
คำต่อคำปราศรัยย่อย “5×5 and more” เปิด 5 ปัญหากรุงเทพฯ กับ 5 ตัวตึงพรรคสีฟ้า x เจมส์ อนุชา
คำต่อคำปราศรัยย่อย “5x5 and more”
เปิด 5 ปัญหากรุงเทพฯ กับ 5 ตัวตึงพรรคสีฟ้า x เจมส์ อนุชา
เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2569 ที่ ลานหน้าพาร์ค สีลม
รัดเกล้า : หัวข้อสุดท้าย บริหารการเมืองท้องถิ่นให้สุจริตโปร่งใส ทำไม๊ ทำไม จะต้องเป็นพรรคประชาธิปัตย์ คะหัวหน้า
สกลธี : แล้วทำไมต้องเป็น ส.ก. ของประชาธิปัตย์ด้วย
อภิสิทธิ์ : ผมต้องเริ่มต้นอย่างนี้ก่อนดีกว่า อย่าเพิ่งไปเจาะจงประเด็นนั้นนะครับ วันนี้เรามาคุยกันนี้ เรื่องหลักก็คือ กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้ แล้วก็ผมก็ฟัง เจมส์ (อนุชา บูรพชัยศรี) ได้อธิบายไปหลายเรื่องแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีที่เอามาใช้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงินการคลัง ไม่ว่าจะเป็นการวิพากษ์โครงการต่าง ๆ ซึ่งเราดูแล้ว มันมีความไม่ชอบมาพากล หรือว่าเรื่องที่เป็นนโยบายใหญ่ ๆ หลายเรื่องที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น คือผมบอกว่ามานี้ เจมส์ ก็คงทราบดีเพราะว่า หาเสียงมา 2-3 อาทิตย์แล้ว คือเห็นบ่นอยู่เหมือนกันว่า พูดอะไรไปเดี๋ยวก็มีทัวร์มาลง
เจมส์ อนุชา : ลงจริง ๆ ฮะ เพราะว่า พูดแต่ละเรื่องตอนนี้เหมือนแบบ อะไรล่ะ เราก็ไม่ได้ไปโจมตีใครนะฮะ เราก็นำเสนอ แต่บางทีพอมันไปสะกิดใครยังไง มันไม่รู้มาจากไหนเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดเลยตอนนี้
อภิสิทธิ์ : คือผมก็ต้องบอกว่าจริง ๆ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เค้าชื่อทริปนะ แต่ว่าฝาแฝดเขาชื่อทัวร์
รัดเกล้า : อ๋อ ไม่น่าใช่ทัวร์นั้นค่ะ
อภิสิทธิ์ : อ๋อ คนละทัวร์ คนละทัวร์กันนะ แต่ว่าอย่างงี้ ผมก็เลยอยากจะบอกอย่างนี้ว่า สำหรับผม ผมพูดตั้งแต่ตอนต้นเลยนะว่า ผู้ว่าฯ ชัชชาติน่ะ ให้คะแนนตัวเอง 5 จาก 10 ผมบอกจริง ๆ ผมให้ท่านมากกว่านั้นด้วยนะครับ เพราะผมยอมรับว่าในวิธีการทำงาน ทำให้พี่น้องคนกรุงเทพ ฯ จำนวนมากมีความอุ่นใจ พึงพอใจ มีความรู้สึกว่า มีผู้ว่าที่มาสื่อสารอะไรต่าง ๆ ได้ดีขึ้นนะครับ ก็ไม่ได้ปฏิเสธตรงนี้นะครับ แล้วก็ผมว่า เจมส์ ก็พูดชัดนะ วันที่มาลงตั้งแต่แรก บอกรู้ว่าพี่น้องคนกรุงเทพ ฯ นิยมชมชอบท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติ มีคนถามว่า อ้าว แล้วรู้อย่างนี้จะมาแข่งทำไม เราก็บอกว่าเรามีหน้าที่ในฐานะพรรคการเมือง เจมส์ ก็ยังเป็นนักการเมืองก็ต้องนำเสนอสิ่งที่เราคิดว่า ดีที่สุดสำหรับพี่น้องประชาชน แพ้-ชนะ ไม่เป็นไร ชนะเราเข้าไปทำ แพ้เราหวังอย่างน้อยนะครับว่า เราได้จุดประเด็นหลัก ๆ ที่จะให้คนชนะต้องไปทำ หรือในที่สุดแล้วคนที่ชนะไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ที่จะต้องนำเอาประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้เข้าไป ดังนั้นผมก็ต้องบอกว่า วันนี้ผมก็ไม่รู้นะว่าทัวร์จะมาลงผมหรือเปล่า แต่ผมก็บอกว่าผมมีหน้าที่พูดความจริง แล้วผมก็ต้องบอกว่า อย่างที่ผมบอกว่าผมให้คะแนนผู้ว่าฯ ชัชชาตินี่ มากกว่า 5 จาก 10 แปลว่าสอบผ่าน เพียงแต่ผมถามว่า เราทำได้มากกว่านี้มั้ย และผมก็ติดตาม เฝ้าติดตามการหาเสียงในช่วงที่ผ่านมา จริง ๆ ไม่ใช่ผมพูดนะเมื่อเช้า เราไปพระโขนง มีชาวบ้านนั่งกินข้าวอยู่ พูดขึ้นมาเองบอกว่า เอ๊ะ ผู้ว่าฯ ชัชชาติเนี่ย เหมือนอิ่มตัว เหมือนอิ่มตัว เจมส์ อยู่ด้วย ตอนที่เค้าพูดทำนองว่า ใช่ร้านโจ๊ก เขาพูดขึ้นมา ผมกำลังจะบอกว่า นี่คือสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอ และพอมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า เอ๊ะ ทำไมมันเป็นอย่างที่เป็นอยู่ ไม่ได้มากกว่านี้ หรือเวลา จ้ำ ไปพูดเรื่องว่า เอ๊ะ ทำไมที่ผ่านมา เนื่องจากแข่งขันกันมาเคยพูดว่าจะเป็นเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่จะต้องเกิดขึ้น แต่มันไม่ใช่ เราก็จะได้ยินคำพูด 2 อย่างที่เกิดขึ้น
