเป็นต้องพูดนะครับ แต่ผมเหลือบมองดูผู้นำการเมืองหลายคนในปัจจุบัน ตัวผู้นำเองยังไม่รู้เลยว่าจะไปไหน แล้วจะคาดหวังให้คนในประเทศ ในสังคม พร้อมที่จะตามได้อย่างไร อ้าพูด ก็พูดเลยนะครับ ปัญหานี้รุนแรงมากกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่เกือบทุกปัญหาที่เกิดขึ้นมา ทั้งปัญหาเรื้อรังปกติไปจนถึงวิกฤตที่ไม่ได้คาดคิดที่เกิดขึ้น คือเราแทบไม่รู้เลยว่าผู้นำของเรา เขาคิดยังไง ไปถามก็ไม่ตอบนะครับ ก็ต้องไปถอดรหัสจากเวลาท่านร้องเพลงหรืออะไรผมไม่ทราบ แต่ว่าอันนั้นคือปัญหาที่ผมอยากจะบอกว่า ถ้าเราคิดว่าเราจะต้องเป็นผู้นำ อย่างน้อยที่สุดเราต้องมีหลัก มีเป้าหมายมีบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้คนที่จะตามเรา พอรู้ ว่าเราจะไปทางไหนด้วยวิธีใด เขาอาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับเราหมดนะครับ เชื่อว่าคนที่อยู่ในพรรคก็ไม่ได้เห็นด้วยกับผมทุกเรื่องหรอก แต่ผมเชื่อว่าถามเขา เขาพอรู้ว่าผมคิดยังไง หรืออะไรบ้างที่ผมทำได้ อะไรบ้างที่ผมไม่ยอมทำ ถ้าเราคิดว่าจะเป็นผู้นำ ผมว่ามันต้องมีความชัดเจนตรงนี้

 

แต่ถ้าเราคิดว่ามันเป็นผู้นำโดยตำแหน่งใครอยากรู้อะไรก็ถึงเวลามาถามสิ องค์กรสังคมประเทศมันจะขับเคลื่อนยากมากนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้เราก็ต้องมีความตกผลึกในส่วนของเรา แล้วผมก็พูดมาตลอดว่าปัญหาบ้านเมือง ผมจะเป็นคนหนึ่งที่มักจะไม่มองว่ามันปัญหาเชิงเทคนิคอย่างเดียว เทคนิคก็ต้องใช้ความรู้ทางวิชาการก็ต้องใช้ข้อมูล อย่างที่พวกเราไปสืบค้นมาแล้วก็นำเสนอ ต้องใช้ ใช่ แต่มันไม่ได้แค่หยุดแค่นั้น มันต้องประกอบเป็นส่วนหนึ่งของจะใช้คำว่าวิสัยทัศน์หรือภาพรวมว่ามันเป็นองค์ประกอบของสังคมที่เราอยากจะเห็นอย่างไร

 

เมื่อเช้าผมถึงได้แหย่เล่นกับกลุ่มที่ผมฟังว่า ที่เราคิดว่าคนจนเมืองเข้ามาแล้ว สุดท้ายเขาอยากจะกลับไปสร้างเมืองอื่น ๆ จริง ๆ แล้วเขาคิดเหมือนเราหรือเปล่า หรือในที่สุดจริง ๆ ถ้าเราช่วยเขาให้มีโอกาสดีขึ้น เขาก็จะอยู่ที่นี่ต่อไป แล้วก็อาจจะเป็นแรงดึงดูดให้คนอื่นพยายามเข้ามาอยู่ที่นี่มากขึ้น เพราะเห็นเขาประสบความสำเร็จ คือสิ่งเหล่านี้ มันเป็นตัวที่บ่งบอกว่าหลายอย่างบางทีเรามองแค่มิตินึงในเชิงเทคนิค แล้วมันอาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายนะครับ เหมือนกลุ่มที่เสนอเรื่องหวย ที่อาจารย์เอซ ถามบอก แล้วถ้าเกิดมันดีแล้วเกิดคนเริ่มซื้อหวยมากขึ้นมากขึ้น ตกลงเป้าหมายเราจะคืออะไร เราอยากจะถอยหรือเปล่า แล้วถ้าเราถอยแล้วคนไม่พอใจจะเป็นอย่างไรนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ก็คือความคิดวิสัยทัศน์หรือจะเรียกอะไรก็แล้วแต่ของความเป็นผู้นำ มันมีความจำเป็นนะครับ เพื่อพูดง่าย ๆ ก็คือว่า เหมือนมันเป็นแสงที่นำทางให้กับคนที่จะตามในองค์กรเราเองในสังคมหรือในประเทศสุดแล้วแต่

