“สกลธี” กระทุ้งรัฐบาลโละระบบไฟ Fixed ต้นเหตุมหาวินาศแยกมักกะสัน เผย ปชป. ดันญัตติยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ ดัน กทม. สู่มหานคร

20 พ.ค.2569 นายสกลธี ภัททิยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษากรณีอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์บริเวณจุดตัดทางรถไฟเพื่อหาทางป้องกัน และสร้างความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อให้รัฐบาลรับไปดำเนินการ โดยได้ตั้งคำถามสำคัญถึง ‘บทเรียนเดิมๆ’ ที่ประเทศไทยต้องเผชิญซ้ำเล่า จากสถิติอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟที่เกิดขึ้นทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 70-80 ครั้งต่อปี พร้อมกับยกเหตุการณ์ในอดีตที่เคยเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกัน อาทิ เหตุการณ์รถไฟชนรถตู้ที่ถนนเทอดดำริ – ประดิพัทธ์ เมื่อปี 2548 (เสียชีวิต 8 ราย) เหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์แถวเคหะร่มเกล้า เมื่อปี 2545 (เสียชีวิต 5 ราย) ผ่านไปกว่า 15 ปี แพทเทิร์นความสูญเสียเหล่านั้นยังคงฉายซ้ำ ราวกับว่าเทคโนโลยีและความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนไม่เคยได้รับการยกระดับ

นายสกลธีได้จำแนกต้นตอของปัญหาเพื่อให้เห็นแนวทางในการโอบรับและแก้ไขปัญหาร่วมกัน ออกเป็น 4 มิติสำคัญ คือ
1. พฤติกรรมมนุษย์และกลไกการบังคับใช้กฎหมาย
นอกเหนือจากความบกพร่องส่วนบุคคลของพนักงานขับรถ การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนคือการนำเทคโนโลยี AI และกล้องตรวจจับอัจฉริยะเข้ามาช่วยกวดขันวินัยจราจรอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะบริเวณเส้นทแยงสีเหลืองที่มักถูกละเลย การบังคับใช้กฎหมายที่จริงจังและหนักแน่น จะช่วยลดพฤติกรรมเสี่ยงบนท้องถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. เชิงโครงสร้างและงบประมาณที่ต้องโปร่งใส
ประเทศไทยมีจุดตัดทางรถไฟถึง 2,500 จุดทั่วประเทศ (เป็นจุดลักผ่านราว 700 จุด) และในกรุงเทพฯ มีอีกกว่า 20 จุด ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านที่มีระบบรางระดับโลกอย่างญี่ปุ่น (โตเกียว) หรือเกาหลีใต้ (โซล) สามารถบริหารจัดการให้จุดตัดในเขตเมืองกลายเป็น ‘ศูนย์’ (Zero Crossing) ได้สำเร็จ

นายสกลธีตั้งข้อสังเกตว่า ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยมีการอนุมัติแผนแม่บทการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานวงเงิน 176,000 ล้านบาท เพื่อทำทางยกระดับอุโมงค์ลอด และระบบไฟอัตโนมัติ แต่งบประมาณบางส่วนกลับถูกเปลี่ยนมือไปใช้ในส่วนอื่น เช่น การกู้ชีพการรถไฟฯ หรือโอนไปโครงการรถไฟสายสีแดง ส่งผลให้สายตะวันออกซึ่งเกิดเหตุบ่อยครั้งกลับถูกลดความสำคัญลง ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องกลับมาทบทวนการจัดสรรงบประมาณในจุดเสี่ยงอย่างเป็นธรรม

3. วิศวกรรมจราจร เปลี่ยนระบบไฟ Fixed สู่ระบบอัจฉริยะ
หนึ่งในจุดบอดสำคัญของ ‘แยกมักกะสัน’ คือความไม่สัมพันธ์กันของอาณัติสัญญาณจราจร รถที่ผ่านทางรถไฟมาด้วยไฟเขียว แต่ออกไปไม่ได้เพราะติดไฟแดงที่แยกอโศก ซ้ำยังมีรถจากถนนกำแพงเพชรเข้ามาสมทบ จนกลายเป็น ‘มหาวินาศ’

นายสกลธีระบุว่า ปัจจุบันกรุงเทพฯ มี 561 แยก แต่มีไฟระบบอัจฉริยะ (ATC: Area Traffic Control) ที่แปรผันตามปริมาณรถจริงเพียง 70 แยกเท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 490 แยกยังคงเป็นระบบตั้งเวลานับถอยหลัง (Fixed) ซึ่งหาก กทม. เจียดงบประมาณเพียง 1% ของงบรวม (ราว 2,000-3,000 ล้านบาท) มาปรับปรุงระบบไฟให้เป็นอัจฉริยะทั้งหมด จะสามารถลดปัญหาจราจรติดขัดในช่วง Off-Peak ได้ถึง 30% และช่วยเพิ่มความปลอดภัยในชั่วโมงเร่งด่วนได้อย่างมหาศาล

4. ปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย เดินหน้า ‘กทม. สู่มหานคร’
ความลักลั่นในการใช้อำนาจคืออุปสรรคสำคัญ กทม. เป็นคนตั้งระบบไฟ แต่ตำรวจเป็นผู้ควบคุมสัญญาณไฟ ส่วนไม้กั้นรถไฟขึ้นอยู่กับการรถไฟฯ ทำให้ไม่สามารถ ‘ซิงค์’ ข้อมูลเข้าด้วยกันได้ พรรคประชาธิปัตย์จึงได้เสนอร่างกฎหมาย เพื่อปรับโครงสร้างให้กรุงเทพมหานครเป็น ‘มหานคร’ ที่แท้จริง รวบรวมอำนาจการบริหารจัดการเมืองให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพื่อความรวดเร็วในการแก้ปัญหาระบบรางและท้องถนนให้เชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียว

ท้ายที่สุด นายสกลธีได้ยกเหตุการณ์เครนถล่มทับรถไฟที่ สีคิ้ว จ.นครราชสีมาในช่วงต้นปี ว่า นายชวน หลีกภัย ได้ทำหนังสือไปยังการรถไฟฯ เรื่องนี้ผ่านมาไม่ถึงครึ่งปีก็เกิดเหตุการณ์อีก จึงอยากให้การรถไฟแห่งประเทศไทย เข้าไปดูแลอย่างจริงจังกับผู้เสียชีวิต อย่าตีค่าราคาของมนุษย์ถูกเกินไป และต้องพยายามเยียวยาจิตใจสภาพของญาติพี่น้องที่เขาสูญเสียไปด้วย เพราะทุกชีวิตที่สูญเสียไปไม่อาจประเมินค่าได้ และหน้าที่ของผู้นำในวันนี้ คือการเปลี่ยนความสูญเสียให้กลายเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างพื้นที่เมืองที่ปลอดภัยและให้ความหวังกับประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม

 #ประชาธิปัตย์ #พรรคประชาธิปัตย์ #DemocratPartyTH

ทุกเสียงของประชาชนมีความหมาย

ร่วมส่งความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ หรือปัญหา