- ก็คือ กรุงเทพ ฯ ไม่ได้มีมาก อำนาจมากมายขนาดนั้น ซึ่งจริง แต่ก็ต้องบอกว่ามันเหมือนจริงครึ่งเดียว เพราะเอาเข้าจริง ๆ แล้วในที่สุด มันก็ต้องใช้ศิลปะในการบริหารทางการเมือง เหตุผลนึงที่เราเลือก เจมส์ มาลง เพราะเขาเป็นคนที่ทำงานมีประสบการณ์ในการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ หลายคนจะนึกถึงบทบาทของโฆษก แต่จริง ๆ เมื่อสักครู่ ที่ตอนสนทนากับคุณกรณ์ (จาติกวณิช) ตำแหน่งสำคัญอันนึงก็คือการมาทำหน้าที่ในการดันให้นโยบายออกมาจากรัฐบาล จากสำนักนายกฯ โดยการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ แล้วเราจะเห็นว่า วันแรกที่เปิดตัวปั๊บ เกิดเหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์พอดี และภาพที่เราเห็นก็คือ เจมส์ ไปคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้องทันที ว่ามีอะไรที่เราจะสนับสนุนได้อะไรต่าง ๆ ได้
วันที่เดินพาเหรดมาน้ำท่วมภาพที่เราเห็นก็คือ เจมส์ ไปคุยกับทางระบายน้ำ ผู้อำนวยการสำนักงานระบายน้ำ ดังนั้นการประสานงานหรือการที่บางครั้งต้องเผชิญหน้า จำเป็น เช่นเมื่อตอนที่ผู้ว่าฯ ประชาธิปัตย์อยากจะทำรถไฟฟ้าลากไปฝั่งธน รัฐบาลขณะนั้นไม่ยอมนะ แต่สุดท้ายก็ต้องค้นหาอำนาจการตัดสินใจของตัวเองเพื่อเดินหน้าให้ได้ ผมลงพื้นที่ถ้าไม่นับวันที่มาเรื่อง AI Hub ซึ่งคุณกรณ์พูดไปแล้ว ซึ่งเราอยากเห็นกรุงเทพฯ เป็นมากกว่านั้นนั่นแหละ แต่วันที่ไปลงพื้นที่กับ เจมส์ คือวันที่เราไปดูสุขุมวิทในเรื่องของกัญชา ถามว่าคนก็จะต้องบอกว่า เอ๊ะ ถ้านึกถึงกัญชา คงไม่ได้นึกถึงอำนาจท่านผู้ว่าฯ แต่จริง ๆ อำนาจในมือท่านผู้ว่าฯ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการแก้ปัญหาความเดือดร้อนรำคาญ ทั้งที่เป็นกฎหมายอำนาจของ กทม. เองและที่ผู้ว่า กทม. ถืออำนาจตามกฎหมายอื่น เช่น กฎหมายที่เกี่ยวกับสาธารณสุข แต่ในฐานะผู้ว่าฯ นั้นผลักดันได้ก็ต้องทำครับ ถ้ารัฐบาลอาจจะยังลังเลในเรื่องทิศทางของกัญชา แต่ถ้า เจมส์ ชัดว่ากัญชาเฉพาะเรื่องการแพทย์ ตีความให้กว้างหน่อย เอาเรื่องสุขภาพจิตรวมไปด้วยก็ได้ แต่ไม่ใช่เกลื่อนกลาดแบบนี้ อย่างนี้ก็ต้องทำนะครับ
ผมเดินกับ เจมส์ ทุกวันจะมีเสียงบ่นเรื่องปัญหาของคนต่างด้าว ที่เข้ามาแย่งอาชีพแย่งค้าขายในหลายต่อหลายพื้นที่ ง่ายที่สุดสำหรับผู้ว่าฯ ก็จะต้องบอกว่า เอ้ย อันนี้ก็ไม่ใช่อำนาจของท่าน แต่จริง ๆ ไม่ใช่ครับ จริง ๆ แล้วหลายเรื่องที่เราเห็นอยู่ กทม. ไม่ใช่ไม่มีอำนาจหรอก แต่จะใช้อำนาจนั้นอย่างไร ในการที่จะมีสิ่งที่มีอยู่ ในการที่จะต้องไปเข้มงวดกวดขันกับผู้ที่เกี่ยวข้องตรงนั้น ที่สามารถจะมาช่วยแก้ปัญหานี้ได้ อาจจะไม่ทั้งหมด แต่ผมเชื่อว่าถ้าผู้ว่าฯ เริ่มทำรัฐบาลก็ดูดายไม่ได้ก็ต้องทำ นี่คือสิ่งที่อยากจะบอกก่อนว่าก่อนจะไปถึงเรื่องประเด็นสุจริต ไม่สุจริต การบริหารทางการเมืองที่เกิดขึ้น ผมบอกว่าที่เป็นมากกว่านี้ได้ และที่ผมฟังท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติ ตอนนี้ ที่ท่านเหมือนกับท่านทำใจว่าก็อำนาจท่านมีเท่านี้เนี่ย ต้องถาม เจมส์ ก่อนว่าคุณจะทำใจมั้ยหรือจะทำอะไร
เจมส์ อนุชา : ผมต้องเดินหน้า ณ วันนี้ถึงแม้ว่าโพลจะออกมายังไงก็แล้วแต่นะครับ ผมคิดว่านโยบายทั้งหมดที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน ที่กลั่นกรองมาจากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นระดับใดก็แล้วแต่ เมื่อสักครู่เราได้เห็นแล้วนะครับ บุคลากรของพรรคประชาธิปัตย์ในแนวคิดต่าง ๆ ทั้งหมด ผมคิดว่าเราสามารถที่จะทำให้เป็นจริงได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งหมดทั้งปวง ไม่ใช่แค่เพียงว่าผู้ว่าฯ กทม.