 

เมื่อมีสิ่งนี้แล้ว สิ่งถัดมาที่สำหรับผมในทางการเมืองที่เน้นย้ำก็คือว่า สังคมไทย เราขาดผู้นำที่ยึดถือค่านิยมประชาธิปไตย เรามีผู้นำที่มาจากระบอบประชาธิปไตยแต่ใจ ยังฝักใฝ่ระบบอำนาจนิยม สังคมไทยมีปัญหานี้มากนะครับ คนขึ้นมามีอำนาจแล้ว สุดท้ายก็ลืมไปว่าไอ้คำว่าประชาธิปไตยมันไม่ได้สิ้นสุดลงตอนที่คุณชนะเลือกตั้ง หรือได้เสียงข้างมากในสภา แล้วไปดำรงตำแหน่งตรงนั้น ไอ้ความเป็นประชาธิปไตย มันต้องอยู่ต่อเนื่องต่อไป ซึ่งหมายถึงว่าการเป็นผู้นำของคุณ คุณยังต้องเคารพเสียงข้างน้อย คุณยังต้องรับฟังเสียงทักท้วง คุณยังต้องการเชิญชวนให้คนมามีส่วนร่วมในการตัดสินใจและเหนือสิ่งอื่นใดคือ คุณยังต้องมีความรับผิดชอบกับสิ่งที่คุณทำ และความรับผิดชอบที่ว่าผมย้ำเสมอว่ามันไม่ใช่เฉพาะความรับผิดชอบทางกฎหมาย มันมีคือผมไม่อยากใช้เรื่องจริยธรรมเท่าไหร่เพราะว่าผมว่าสังคมเราก็สับสนมากเรื่องจริยธรรม แต่ว่าความหมายก็คือว่า มันมีมาตรฐานมันมีบรรทัดฐาน มันมีความรับผิดชอบทางการเมือง ซึ่งมันไม่เพียงพอที่จะบอกว่า เฮ้ย ผมไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย ผมทำถูกกฎหมาย ไม่ใช่นะครับ แล้วตอนนี้คนที่ต่อสู้เรื่องนี้มากที่สุดก็คือรองการดี ซึ่งได้บอกว่า วันนี้ที่น่ากลัวที่สุดคือการทุจริต … เอาสิ ไม่มีอะไรขัดกับกฎหมายระเบียบ TOR แต่ข้อเท็จจริงก็คือว่า ผลประโยชน์มันไม่ได้ตกอยู่กับประชาชน ผลประโยชน์มันไปตกอยู่กับกลุ่ม มีการเอื้อประโยชน์ มีการอะไรกันก็แล้ว แต่เพียงเพราะมันมีช่องโหว่ของกฎหมาย คุณก็บอกว่าอันนี้มันเพียงพอแล้ว

 

