“ดร.การดี” สะท้อนเสียง SME ในสภาฯ จี้รัฐเร่งแก้ปัญหาก่อนวิกฤตซ้อนวิกฤตจะกลายเป็นหายนะ

(25 มีนาคม 2569) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นอภิปรายถึงสถานการณ์ความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการ SME ท่ามกลางภาวะ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” จากผลกระทบของสงครามและการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยย้ำว่าหน้าที่ของรัฐคือการบริหารจัดการเพื่อไม่ให้วิกฤตนี้กลายเป็นหายนะของพี่น้องประชาชน

ดร.การดี ได้ฉายภาพให้เห็นถึง 3 ประเด็นสำคัญที่กำลังบีบคั้นหัวใจคนทำงานและผู้ประกอบการในขณะนี้

1. ราคาน้ำมันและต้นทุนการผลิต เมื่อไม่มีการตรึงราคา ย่อมส่งผลกระทบลูกโซ่ไปถึงภาคเกษตรและการขนส่งอย่างเลี่ยงไม่ได้

2. วิกฤตวัตถุดิบต้นน้ำ ทั้งปัญหาการขาดแคลน “เม็ดพลาสติก” ที่ส่งผลต่อบรรจุภัณฑ์สินค้า SME และ “ราคาปุ๋ยเคมี” ที่พุ่งสูงขึ้น จนกลายเป็นกำแพงใหญ่ในการกระจายสินค้าและเพิ่มต้นทุนเกษตรแปรรูป

3. มาตรการคุมราคาที่ไม่สอดคล้องกับความจริง การคุมราคาสินค้าโดยไม่ดูต้นทุนที่แท้จริง อาจเป็นการบีบให้ SME ต้องเลือกระหว่างการลดคุณภาพสินค้า หรือการแบกรับจนไปต่อไม่ไหว ซึ่งไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน

ดร.การดี ได้อภิปรายเพื่อนำเสนอแนวทางเชิงรุกที่เน้น “ความแม่นยำ” แทนการช่วยเหลือแบบหว่านแห เพื่อให้ประเทศไทยก้าวผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้อย่างมั่นคง ใน 3 หัวข้อ

– คัดกรองกลุ่มเป้าหมาย (Segmentation) รัฐบาลควรแบ่งกลุ่ม SME ตามระดับความเดือดร้อน ไม่ใช่หว่านแหแก้ปัญหา ทั้งกลุ่มวิกฤต กลุ่มเสี่ยง และกลุ่มปกติ เพื่อให้การใช้ภาษีจำนวนมากได้นำไปใช้เยียวยาผู้ที่เดือดร้อนจริง ๆ ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

– เปิดเผยข้อมูลห่วงโซ่ราคา สร้างความโปร่งใสในข้อมูลคลังวัตถุดิบยุทธศาสตร์ เช่น ปุ๋ยและเม็ดพลาสติก เพื่อให้มองเห็นภาพรวมและแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที

– มีระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลที่แม่นยำเป็นสัญญาณเตือนก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัวและไม่เจ็บตัวไปมากกว่านี้

“ดิฉันไม่อยากให้วิกฤตซ้อนวิกฤตนี้กลายเป็นหายนะ แต่ถ้าเรามองให้เป็นโอกาสในการพัฒนา เราจะสามารถผ่านมันไปได้ด้วยกัน” ดร.การดี กล่าวทิ้งท้าย

#ประชาธิปัตย์ #พรรคประชาธิปัตย์ #DemocratPartyTH

ทุกเสียงของประชาชนมีความหมาย

ร่วมส่งความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ หรือปัญหา