คนเดียวจะทำได้เราจะต้องมาเป็นในลักษณะขององคาพยพทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเมื่อสักครู่ที่เราพูดถึงเรื่องของความสุจริต เรื่องของ ส.ก. เรื่องของอะไรทั้งหมด ผมคิดว่า ณ วันนี้ ถ้าเราเดินหน้าไปในลักษณะแบบที่เราคิดอยู่ในปัจจุบันว่ากรุงเทพ ฯ มันเป็นได้มากกว่านี้ เป็นอะไรได้บ้าง เมื่อสักครู่ท่านหัวหน้าพูดไปแล้วนะครับ คุณกรณ์พูดไปแล้ว ดร.การดีพูดไปแล้ว จ้ำ พูดไปแล้ว วีร์ เองก็ได้ถ่ายทอดมาผ่าน MV อะไรทั้งหมดแล้ว ทั้งหมดผมก็คิดว่าสิ่งที่เราเดินหน้าต่อไปจากนี้อีกไม่กี่วันข้างหน้าจนกว่าจะถึง 28 มิถุนา ก็ยังเดินหน้า แล้วก็ยังเดินหน้าที่จะนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน มานำเสนออย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าทัวร์จะลงขนาดไหน ไม่ว่าใครจะตำหนิหรือเปล่า
เมื่อวานผมก็พูดนะครับ เรียนกับท่านอดีตผู้ว่าฯ ไปว่าทั้งหมดทั้งมวลที่เรานำเสนอ มันไม่ใช่เป็นเรื่องของการโจมตี เป็นการที่นำข้อมูลข่าวสารมาให้พี่น้องประชาชนเพื่อที่จะตัดสินใจว่า ถ้ามีในลักษณะแบบนี้มันมีข้อพิรุธหรือเปล่า เป็นลักษณะแบบนี้แล้ว ควรจะต้องตั้งคำถามหรือเปล่า ผมว่าถ้าเกิดมีพรรคการเมืองแบบนี้ในสังคมไทย มีในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ที่เราเดินหน้าที่จะตรวจสอบ แต่เราจะตรวจสอบอย่างเดียวก็ไม่สามารถที่จะทำให้กรุงเทพมหานคร มันดีขึ้นได้ ถ้าเราตรวจสอบอย่างเดียว เราก็เพียงแค่เพียงให้เปิดโปงประเด็นต่าง ๆ ที่อาจจะเรียกว่าซุกอยู่ใต้พรม แต่ถ้าเกิดเรามีโอกาสที่จะเข้ามาทำหน้าที่เพื่อที่จะเดินหน้า ไม่ใช่แค่เพียงตรวจสอบ แล้วก็นำคนที่อยู่ในอำนาจออกจากตำแหน่ง แต่ถ้าเรามีโอกาสได้เข้าไปทำหน้าที่ตรงนี้เป็นฝ่ายบริหารเอง ทั้งหมดทั้งปวงที่เราพูดมา ไม่ว่าจะเป็นนโยบายที่เรานำเสนอ มันจะเป็นรูปธรรม สิ่งนี้คือสิ่งที่ผม ทำไมถึงคิดว่าก้าวมาอาสาเป็นผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเป็นรอง ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าพูดอะไรไป ก็อาจจะทำให้คนเกิดความไม่พอใจ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าพูดไปแล้ว ประชาชนจะอาจจะไม่เลือกก็ได้ เจ็บตัวเปล่าๆ หัวหน้าเองก็เหนื่อย ตื่นเช้ามานะครับ ทุกวันนี้ ยกเว้นวันที่ประชุมสภานะครับ นัดกัน 6 โมงเช้า ท่านหัวหน้าไปถึงก่อนทุกครั้งเลยนะครับ บางทีตะวันยังไม่ขึ้นเลยนะครับ ตั้งแต่เช้าเลย ตี 5 กว่า ๆ ไม่ทราบว่าท่านตื่นตั้งแต่ 4 แล้วไปเอาเวลาไปดูบอลตอนไหน ผมก็ไม่แน่ใจ
สกลธี : นัด 6 โมง คือ ตี 5 ครึ่ง ถึงแล้ว
อนุชา : แล้วเนี่ยครับ เราอยู่กันตรงกลางสีลม ตะวันก็ตกดินแล้ว ก็ยังไม่ได้กลับบ้านกลับช่องกัน ท่านก็ยังมาพูดเพื่อที่จะให้คนกรุงเทพ ฯ มีความหวัง ให้คนกรุงเทพ ฯ มองไปถึงอนาคต อันนี้เป็นสิ่งที่ผมเอง ก็เลยทำให้มีความมุ่งมั่นตั้งใจว่า ครั้งนี้ถึงแม้ว่าจะมาลงสมัคร รู้ว่าเป็นรอง รู้ว่าจะต้องทำอะไรที่เรียกว่า ไต่ภูเขาไปไม่รู้ว่าจะถึงหรือเปล่า แต่ ณ วันนี้ขอให้ได้เริ่มก่อน ขอให้คนกรุงเทพ ฯ สามารถที่จะมองเห็นว่า ผมเองมีความตั้งใจ พรรคประชาธิปัตย์มีความตั้งใจ คุณอภิสิทธิ์ ทุก ๆ คน มีความมุ่งมั่นตรงนี้แล้ว อยากให้ทุกท่านได้เห็นว่าเราพร้อมนะครับ องคาพยพนโยบาย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เรานำเสนอมา ไม่ใช่แค่เพียงว่าต้องการคะแนนเสียง สิ่งที่เรานำเสนอ พวกเราต้องการให้บ้านเมือง ต้องการให้กรุงเทพ ฯ เดินหน้าต่อไป เพราะเรามองว่ากรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้ นี่คือสิ่งที่ผมตั้งใจครับท่านหัวหน้าครับ