ดังนั้นไอ้ค่านิยมประชาธิปไตย ผมก็อยากให้พวกเราที่จะเข้ามาการเมืองให้ความสำคัญกับเรื่องนี้นะครับ เพราะว่าอย่างที่ผมบอกก็คือว่า เราบกพร่องเรื่องนี้มาก แล้วก็เรื่องนี้ไม่สามารถแก้ได้ ไม่ว่าจะเขียนรัฐธรรมนูญกันใหม่อีกกี่รอบนะครับ เราเป็นประเทศที่มีรัฐธรรมนูญเยอะมากแล้วนะครับ แทบจะเรียกว่าเป็นกรณีศึกษาให้กับทุกประเทศได้เลย ทุกเรื่องนะ ดูสิครับ ระบบเลือกตั้ง เขตเล็กก็แล้ว เขตใหญ่ก็แล้ว เลือกเป็นคนก็แล้ว เลือกเป็นพวงก็แล้ว เลือกแบบสัดส่วนก็แล้ว เลือกแบบ ทำกันหมดแล้วครับ ก็ยังวนเวียนเถียงกันอยู่ว่า เอ๊ะ มันดีหรือยัง สว. แต่งตั้งก็แล้ว เลือกตั้งก็แล้ว ลูกผสมก็แล้ว สรรหาก็แล้ว ฮั้วก็แล้ว เราก็ยังวนเวียนอยู่หาคำตอบไม่เจอ แต่เรามีครบหมดแล้วนะครับ ซึ่งเหตุผลหนึ่งที่ทุกอย่างมันไปไม่ได้ ก็เพราะอย่างที่ผมบอกคือจิตวิญญาณ ค่านิยมของความรับผิดชอบในทางการเมือง มันไม่มี

 

อย่างเรื่องฮั้ว สว. ที่เราเห็นข่าวกันอยู่ขณะนี้ ถ้าพูดกันในเชิงกฎหมาย เถียงกันยากมากเลยครับว่า ตกลงอะไรถูก อะไรผิด อะไรเรียกว่าฮั้ว อะไรเรียกว่าไม่ฮั้ว อะไรเรียกว่าโกง หรือไม่โกง คุณชวนคนมาเลือกกันเอง แล้วไม่ให้เขาแลกคะแนนกันมันเป็นไปได้มั้ย แต่ขณะเดียวกันคุณบอกว่าให้คนมาสมัคร แล้วเลือกกันเอง แล้วมีคนมาสมัครแล้วได้ศูนย์คะแนนมันแปลว่าอะไร คุณยังไม่เลือกตัวเองเลย ก็แปลว่าคุณไม่ได้ตั้งใจมาเป็น มันก็ผิดเจตนาของระบบแบบนี้เป็นต้นนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่ง ที่ผมก็ยังอยากให้เราต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่องนะครับ ในเรื่องของกระบวนการประชาธิปไตย ในที่สุดทุกประเทศ ถ้าไม่ผ่านพ้นตรงนี้ไปได้ก็จะเกิดปัญหา ประเทศซึ่งเราคิดว่าแน่ ๆ แล้วนะ ไม่น่าจะเกิดปัญหาแบบนี้ ตอนนี้ดูสหรัฐอเมริกาสิครับเจอคนเดียว ป่วนไปเกือบทั้งระบบ เพราะไม่ได้สนใจไง ไอ้กฎกติกาของประชาธิปไตยที่มันไม่ได้เขียนในกฎหมาย ซึ่งเมื่อก่อนนี้คนอเมริกันหรือผู้นำอเมริกันทุกยุคทุกสมัย เขาจะยึดถืออยู่ในใจปฏิบัติอยู่ แต่มาเจอคนที่ไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ เห็นไหมครับ มันปั่นป่วน แล้วก็ที่น่าเจ็บใจคือมันปั่นป่วนไปทั้งโลก ไม่ได้ปั่นป่วนเฉพาะในประเทศของเขานะครับ ถ้าอยากเป็นนักการเมือง ผู้นำทางการเมืองผมก็อยากจะเน้นย้ำในส่วนนี้

 

