
“อภิสิทธิ์” ชี้ ป.ป.ช. “ฟอกขาว” ตัวเลขโปร่งใสภาครัฐพุ่ง 92% สวนทางความจริง แฉโพลเอกชนเผย “เรียกส่วยใบอนุญาต” สูงลิ่ว 86% อุปมาคดีค้านสายตาจน ‘VAR ตาค้าง” เตือนรัฐบาลเลิกพฤติกรรมขู่ฟ้องคนแฉ
ที่รัฐสภา วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วิจารณ์รายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวเชิงโครงสร้างในการชี้วัดปัญหาคอร์รัปชัน พร้อมนำสถิติเชิงลึกของภาคเอกชนมาเปิดโปงขบวนการเรียกรับผลประโยชน์ที่กำลังลุกลามจนทำลายความเชื่อมั่นของประเทศ
นายอภิสิทธิ์ อภิปรายโดยเปรียบเทียบข้อคำถามและรายงานของ ป.ป.ช. กับวิกฤตศรัทธาที่สังคมมีต่อองค์กรตรวจสอบในปัจจุบัน โดยระบุว่าปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลานี้สังคมตั้งคำถามอย่างรุนแรงกับการทำงานและผลสัมฤทธิ์ในการปราบโกง ซึ่งคดีความหลายคดีในระยะหลังล้วนสร้างความเคลือบแคลงสงสัย
“ปฏิเสธไม่ได้ว่าขณะนี้สังคมตั้งคำถามจริง ๆ กับการทำงานและผลที่เราเห็นในแง่ของปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ล่าสุดก็มีคดีของผู้ซึ่งเป็นอดีต ป.ป.ช. เสียเอง ซึ่งกลับถูกกล่าวหาว่าทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งๆ ที่สิ่งที่ท่านทำ นำไปสู่การต่อสู้คดีภาษีอากรที่ทำให้รัฐเป็นฝ่ายชนะ เพราะชี้ช่องทางที่ถูกต้อง ข้อครหาเรื่องความเป็นไปได้ในการแทรกแซงทางการเมือง การปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน และคดีหลายคดีสำหรับประชาชนมันค้านสายตามาก ถ้าเปรียบเป็นระบบ VAR ในสนามฟุตบอล ก็ต้องบอกว่าทำเอาคนดูตาค้างกันทั้งประเทศ สิ่งเหล่านี้บั่นทอนความเชื่อมั่นในเรื่องการปราบปรามการทุจริต ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ถือว่าเป็นวาระเร่งด่วนที่สุดของประเทศ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่าตกใจที่สุดในรายงานฉบับนี้คือ ผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ที่ระบุว่าหน่วยงานของรัฐผ่านเกณฑ์สูงถึงร้อยละ 92 ซึ่งเป็นตัวเลขที่บิดเบี้ยวและตรงกันข้ามกับความรับรู้และความเป็นจริงของสังคมอย่างสิ้นเชิง
นายอภิสิทธิ์ ได้นำรายงานผลสำรวจของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อสะท้อนความจริงอีกด้าน ขึ้นมาหักล้างข้อมูลของ ป.ป.ช. กลางที่ประชุมสภาฯ โดยกางสถิติเชิงประจักษ์ในภาคธุรกิจ ว่า
1.แนวโน้มทุจริต ผู้ประกอบการมองว่าสถานการณ์คอร์รัปชันในรอบ 3 ปี แย่ลงกว่า 50% และมีเพียง 0.3% เท่านั้นที่ตอบว่าดีขึ้น
2.นักธุรกิจร้อยละ 47 ยอมรับตรงๆ ว่าเคยเป็นผู้จ่ายสินบนด้วยตัวเอง และร้อยละ 80 มองว่าคอร์รัปชันคืออุปสรรคใหญ่หลวงในการทำธุรกิจ
3. สูงถึงร้อยละ 86 ระบุว่าถูกเรียกรับผลประโยชน์หรือทำให้เข้าใจว่าต้องจ่ายเงินในขั้นตอนการขอใบอนุญาตและใบรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานราชการ
นอกจากนี้ ผลสำรวจยังสะท้อนถึง “วิกฤตศรัทธา” ในกระบวนการยุติธรรมอย่างรุนแรง เมื่อถามความกล้าในการแจ้งเบาะแสผ่านช่องทางราชการ มีผู้ประกอบการเพียงร้อยละ 1.8 เท่านั้นที่ตอบว่า “กล้ามาก” ขณะที่ร้อยละ 52.3 ระบุชัดเจนว่า “ไม่มั่นใจในช่องทางการร้องเรียนของรัฐเลย”
“ป.ป.ช. ได้สร้างสภาวะแวดล้อมให้คนมั่นใจไหมล่ะ เมื่อเขาพบเจอคอร์รัปชันด้วยตัวเอง? หาก ป.ป.ช. อยากฟังรายงานเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงการทำงาน ท่านเอาผลสำรวจของ กกร. ครั้งนี้เถอะครับไปเป็นตัวตั้งโจทย์ว่าจะทำอย่างไร” นายอภิสิทธิ์ระบุ
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังชี้ถึงทัศนคติของฝ่ายบริหารต่อปัญหาการทุจริต พร้อมตั้งคำถามถึงท่าทีของ ป.ป.ช. ว่าจะเลือกยืนอยู่ข้างความถูกต้องหรือปล่อยเลยตามเลย อยากทราบว่า ป.ป.ช. คิดเห็นอย่างไรกับทัศนคติของรัฐบาล ที่เมื่อรับผลการสำรวจนี้แล้ว บางครั้งมีอาการเหมือนจะขู่ฟ้องกลับ บางครั้งก็พยายามจะเรียกร้องเพียงแค่ว่าให้ดำเนินคดีไหม มีหลักฐานมากน้อยแค่ไหน ถ้าทัศนคติของฝ่ายบริหารยังเป็นแบบนี้ ป.ป.ช. จะทำอย่างไร จะเห็นด้วยกับวิธีคิดของรัฐแบบนี้หรือไม่
“ผมลุกขึ้นมาครั้งนี้ ผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านเลขาธิการ ป.ป.ช. จะนับว่าผมเป็นหนึ่งใน “คนป่วยของสังคม” หรือไม่ ที่ลุกขึ้นมาวิจารณ์ท่าน แต่ผมกราบเรียนครับ ผมก็คงเหมือนกับคนไทยทั้งประเทศในเวลานี้ คือป่วยเป็นโรค “เกลียดการโกง” และผมอยากให้เชื้อนี้ติดไปถึงท่านเลขาฯ กับกรรมการ ป.ป.ช. ทุกท่านครับ ประเทศไทยถึงจะหายป่วย และหลุดพ้นจากการถูกเรียกว่าเป็นคนป่วยแห่งเอเชียเสียที” นายอภิสิทธิ์กล่าวสรุปอย่างหนักแน่น