อภิสิทธิ์ : ซึ่งอันนี้แหละครับ ก็คือสิ่งที่เราอยากจะยืนยัน เพราะเมื่อกี้นี้ก็ คุณกรณ์ เขาบอกว่าเลือก เอ๊ะ คุณพูดใช่มั้ยครับ เลือกเจมส์ได้กรณ์ จริง ๆ ได้ตัวแถมเยอะเลย (เลือก เจมส์ ได้ มาร์ค ได้ เนเน่ ได้อ้อ) ตัวแถมเยอะเลยนะครับ และก็มันเป็นเรื่องสำคัญเพราะว่าอย่างที่บอกก็คือว่า การเมืองมันมีทั้งระดับท้องถิ่น ระดับชาติ ปัญหาหลายอย่างที่มันคาบเกี่ยวนี้ มันสามารถจะเคลื่อนไปด้วยกันได้ อย่างประเด็นกัญชา อย่างประเด็นการแก้ปัญหาภาษีที่ดินที่จะเข้ามา อย่างประเด็นในเรื่องของ BTS ซึ่งจะมีการครบสัญญาว่าตกลงจะบริหารกันอย่างไรต่อไปนะครับ ประเด็นเหล่านี้ ผมคิดว่าการเป็นพรรคการเมืองและพรรคประชาธิปัตย์ เราพร้อมที่จะขับเคลื่อนตรงนี้ไปด้วยกันนะครับ ถ้าคุณอนุชา หรือ เจมส์ ได้เป็นผู้ว่าฯ
ทีนี้ส่วนที่ 2 ครับคือ ผู้ว่าฯ ชัชชาติก็จะมีปัญหา อีกปัญหานึงที่บ่นขึ้นมาว่า ไม่มี ส.ก. ซึ่งผมก็เห็นนะครับว่า บางเรื่อง ที่ผ่านมานี้ ก็เกิดปัญหาขึ้นว่าบางทีมีการไปออกข้อบัญญัติ หรือไม่ออกข้อบัญญัติ แล้วฝ่ายบริหารก็มีปัญหาในการบริหารจัดการ คนเลี้ยงหมาเลี้ยงแมวจะทราบดี เพราะมีการออกข้อบัญญัติเรื่องนี้ สุดท้ายเดินไปแล้วก็สะดุด สะดุดก็มามีปัญหา แต่ผมก็สงสัยเหมือนกันว่าเมื่อเป็นเช่นนั้น ทำไมท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติ ไม่ส่ง ส.ก.หรือส่ง
สกลธี : ไม่ส่งฮะ แล้วที่เห็นชนหมัดนี่คืออะไร ชนหมัดตามเขตเนี่ย
รัดเกล้า : หลายคนก็ออกตัวอยู่นะคะ ว่าอยู่ทีม แต่ก็ไม่ใช่ ใช่มั้ย
อภิสิทธิ์ : คือผมก็ไม่ทราบนะว่าท่านส่งหรือไม่ส่ง แต่ว่า 1 เนี่ย บางคนที่พูดว่าอิสระ ๆ เนี่ย ผมสงสัยอย่างเดียวว่า ทำไมอิสระแล้วป้ายมันเหมือนกันหลายเขต ผมก็ไม่คิดว่าอย่างนั้นนับเป็นอิสระนะ
รัดเกล้า : อิสระแบบพร้อมเพรียงกันไงคะ
อภิสิทธิ์ : อิสระโดยไม่ได้นัดหมาย อะไรทำนองนี้ แต่ว่าค่ะผู้ว่าฯ ไม่ส่ง “อากง” ส่งมั้ย
รัดเกล้า : เดี๋ยวต่อสายถามกงแป๊บนะคะ
สกลธี : ผมสู้คดีมานานมาก ผมเลยไม่อยากจะให้ความเห็นใดๆ
อภิสิทธิ์ : คือตรงนี้ ผมก็เลยบอกว่าผมไม่ทราบจริง ๆ ว่าเป็นอย่างไร คือด้านหนึ่ง ท่านผู้ว่าก็บ่นว่าไม่มี ส.ก. อีกด้านนึงท่านก็บอกว่าจริง ๆ ถ้าท่านทุจริตเนี่ย ส.ก. เอาตาย ผมก็เลยไม่รู้ว่า ไอ้ทีมที่เกิดขึ้นทีหลังนี้ มันยังไงกันแน่นะครับ แล้วก็อยู่ดี ๆ พรรคเศรษฐกิจใช่มั้ย เค้าพูดเรื่องอากงขึ้นมา ก็ปรากฏว่าคนที่อยู่ในวงการอะไรต่าง ๆ ก็มายืนยันข้อมูลอะไรต่าง ๆ เยอะแยะไปหมด แต่ผมไม่รู้ล่ะ แต่ผมรู้แต่ว่าประชาธิปัตย์ตรงไปตรงมา เราส่ง ส.ก. ส่งครับ ส่งทุกเขต แล้วก็ท่านเหล่านี้ ผมว่า เจมส์ อยู่ประชาธิปัตย์มาก็พอที่จะรู้ว่า 1. เขาก็มีหน้าที่ในการสนับสนุนนโยบายของพรรค แต่ 2. ก็คือว่าด้วยวัฒนธรรมของพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าผู้ว่าชื่ออนุชาแล้วไปทำอะไรไม่ถูกต้อง ผมรับรองได้ ส.ก. ประชาธิปัตย์ไม่ยอมหรอก เพราะฉะนั้นอันนี้คือสิ่งที่อยากจะยืนยันว่า 50 คน ที่เราส่งนี้ ยังไงก็จะต้องไปเป็นหูเป็นตา เป็นปากเป็นเสียงให้กับพี่น้อง ชาว กทม. อย่างแน่นอน ไม่ว่าผู้ว่าจะมาจากพรรคไหน อย่างไร ตรงไปตรงมา แล้วก็เราได้คัดเลือก รองจ้ำ ก็เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ ก็ได้พยายามคัดเลือกคนที่มีความสนใจ ความรู้ มีประสบการณ์ที่จะเข้าไป ดังนั้นอันนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่บอกว่าในงานขับเคลื่อนการเมืองตรงนี้ นอกจากการพูดว่าอำนาจผู้ว่า กทม. มีจำกัดหรือไม่ ส.ก. ผมก็เลยอยากจะให้ เจมส์ ยืนยันว่า มันไม่มีข้อจำกัดเรื่องนี้ ถ้าคุณได้มีโอกาสเป็นผู้ว่าฯ ถ้าคนกรุงเทพฯเลือกคุณเข้าไป