แน่นอนนะครับในเรื่องอื่น ๆ ที่สำคัญในยุคปัจจุบันนะครับ ก็ต้องบอกว่าพอมาถัดมาจากเรื่องประชาธิปไตย สำนึกคุณธรรม จริยธรรมแล้ว เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำงานและให้เกียรติคนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากนะครับ อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องบอกงี้ครับว่า ผมเชื่อว่าเกือบทุกคนในที่นี้นะผมนับว่าเป็นคนเก่ง แต่คนเก่งจะมีปัญหาเรื่องนี้มากที่สุด ผมก็มีปัญหาเรื่องนี้ยอมรับตรง ๆ นะครับ เขาบอกคนเก่งจะมีปัญหาเรื่องการทำงานกับคน ด้วยเหตุผลที่ว่า พอเก่งไม่ค่อยได้พึ่งคนแต่จริง ๆ แล้วหลายเรื่องที่เราจะทำต่อไปในอนาคต เราไม่สามารถทำคนเดียวได้อยู่แล้ว ต้องทำกับคนอื่นนะครับ แต่ความที่เราอาจไม่ได้ฝึกฝนตนเองให้ทำงานกับคน โดยเฉพาะคนที่เก่ง ๆ เราไม่ได้พึ่งใคร เราก็ทำเราคนเดียวไป อันนี้เป็นสิ่งที่ก็ต้องค่อย ๆ เรียนรู้นะครับ การให้เกียรติผู้อื่น อดทนนะครับ อดทน ความอดทน บางทีพอเรามีความคิดว่าเรารู้อะไรแล้ว เราจะหมดความอดทนในการฟัง คนที่เรารู้สึกว่า ไม่ใช่สิ่งที่เขาพูดไม่ใช่ แล้วก็ไม่พยายามไปคิดตามว่า ทำไมถึงมีแนวความคิดที่มันไม่เหมือนกับเราที่ไม่ใช่คำตอบเดียวกับเรา ก็ต้องฝึกฝนตรงนี้ให้มากนะครับ ซึ่งก็มันไม่มีวิธีไหนที่จะเรียนรู้หรอกครับ นอกจากการปฏิบัติจริง ทำจริง แล้วก็งานการเมือง มันจะต้องเจออยู่แล้ว เพราะในที่สุดการเมืองนี่ต้องเจอผู้คนหลากหลายมากนะครับ ให้เกียรติก็ไม่ต้องถึงกับก้มกราบนะครับ เอาไหว้แบบพอดี ๆ ก็พอนะครับ

 

ทีนี้เรื่องคนนะครับ ก็เป็นเรื่องสำคัญแล้วก็การ ผมใช้คำว่าเอาใจเขามาใส่ใจเรานะครับ เป็นเรื่องที่สำคัญมากในทางการเมืองคำว่าเอาใจเขามาใส่ใจเรา 2 มิติ มิตินึงก็คือพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เขาคิด กับ 2 พยายามค้นหาให้ได้ว่าความต้องการเขาคืออะไรนะครับ เพราะว่าถ้าเรารู้ 2 สิ่งนี้มันก็จะทำงานให้กับคนอื่น ๆ ได้ง่ายพอสมควรนะครับ

 

