“อภิสิทธิ์” ชำแหละแผนดับไฟใต้ รบ.อนุทิน ชี้ก๊อปปี้ของเก่าเปลี่ยนแค่ตัวเลข

ที่รัฐสภา 23 เมษายน 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายร่างนโยบายการบริหารราชการและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2568-2570 โดยตั้งคำถามถึงความจริงใจและประสิทธิภาพของรัฐบาล หลังพบเนื้อหานโยบายแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากฉบับเดิม ขณะที่สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่กลับทวีเพิ่มมากขึ้นสวนทางกับตัวชี้วัดที่ตั้งเป้าให้เหตุการณ์สงบภายในปีหน้า

นายอภิสิทธิ์ เริ่มต้นอภิปรายโดยย้ำถึงความสำคัญของปัญหาที่ยืดเยื้อกว่า 20 ปี มีเหตุความรุนแรงกว่า 2 หมื่นครั้ง และยอดผู้เสียชีวิตขยับเข้าใกล้ 8 พันชีวิต โดยแสดงความกังวลว่ารัฐบาลปัจจุบันให้ความสำคัญกับเรื่องนี้น้อยเกินไป

นายอภิสิทธิ์ ตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายฉบับปี 68-70 นี้ หากเปิดอ่านโดยไม่ดูชื่อฉบับ จะไม่ทราบเลยว่ามีความแตกต่างจากฉบับปี 65-67 อย่างไร เพราะเกือบทุกข้อเหมือนเดิม เพียงแค่สลับหมวดหมู่เท่านั้น โดยเฉพาะตัวชี้วัดที่ระบุว่าเหตุการณ์จะสงบลงภายในปีหน้า

นายอภิสิทธิ์ ระบุพร้อมกางตัวเลขจาก Deep South Watch ที่ชี้ชัดว่า หลังปี 2560 ที่สถานการณ์ดูเหมือนดีขึ้นนั้นเป็นผลจากวิกฤตโควิด แต่หลังจากนั้นเหตุความรุนแรงกลับเพิ่มขึ้นจาก 400 ปลายๆ มาเป็น 600 ต้นๆ และยอดเสียชีวิตยังคงอยู่ในหลักร้อย “การจัดทำนโยบายที่แทบจะซ้ำกับหลายปีที่ผ่านมา ในขณะที่สถานการณ์ยังไม่มีตัวบ่งชี้ว่าดีขึ้น มีเหตุผลอะไรรองรับ”

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ริเริ่มกระบวนการพูดคุยแบบไม่เปิดเผยเพื่อวางรากฐาน โดยใช้พลเรือนเป็นหัวหน้าคณะเพื่อสร้างความไว้วางใจ แต่ปัจจุบันรัฐบาลกลับมอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองเป็นหัวหน้าคณะพูดคุย ซึ่งตนกังวลว่าจะทำลายความเชื่อมั่น
ความกังวลของผู้ที่เข้ามาเจรจา สิ่งที่เขากังวลที่สุดก็คือ ถ้าฝ่ายรัฐไปเจรจาเพื่อหาข่าว เขาจะไม่เชื่อมั่นว่าจะมาหาคำตอบอย่างแท้จริง

“ผมกราบเรียนว่าถ้าเรามองกันยาวๆ และเราฟังต้นเหตุทั้งในเชิงประวัติศาสตร์เงื่อนไขที่ถูกซ้ำเติมมากขึ้นในหลายสถานการณ์มาจนถึงวันนี้ เราปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่าถึงที่สุดแล้วหัวใจของการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้คือการหาคำตอบทางการเมือง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

พร้อมกับได้เปรียบเทียบถ้อยคำในนโยบายว่าฉบับเดิม ที่เคยยกให้การพูดคุยเป็น “วาระแห่งชาติ” แต่ฉบับนี้หายไป และการพูดถึงการกระจายอำนาจในฉบับนี้ก็ดูจะลดระดับความสำคัญลงไปมาก เป้าหมายสุดท้ายไม่ควรจะเป็นแค่ว่าเหตุการณ์เป็นศูนย์ เพราะเหตุการณ์เป็นศูนย์อาจจะเกิดจากการกดทับก็ได้ แต่เป้าหมายที่เราต้องการคือพื้นที่ที่คนต่างวัฒนธรรม เชื้อชาติ อยู่ในประเทศไทยได้อย่างกลมกลืน

“มีอะไรให้ท่านเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำมาสามปีแล้วเหตุรุนแรงเพิ่มขึ้นจะสามารถแก้ปัญหาให้เหตุการณ์นี้สงบลงได้ภายในปีหน้า และถ้าท่านเชื่อว่าสุดท้ายเราต้องการคำตอบทางการเมือง ท่านจะจริงจังกับกระบวนการเรื่องของการกระจายอำนาจและสร้างความเข้าใจให้กับคนทั้งในและนอกพื้นที่อย่างไรครับ” นายอภิสิทธิ์กล่าว

#ประชาธิปัตย์ #พรรคประชาธิปัตย์ #DemocratPartyTH 

ทุกเสียงของประชาชนมีความหมาย

ร่วมส่งความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ หรือปัญหา