เจมส์ อนุชา : ผมเองก็มีโอกาสได้เป็น ส.ส. นะครับในนามพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่สมัยแรกจนกระทั่งมาถึงสมัยที่ 2 ในกรุงเทพมหานครนี้ เพราะฉะนั้นผมก็จะเห็นแนวทางในการที่พรรคประชาธิปัตย์ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องของสมาชิกพรรคก็ดี ในส่วนของตั้งแต่สมัยก่อนเรามี ส.ข. ด้วยซ้ำไป สมาชิกสภาเขต จนกระทั่งมาถึง ส.ก. จนกระทั่งมาถึง สส. จนกระทั่งมาถึงผู้ว่าฯ จนกระทั่งมาถึงรัฐมนตรี ผมเองเห็นนะครับบางครั้ง เรื่องยังไม่ถึงสิ้นสุด คำว่าไม่สิ้นสุด นั่นก็คือหมายถึงว่ายังไม่กระบวนการยุติธรรม ยังไม่ได้มีการตัดสิน แต่ผมเห็นแนวทางในการที่พรรคประชาธิปัตย์ในอดีต ให้ผู้ที่อยู่ภายใต้สังกัด ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ดี ผมเห็นทั้งในผู้ว่า กทม. ที่ต้องลาออกจากตำแหน่ง ผมเห็นทั้งในส่วนของรัฐมนตรีที่ต้องลาออกจากตำแหน่ง ทั้ง ๆ ที่เป็นแค่ข้อกล่าวหา แต่ตราบใดที่พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตรงนี้ เห็นว่าเป็นความรับผิดชอบทางการเมือง ที่ต้องมีหน้าที่ที่จะต้องแสดงต่อพี่น้องประชาชนว่า พรรคการเมืองต้องทำหน้าที่โดยโปร่งใส หากว่ามีมีข้อครหา แล้วทำให้พี่น้องประชาชนเกิดความไม่สบายใจ เกิดความรู้สึกว่าพรรคการเมืองจะมีการปกป้องกันหรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนภายใน หรือว่าในการที่จะให้มีองค์กรอิสระ สามารถที่จะชี้จนกว่าจะไปถึงการตัดสินในส่วนของศาลยุติธรรม ซึ่งต้องใช้เวลาอาจจะพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว คำตัดสินถึงจะออกมา ซึ่งตรงนั้นก็เป็นสิ่งที่ประชาชนอาจจะไม่พอใจได้ในอย่างแน่นอน
เพราะฉะนั้นผมมั่นใจครับว่า ถ้าหากผมมีโอกาสได้เข้าไปทำหน้าที่ในฐานะผู้ว่าฯ กทม. ส.ก. ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปเพื่อที่จะทำหน้าที่ในส่วนของสภากรุงเทพมหานคร หากผมทำอะไรผิด เขาอาจจะไม่มาหาผมด้วยซ้ำไป ผมมั่นใจว่าเขาจะวิ่งไปหาที่พรรค แล้วก็ไปร้องเรียนที่กรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรค ผู้บริหารพรรคว่า ผมทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง อย่าว่าแต่ว่ามีคนอื่นที่จะต้องไปร้องเรียนเลย ผมมั่นใจว่าสมาชิกในส่วนของ ส.ก. ที่จะทำหน้าที่ในสภากรุงเทพมหานคร มีโอกาสสูงที่จะไปฟ้องนะครับ ไอ้คำว่าฟ้องตรงนี้ ผมไม่ใช่พูดถึงเรื่องของฟ้องในศาลนะ ฟ้องผู้บริหารนี่แหละ แค่นี้ผมบอกได้เลยว่ามีโอกาสสูง ที่ผู้บริหารจะบอก มาบอกผมว่าผมจะต้องตัดสินใจในการที่จะต้องรับผิดชอบทางการเมืองอย่างแน่นอน ซึ่งผมพร้อมครับที่จะเข้าสู่ในการที่จะต้องทำหน้าที่ แล้วก็เข้าสู่ในการที่จะต้องมีบทบัญญัติ เพื่อที่จะให้เป็นมาตรฐานของพรรคการเมือง ที่ ณ วันนี้เราบอกชัดเจน และผมก็มีความมั่นใจครั้งนี้กลับมาในพรรคประชาธิปัตย์ว่า การทำงานการเมืองแบบสุจริต ณ ตอนนี้เป็นสิ่งที่ผมต้องการ
ผมเองก็ไม่ได้คิดไม่ได้หวังว่าจะต้องการอะไรไปมากกว่านี้ เหมือนกับที่คุณอภิสิทธิ์ผมได้ยินนะครับ ก่อนที่ผมจะกลับเข้ามาเป็นสมาชิก ผมเห็นคุณอภิสิทธิ์พูดว่า กลับมาครั้งนี้ อยากจะทำอะไรสักอย่างนึงที่ให้เกิดผลกับพี่น้องประชาชนกับบ้านกับเมือง และนี่คือสิ่งนึงแล้วผมก็ขอที่จะร่วมการเมืองในลักษณะแบบนี้ จะไปได้ไกล จะทำได้มากแค่ไหน ผมก็ขอที่จะร่วมเดินทางกับหัวหน้าไปด้วยกันครับ ขอบคุณครับครับ
อภิสิทธิ์ : ตอนนี้เราจะได้เข้าเรื่องแล้ว
สกลธี : อ๋อ เมื่อกี้ยังไม่เข้าใช่มั้ย
อภิสิทธิ์ : เมื่อกี้เป็นอารัมภบท
สกลธี : แต่พายุกำลังจะมา
อภิสิทธิ์ : ตอนนี้เราจะได้เข้าแล้ว ก็คือว่า คือเราพูดถึงงาน กทม. ผลงานน่ะนะ 4 ปี ไม่ 4 ปี หรือยาวนานกว่านั้น ความจริงอย่างที่บอกว่า เวลามีการพูดปั๊บ ก็มักจะมีทัวร์มา บางทีก็มาบอก เออ … แล้วตอนประชาธิปัตย์เป็นเกิดอะไรบ้าง เมื่อกี้ผมก็พูดไปเรื่องนึง เรื่องรถไฟฟ้าไปฝั่งธน หอศิลป์ กทม. ก็ใช่ ระบบกำจัดขยะแบบปิดอันแรกก็ใช่ที่หนองแขม อุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำก็ใช่ มหาวิทยาลัยก็น่าจะใช่นะของกทม.นะ ก็เป็นงานที่ทำ แต่ผมเข้าใจว่า ผมฟังไม่ผิดนะว่า เจมส์ ถูกถามแล้วเหมือนกัน บอก อ้าว แล้วถ้าเป็น เจมส์ เนี่ยอะไร มันจะเป็นอะไร ซึ่งผมบอกว่า เออ บางทีมันอาจจะไม่ใช่โครงการที่เรามองเห็นทางกายภาพนะ แต่ผมมานั่งคิดว่าถ้าอย่างที่เขาพูด ว่าเขามาเป็นผู้ว่าแล้ว ผู้ค้าขายทั้งหลายไม่ต้องจ่ายส่วย การประมูลงาน จะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส การอำนวยความสะดวกจะต้องไม่ใช่ช่องทางของการมาเก็บเงินจากภาคเอกชนแบบที่เราเห็น ในการสำรวจของ กกร. ที่เขาบอกว่า คนนักธุรกิจครึ่งนึงตอนนี้บอกว่าจะทำอะไรต้องจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่นะครับ