สุดท้ายก็อยากจะบอกว่าคนเป็นผู้นำในยุคปัจจุบันจะมีความพร้อมอะไรอย่างไรก็ตาม อีก 2 สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยนะครับ 1 ก็คือว่าต้องไม่หยุดเรียนรู้แล้วก็ปรับตัวทุกสิ่งทุกอย่าง ผมว่าพวกเราเก่งกว่าคนรุ่นผมอยู่แล้ว มันเปลี่ยนแปลงเร็วมากนะครับ หยุดเรียนรู้นี่อันตรายที่สุด อันตรายที่สุดนะครับ ผมเล่าให้ฟังก็ได้นะครับเอาเรื่อง เอาในพรรคนี่แหละ เรื่องจริงวันที่คือ พอพูดไปแล้วมันดูแก่มากเลยนะ วันที่คอมพิวเตอร์มันยังไม่ได้แพร่หลายแบบขนาดนี้ ผมจำได้ว่าหัวหน้าพรรคผมคือนายชวน หลีกภัย เชิญ น่าจะ สวทช. มั้งมาช่วยจัดคอร์สฝึกอบรมสมาชิกในเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์นะครับ แล้วก็รวมทั้งอินเทอร์เน็ตเรื่องอะไรต่าง ๆ และผมจำได้ว่า มันก็จะมีเพื่อนในพรรคกลุ่มนึง หรือผู้ใหญ่ในพรรคกลุ่มนึง ซึ่งไม่ยอมมาอบรมนะครับ แล้วผมบอกได้เลยว่าหลังจากนั้น 3-4 ปี เห็นได้ชัดเลยว่า คนที่รู้เรื่องนี้ กับคนที่ไม่รู้เรื่องนี้ ความก้าวหน้าทางการเมืองต่างกันเยอะมากนะครับ เพราะฉะนั้นมันมีสิ่งใหม่ ๆ ที่ต้องเรียนรู้ตลอดเวลานะครับ ไม่ง่ายเลยในยุคปัจจุบันนะครับ แต่ว่าพวกเราน่าจะเข้าใจดีแล้วก็เรื่อง AI เอง ซึ่งเป็นเรื่องที่จะพัฒนาเร็วมาก ก็จะท้าทายคนจำนวนมากเลยว่าจะปรับตัวเข้ากับสิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างไรนะครับ แล้วก็สุดท้ายครับก็ต้องบอกว่าส่วนใหญ่แล้วสำหรับผู้นำนะครับไม่ว่าจะองค์กรหรือโดยเฉพาะในทางการเมือง ผมยังไม่เคยเห็นใครที่จะมีการประกอบอาชีพได้อย่างแบบราบรื่นแล้วก็ประสบความสำเร็จตลอด ในที่สุดมันก็ต้องเจอความผิดพลาด ความล้มเหลวในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง สำคัญคือเจอแล้ว ลุกขึ้นมาได้หรือเปล่า กลับมาได้หรือเปล่านะครับ เพราะว่าเรื่องนี้จะต้องเกิดขึ้นแน่นอนนะครับ ไม่ว่าเราไปทำอะไร ถ้าเราไม่สามารถที่จะเก็บเกี่ยวบทเรียน ไม่สามารถที่จะปรับตัวเองเพื่อให้กลับฟื้นขึ้นมาได้นะครับ ในที่สุดแล้วมันก็จะจมอยู่กับความผิดพลาดตรงนั้น แล้วก็จะกลายเป็นความล้มเหลวไปนะครับ

 