ทีนี้ต้องบอกอย่างนี้ว่า ผมก็แปลกใจว่าพอ เจมส์ พูดเรื่องนี้ขึ้นมา ทางท่านผู้ว่าฯ ก็ดูมีอาการค่อนข้างจะหงุดหงิด แล้วก็ใช้คำว่า ไปโจมตี ที่จริงผมยังไม่เคยได้ยิน เจมส์ ไปกล่าวหาว่าท่านผู้ว่าฯ ท่านทุจริต แต่ประเด็นมันไม่ได้อยู่ตรงนั้น ประเด็นก็คือว่าเมื่อคุณการดีไปส่องรัฐมาแล้ว แล้วเอาผลมา ถามว่าคนที่มีความรับผิดชอบ หรืออาสาตัวที่จะรับผิดชอบ เห็นเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่ ดร.การดี อธิบายไปว่า อุ๊ย ไปเจอโครงการซึ่งใช้คำว่า “หลีกเลี่ยงการประมูล” ด้วยการทำวงเงินให้มันเล็กลง แต่จริง ๆ มันน่าจะเป็นโครงการเดียวกันนั่นแหละ หรือโครงการซ้ำ ๆ กันนั่นแหละ แล้วก็ไปใช้วิธีซื้อแบบเจาะจง ผู้ว่าฯ ตอบว่ามันเป็นไปตามระเบียบราชการ ผมก็ตกใจเพราะว่าไอ้การทำแบบนี้นี่แหละ ก็เป็นเพราะต้องการทำตามระเบียบแต่ไม่ทำให้มันโปร่งใสหรือให้มันเกิดการแข่งขัน ไม่มีใครบอกว่ามันผิดระเบียบ แล้วมันน่ากลัวกว่านั้นก็คือว่า อะไรที่มันไม่ถูกต้องแต่ถูกระเบียบ แล้วเราคิดแค่ว่ามันถูกระเบียบแล้วจบกันไป แล้วปัญหาจะได้รับการแก้ไขเมื่อไหร่
ข้อที่ 2 ก็คือ ท่านถามว่าแล้วเมื่อก่อนทำมั้ย ผมก็ไม่ทราบจริง ๆ ว่าเมื่อก่อนทำมั้ย เพราะอย่างที่บอก ไอ้แพลตฟอร์มส่องรัฐนี้ เพิ่งเสร็จมาเมื่อเดือนที่แล้วนะครับ แต่ถ้าคำตอบคือว่าถ้าคนอื่นเคยทำมาก็ทำต่อไป ก็ไม่ต้องเห็นการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้น ถ้า เจมส์ ยืนยันนะ ว่าเรื่องนี้อยากจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดที่จะเหมือนกับว่าถ้ามีโอกาส ทิ้งไว้เป็นมรดกให้กับคน กทม. ว่า กทม. โปร่งใส ไม่มีส่วย กทม. จะเป็นแบบอย่างของการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ยืนยันหน่อยได้มั้ยครับ อธิบายหน่อยได้มั้ยครับว่าจะเดินหน้ากันยังไง
อนุชา : คือผมกลับมาพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ พูดจากใจจริงเลยนะครับท่านหัวหน้า ผมนี่ก็คล้าย ๆ ท่านหัวหน้าครับว่า เราเองก็มีโอกาสได้ไปทำหน้าที่ในฐานะ ส.ส. มีโอกาสได้ไปทำหน้าที่ในบางส่วนในส่วนของฝ่ายบริหาร มีโอกาสได้ไปทำหลาย ๆ เรื่องที่ผมอยากจะทำ ณ วันนี้ผมกลับมาพรรคประชาธิปัตย์เอง ผมก็มีความตั้งใจเลยว่า อะไรที่ ณ วันนี้ ต่อให้ผมมีความรู้สึกว่ามันอาจจะฝืนความรู้สึกของคนหลาย ๆ คนในการที่จะต้องเดินหน้า อย่างเช่นที่ว่า ทัวร์อาจจะมาลง ผมอาจจะอยู่ไปแล้วคนอาจจะมาชี้หน้าด่าว่าทำไมไปโจมตีเขา หรืออะไรต่าง ๆ ตอนนี้ครั้งนี้ผมไม่ได้มีความรู้สึกว่า ผมจะต้องกังวล เพราะผมเชื่อว่าผมทำในสิ่งที่ถูกต้อง ผมเชื่อว่าในสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่นี้เป็นสิ่งที่มันดีสำหรับสังคมไทย ไม่ใช่เฉพาะ กทม. แต่ว่า ณ ตอนนี้ ถ้าเรามีโอกาสที่จะทำในเรื่องของเล็ก ๆ ในส่วนของผู้ว่าฯ กทม. เพราะว่าพี่น้องประชาชนครั้งนี้ ไม่เหมือนกับการเลือก สส. ทั่วไปซึ่งผมเคยทำหน้าที่เป็น สส. มาก่อน เพราะเมื่อก่อนเขาเลือกผม ไม่ว่าจะเป็นเขต หรือบัญชีรายชื่อเข้าไปแล้ว ผมก็ไม่ได้ไปทำอะไร ผมก็ไปอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติ
แต่ ณ วันนี้ เป็นโอกาสที่ดีที่พี่น้องประชาชน ถ้าเชื่อในสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์กำลังนำเสนอ เชื่อในสิ่งที่ผมกำลังที่จะสู้ ในสิ่งที่ผมเชื่อในหลักการของผม พี่น้องประชาชนสามารถที่จะเลือกผมโดยตรงเข้าไปทำหน้าที่ มันเหมือนกับเป็นสัญญาประชาคมเลยว่า ถ้าเลือกผมเข้าไป สิ่งที่ผมจะทำมันคือการที่จะทำให้กรุงเทพมหานคร ในเรื่องของความโปร่งใส ความที่จะจัดในเรื่องของทุจริต คอร์รัปชัน ออกจากทุกระดับทั้งหมด ไม่มีการซื้อตำแหน่ง ไม่มีเรื่องของการไปเรียกส่วย แม้กระทั่งในส่วนของหลาย ๆ คนที่เขาบอกว่าเป็นเรื่องปกติ อย่างเช่นเรื่องของการขอใบอนุญาตก่อสร้าง อะไรก็แล้วแต่ในกรุงเทพมหานคร มันต้องไม่เกิดขึ้น และมันจะเป็นสิ่งที่เราจะต้องส่งสัญญาณไปถึงข้าราชการการเมือง ไปถึงข้าราชการประจำ ว่าถ้าหากมีแบบนี้ นั่นคือสิ่งที่พิรุธและผิดปกติ คล้าย ๆ กับแพลตฟอร์มที่เราทำอยู่ ก็คือแพลตฟอร์มส่องรัฐนี่แหละ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมก็อยากที่จะให้ความมั่นสัญญาว่า ถ้าเราทำการเมืองในลักษณะแบบนี้ หวังว่าพี่น้องประชาชนจะให้การต้อนรับ แล้วก็สนับสนุนเราในการที่จะเดินหน้าเข้าไปทำให้ กทม. โปร่งใส แล้วก็สุจริตได้มากกว่านี้แน่นอนครับ
สกลธี : ครับอันนี้เราเข้าเรื่องแล้วใช่มั้ยครับ
อภิสิทธิ์ : คือที่เข้าแล้วเนี่ย เพราะว่ามันจะสอดคล้องกับนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ ที่นำเสนอเป็นเรื่องหลักในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เรื่องของการเมืองสุจริต แล้วก็เราก็ถูกถามนะครับ หลายเรื่องที่มันเป็นรูปธรรมว่า แนวทางคืออะไร เราเคยบอกว่า 1. การจะลดการทุจริตโดยเฉพาะในระดับล่าง ก็คือการไปลดอำนาจการใช้ดุลพินิจ หรือการไปให้เจ้าหน้าที่สามารถที่จะไปต่อรอง กับจะเป็นผู้ค้ารายย่อยหรือแม้กระทั่งธุรกิจขนาดใหญ่ ต้องขจัดสิ่งเหล่านี้ออกไปให้ได้ ซึ่งผมฟังจากทาง เจมส์ ก็ยืนยันว่าจะต้องดำเนินการในเรื่องนี้ ถ้ากติกาทุกอย่างมันโปร่งใส มันชัดเจน เอาเทคโนโลยีมาช่วย มันไม่มีเหตุผลที่เรื่องเหล่านี้จะต้องดำรงอยู่ต่อไป
พอถัดมาขยับขึ้นมา เราพูดเรื่องใบอนุญาต บังเอิญ เจมส์ ก็ไปสะกิดเรื่องที่ว่ามันมีคนที่เขาสนใจเรื่องนี้ถึงขั้นลงทุนจ่ายเงินเป็นล้านใช่มั้ย เพื่อศึกษาแล้วก็ยื่นผลการศึกษาไปให้ แต่ปรากฏว่ามันยังไม่ได้รับการตอบสนอง เพิ่งได้รับการตอบตอบสนองเมื่อสัก 2 คืน 2 วัน หรือ 2 คืนก่อนที่ไปทานข้าวด้วยกัน
สกลธี : โพสต์รูปลงให้เห็นด้วย ว่ามีการกินข้าว
อภิสิทธิ์ : ซึ่งผมเชื่อว่าสิ่งที่ทางผู้ทำเรื่องนี้ คงไม่ได้ต้องการคือข้าว 1 มื้อ ผลการศึกษาแน่นอนครับ ไม่ได้แปลว่าต้องเห็นด้วยกับเขาทั้งหมด 100% และบางเรื่องก็ต้องไปดูว่าจะเป็นอย่างไร เพียงแต่มันไม่ได้ขยับ แต่สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ เสนอเป็นนโยบายอยู่แล้วคือเรื่องนี้ แล้ววันนี้ วันก่อน เจมส์ เขาก็มาแซวผมว่า ผมนี่ก็อายุมากแล้ว เป็นนักการเมืองอาวุโสแล้ว ไม่เห็นคนแบบนี้ต้องไปนั่งอยู่ในกรรมาธิการทำอะไร แต่ผมตัดสินใจไปนั่งกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายวันนี้ เพื่อจะรื้อให้ได้ว่าต่อไป ใบอนุญาตเหลือใบเดียวได้มั้ย หรือในหลายกรณีไม่ต้องมีใบอนุญาตได้มั้ย ใช้วิธีจดแจ้งแล้วไปตรวจสอบตามหลังเอานะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ต้องทำ ซื้อขายตำแหน่ง ซึ่งเป็นเป็นเรื่องที่อันตรายมากแต่ หรือการโยกย้ายที่ไม่ชอบ เมื่อตอนต้นที่ของเวทีนี่เอิร์ท (พงศกร ขวัญเมือง) ก็มาพูดคุย แล้วก็สิ่งที่ผมก็เห็นเรื่องแล้วผมก็มีความรู้สึกตกใจก็คือว่า เรื่องนี้ที่มันเป็นเรื่องขึ้นมาที่มีการพาดพิงกัน คือรูปการของเรื่องมันแปลกก็คือเรื่องนี้มันร้องเรียนไปจนถึงขั้นที่ได้คำตอบมาว่าการโยกย้ายแต่งตั้งในครั้งนั้น มันไม่ชอบด้วยระเบียบ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ในที่สุดก็คือไปกำหนดหลักเกณฑ์กันใหม่อีกรอบนึงซิ แล้วการโยกย้ายแต่งตั้งเหมือนเดิมทุกอย่าง คนเดิมก็กลับมาหมด แล้วผมก็เพิ่งได้ฟังจาก เอิร์ท วันนี้ด้วยว่า ระหว่างที่มีการไปพิจารณา ก็แสดงตัวอยู่ในตำแหน่งนั้นเต็มที่ คือแบบนี้ไม่ได้