คือทั้งหลายทั้งปวงก็อยากจะบอกว่า มันเป็นเรื่องซึ่งมีทั้งศาสตร์ มีทั้งศิลปะที่ต้องเรียนรู้ แล้วก็ต้องทำใจอย่างหนึ่งนะครับ จะพร้อมจะเก่งจะดีอะไรยังไงก็ตาม ชีวิตคนเรา โลกเรา บางทีมันก็มีเรื่องโชคชะตาเข้ามา มันไม่น่าเชื่อนะครับ ซึ่งที่พูดไม่ได้หมายความว่าจะยุให้เป็นสายมูนะ เพราะผมรู้มีคนมีหลายคนพยายามจะทำธุรกิจเป็นสายมูอยู่ แต่ว่าอยากจะบอกว่ามันก็ต้องทำใจกับเรื่องเหล่านี้ หลายเรื่องหลายอย่างในโลกเรา ในที่สุดมันไม่ได้มีเหตุผลอย่างที่เราคิดนะครับ มันเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อ ผมยกตัวอย่างแม้กระทั่งเรื่องเทคโนโลยีนะ ผมเห็น 2 เรื่องในชีวิตผม อันนี้ฟังดูแก่มากคุณกรณ์จะเข้าใจ การดีก็เข้าใจแต่ทำเป็นไม่เข้าใจ ตอนที่มีวิดีโอออกมาแรก ๆ มี 2 ระบบ ใช่ไหม ใครรู้บ้างใครเรียนรู้ประวัติศาสตร์บ้าง VHS กับ Betamax ในเชิงเทคนิค Betamax ดีกว่าทุกอย่าง แต่ว่าเหมือนเป็นระบบปิด สุดท้ายล้มเหลว แพ้ ของดีกว่าผลิตภัณฑ์ดีกว่า แพ้ระบบ VHS ไปนะครับ ผมก็มานั่งคิด คราวนี้ก็อาจจะเริ่ม พวกเราอาจจะเริ่มจำได้ละใครจำ iPod ได้บ้าง มันแปลกไหมครับ Apple ทำระบบปิดเหมือน Betamax ทุกอย่างเลย ผมก็นึกว่ามันจะต้องล้มเหลวมั้ย สุดท้ายมันไม่ได้ล้มเหลว แต่ถ้าใครเป็นคนที่แบบชอบฟังเพลงมาก ๆ จะรู้ว่า iPod เกิดขึ้นได้เพราะอะไรครับ iPod เกิดขึ้นได้ เพราะมันมีคนทำผิดกฎหมายที่ชื่อ Napster คือพูดง่าย ๆ ก็คือว่า ถ้า iPod ทำธุรกิจตรงไป แล้วก็โลกทั้งโลกทำธุรกิจตรงไปตรงมา แล้วคุณต้องมานั่งซื้อเพลงที่มีลิขสิทธิ์ เพื่อจะโหลดเข้าไปอยู่ใน iPod น่ะ iPod ไม่เกิดหรอกครับ iPod มันเกิดมาได้เพราะตอนนั้นมันมีไอ้โปรแกรม Napster ซึ่งเอาเพลงทั้งหลายนี่แหละแล้วก็มากระจายให้คนสามารถโหลดได้ คนเลยถึงหันมาฟัง MP3 ก็ได้แพร่หลายอย่างรวดเร็ว ผมเล่าเรื่องพวกนี้เพราะว่ามันไม่มีใครวางแผนแบบนี้ได้นะครับ

 

การเมืองเหมือนกันครับ วันที่ผมลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรก ผมอยากลงเขตใจกลางเมืองมากเลยครับ ผมก็นึกว่าผมทำงานให้หัวหน้าพรรคมา 2 คนแล้วนะ ก่อนผมลงสมัครรับเลือกตั้งนะคุณพิชัย รัตตกุล คุณชวน (หลีกภัย) ช่วยฝากผมไปลงเขตท่านอาจารย์มารุต บุนนาคหน่อยนะครับ ทั้ง 2 ท่านฝากไป อาจารย์มารุตไม่ยอมครับ ไม่ยอมให้ผมลงด้วย ทำยังไงก็ไม่ยอม สุดท้ายผมเลยต้องย้ายไปเขตของอาจารย์เจริญ (คันธวงศ์) แต่ว่านั่นคือโชคของผมครับ เพราะถ้าผมลงเขตอาจารย์มารุตวันนั้น ผมต้องไปแข่งกับพลตรีจำลอง ศรีเมือง ซึ่งมาประกาศลงทีหลังผมก็สอบตกไปแล้วนะครับ

 

ผมไม่แน่ใจคุณองอาจไม่ได้มานะ ไม่ได้มาอบรมนะ แต่คุณองอาจ (คล้ามไพบูลย์) พวกเราหลายคนใครอยู่ฝั่งธน รู้จักแน่นอน โห เป็น สส. เป็นตำนานของฝั่งธนเลย คุณองอาจนี่ลง สส. มา 1 2 3 สอบตก 3 ครั้งลงเขตอาจารย์มารุตนั่นแหละ เจอพลตรีจำลอง ย้ายไปลงเขตพญาไทก็ตกอีก ย้ายกลับมาก็ตกอีก ตกจนพูดตรง ๆ หัวหน้าพรรคขณะนั้นบอกกับคุณองอาจบอก คุณน่าจะพอแล้วมั้ง แต่ตอนนั้นเกิดมีที่นั่งว่างอยู่ที่นึงที่ฝั่งธน คุณชวนก็เลยบอกคุณองอาจว่า แต่ผมก็เห็นใจคุณนะ คุณทำงานรับใช้พรรคมาอย่างดี คุณไปลงฝั่งธนก็แล้วกัน คุณองอาจนี่เดินเข้ามาหาผมผมเป็นรองหัวหน้ามั้งครับ ตอนนั้นอยู่กรุงเทพฯ คอตกบอก ผมไปไม่ได้หรอกฝั่งธน ผมไม่รู้จักอะไรเลย มีแต่คลองต้องไปลงเรือไปอะไรหรือเปล่า สุดท้ายก็ ผมก็บอกก็พี่ก็ต้องเลือกเอานะ ไม่งั้นพี่ก็ไม่ได้ลงเลย ก็ไป ตอนนี้กลายเป็นตำนานฝั่งธน

 

ดังนั้นทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวง เพื่อจะได้รู้นะครับว่า ชีวิตก็เป็นแบบนี้แหละ ชีวิตก็เป็นแบบนี้แหละ แต่สำหรับผม ถึงมันจะเป็นแบบนี้ อะไรที่เราทำได้เตรียมตัวได้ ฝึกฝนได้ทำไปเถอะครับ ส่วนอะไรที่เราควบคุมไม่ได้ปล่อยมันไปเถอะครับ อย่าไปกลุ้มกับมัน อย่าไปเครียดกับมันนะครับ มันเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้อยู่แล้ว แล้วสุดท้ายผมว่าเราจะอยู่ในจุดที่ มีใจที่สบายว่าอะไรที่เราควรทำและเราได้ทำแล้ว ส่วนอะไรที่ช่วยไม่ได้ นั่นมันไม่ใช่ปัญหาของเรา แล้วเราก็จะอยู่ได้กับความกดดันความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายทั้งปวงที่เข้ามาในชีวิต

 

ก็หมดเวลาหรือยัง กำลังดีคือบอกให้พอแล้วอันนี้ก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่งนะ ก็อยากจะเชิญชวนพวกเรานะครับว่า กับประชาธิปัตย์ อย่าถือว่าวันนี้คือวันสุดท้าย ถือว่าวันนี้คือจุดเริ่มต้นของขั้นต่อไป ที่จะมาช่วยกันทำงานอาจจะโดยตรงนะครับ เข้ามาช่วยงานพรรค ช่วยงาน สส. เตรียมตัวลงสมัครเลยอันนั้นผมยิ่งชอบ แต่อาจจะเป็นว่าจากนี้ไปไม่ว่าจะไปทำงานที่ไหน อย่างไร คิดถึงพวกเรา คิดช่วยกันคิดต่อไปว่า สิ่งที่เราตรงกันว่าอยากทำอะไรให้กับประเทศชาติบ้านเมือง พรรคจะทำอะไร ตัวคุณจะทำอะไร และจะเสริมซึ่งกันและกันต่อไป ก็เป็นกำลังใจให้กับทุกคนนะครับแล้วก็ขอแสดงความชื่นชมนะครับที่ได้ตัดสินใจเข้ามา แล้วก็ได้มีส่วนร่วมนะครับ อย่างที่ผมบอกคือฟังจากทุกคนก็บอกว่าพวกเราทุกคนประทับใจในคุณภาพของพวกเราทุกคนครับ ขอบคุณครับ

#ประชาธิปัตย์ #พรรคประชาธิปัตย์ #DemocratPartyTh #ยุวประชาธิปัตย์#DIP16  

ทุกเสียงของประชาชนมีความหมาย

ร่วมส่งความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ หรือปัญหา