ตอนที่เราหาเสียงคุณรัดเกล้าต้องจำได้นะ เดี๋ยวจะถาม ต้องจำได้นะว่าเราพูดชัดว่าเรื่องการโยกย้ายแต่งตั้ง ต่อไปนี้กระบวนการต้องโปร่งใสกว่านี้ อย่างน้อยที่สุด การเปิดเผยลำดับอาวุโส เปิดโอกาสให้คนมาร้องเรียนอะไรต่าง ๆ ตอนนั้นเราเคยพูดกันว่า บางตำแหน่งในภาครัฐ เราเห็นกรณีของ ไทย PBS ตอนนั้นเขาคัดเลือกนี่ทำเต็มที่ ซึ่งในระบบราชการอาจจะทำอย่างนั้นไม่ได้ แต่มันก็ทำได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในการจะเปิดตรงนี้ แล้วก็สุดท้ายนี่แหละครับมันก็ต้องมาดูว่าในระดับการเมือง เมื่อกี้ก็รู้สึกคุยกันไปเองใช่มั้ย ไม่มีตั๋วมาร์ค ไม่มีอะไร ไม่มีอยู่แล้วนะครับ พรรคนี้นี่ลูกพรรคใช้หัวหน้าพรรคอย่างเดียว ใช้ทุกอย่างนะครับคือ เราไม่มีระบบที่จะเข้าไปแทรกแซงอะไรต่าง ๆ ตรงนี้ เรามีแต่หน้าที่สนับสนุน เจมส์ ให้ไปทำ ตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้ให้เต็มที่ ติดขัดมีปัญหาอุปสรรคอะไร จะเป็นกับสภา กทม. จะเป็นกับปัญหากฎหมายในระดับชาติจะเป็นกับหน่วยงานไหน พรรคก็ต้องขับเคลื่อนไปแบบนั้น
เพราะฉะนั้นวันนี้คำว่า กทม.สุจริต กทม.โปร่งใส กทม.เป็นได้มากกว่านี้ มันเป็นเรื่องเดียวกันหมด เพราะมันจะมีอีกหลายเรื่องที่เราจะต้องทำ ในที่สุด พูดกันตรง ๆ หลายเรื่อง ที่ เจมส์ บอกมันจะต้องมีไปขัดใจอะไรหรือเปล่า ยกตัวอย่างเช่น รายได้ กทม. ต้องเพิ่มมั้ย เราก็อาจจะพิจารณาเรื่องการเก็บเงินจากชาวต่างชาติที่เข้ามาพักในโรงแรม อย่างนี้เป็นต้น ใช่มั้ยครับ เราก็ต้องมีการทำสิ่งเหล่านี้มากขึ้น แต่ผมเชื่ออย่างนึงว่า ถ้า กทม. โปร่งใส คน กทม. จะให้ความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายอีกหลายเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น เราอยากให้คน กทม. แยกขยะ แต่ถ้าไปถามคน กทม. ว่าทำไมบางคนยังไม่แยกขยะ กลายเป็นคน กทม. จะยังมีความรู้สึกว่า ก็ไม่แน่ใจว่า แยกแล้ว เอากลับไปรวมอีกหรือเปล่า ถ้าความโปร่งใสมันเกิดขึ้น ความเชื่อมั่นมันเกิดขึ้น เราก็จะได้รับความร่วมมือ เรายังไม่ได้พูดถึงปัญหาเรื่องฝุ่นพิษ เรื่องน้ำเสีย ซึ่งในที่สุดหลักการของมันก็คือใครก่อ ก็ต้องมีส่วนในการรับผิดชอบ แต่สิ่งเหล่านี้นเกิดขี้นได้ยากมาก เพราะว่าปัจจุบัน ไม่ว่าจะรัฐบาลกลาง ไม่ว่าจะเป็นในท้องถิ่น ถ้าพูดแค่เพียงว่า เอ้ย มันไม่อยากให้อ่ะ ให้ไปแล้วก็ไปทุจริต
คอร์รัปชันกัน ความร่วมมือก็จะไม่เกิด
วันนี้เราจึงเรียกร้องไงว่า คนที่เป็นนักการเมือง อย่างที่เรายกตัวอย่างไปเมื่อสักครู่ ที่บอกว่ามันมีคนร้องเรียนเข้ามา อย่าไปมองว่าเขาโจมตี ต้องมองว่าเขาให้ข้อมูลมา แล้วเราจะตอบโจทย์นั้นอย่างไร ไม่งั้นก็ไม่ต่างจากท่านรัฐมนตรี DE ที่บอกว่า ผมไม่เกี่ยว ผมดูแค่นโยบาย เราไม่ได้คุยเรื่องนั้นใช่มั้ย โอเค
สกลธี : ตกลงรัดเกล้าจำได้ฮะ วันนั้นจำได้มั้ย
อภิสิทธิ์ : จำได้ จำได้ทุกเรื่อง
รัดเกล้า : จำได้ไม่ได้ไม่รู้ รู้แต่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ของเรายึดมั่นจริยธรรมอยู่เหนือการเมืองนะคะ ถ้าจะบอกว่า อยู่เหนือกฎหมาย หรือทำอยู่เหนือกฎหมาย เพราะฉะนั้นจะบอกว่าทำถูกต้องตามกฎหมายแต่ถ้ามันไม่ถูกต้อง เราไม่โอเคค่ะ
สกลธี : โอเค กำลังจะเตือนท่านหัวหน้าว่า ท่านเก็บเอาไว้บ้าง เพราะเดี๋ยวสัปดาห์หน้าเราปราศรัยใหญ่จะดุเดือดกว่านี้
อภิสิทธิ์ : อ๋อ ยังมีอีกเยอะครับ
สกลธี : มีอีกเยอะใช่มั้ย โอเค สำหรับวันนี้ ก็
อภิสิทธิ์ : เป็นได้มากกว่านี้
รัดเกล้า : เป็นได้มากกว่านี้
สกลธี : วันนี้ก็เป็นแค่น้ำจิ้มนะครับ ก็เป็นการปราศรัยย่อยกึ่งเสวนา แต่สำหรับสัปดาห์หน้า วันศุกร์ที่ 26 นะครับ 18.00 น. ที่ศูนย์สิริกิติ์ พบกับการจัดกันเต็ม แล้วก็รอดูตัวละครลับ ที่จะมาช่วยปราศรัยแล้วก็สนับสนุน พี่เจมส์ อนุชา ให้เป็นผู้ว่าจากพรรคประชาธิปัตย์นะครับ
