
“กรณ์” ฉะยับรัฐบาลเมินความเดือดร้อนปชช. อัดนโยบายน้ำมันลอยตัวคือ “ตลกร้าย” ชี้พิรุธกักตุน-ฮั้วราคา
(25 มี.ค.2569) รัฐสภา – นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ แถลงปิดการอภิปรายญัตติด่วนพิจารณาวิกฤตพลังงาน โดยแสดงความเสียดายที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีไม่ได้เข้ารับฟังข้อมูลความเดือดร้อนของประชาชนจากปากตัวแทนในสภาฯ เกือบ 100 ชีวิต นับเป็นการเสียโอกาสที่จะได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนสำหรับนำไปแก้ปัญหา
นายกรณ์ระบุว่า จากการอภิปรายตลอด 7-8 ชั่วโมง สรุปได้ว่าปัจจุบันมีการ “กักตุนน้ำมันจริง” เนื่องจากข้อมูลยืนยันว่าน้ำมันในคลังและกำลังการผลิตของไทยมีเพียงพอ แต่ประชาชนกลับหาซื้อไม่ได้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องตามหา “ไอ้โม่ง” ผู้กักตุนมาลงโทษเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา พร้อมกับแสดงความเป็นห่วงถึงแนวทางที่รัฐบาลจะปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัวตามกลไกตลาด เพราะจะเป็นการ “ผลักภาระให้ประชาชน” เนื่องจากหากมีการลอยตัวจริง จะทำให้ราคาน้ำมันจากวันนี้ (25 มีนาคม) ที่มีราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นอยู่ที่ 45 บาท เมื่อรวมภาษีสรรพสามิตอีกเกือบ 7 บาท จะทำให้ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงถึง 52 บาทต่อลิตรทันที
นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่า กลไกที่รัฐบาลอ้างนั้นไม่ใช่กลไกตลาดที่สมบูรณ์ แต่เป็น “ราคาทิพย์” ที่อิงจากโรงกลั่นสิงคโปร์ ทั้งที่ผลิตในประเทศไทย แต่ได้มีการบวกค่าขนส่งและประกันภัยเสมือนนำเข้าจากต่างประเทศ และเข้าข่าย “การฮั้วราคา” เนื่องจากโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งในไทยไม่มีการแข่งขันด้านราคาจริง แต่ทุกแห่งอ้างอิงราคาสิงคโปร์เหมือนกันหมด
ทั้งนี้นายกรณ์ได้เสนอให้รัฐบาลร่วมเสียสละด้วยการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันเก็บอยู่เกือบ 7 บาทต่อลิตร เพื่อแบ่งเบาภาระประชาชน แทนการสั่งให้ประชาชนประหยัดเพียงฝ่ายเดียว พร้อมกับได้เตือนเรื่อง “วิกฤตค่าไฟ” ที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นจากการนำเข้าก๊าซ LNG ซึ่งต้นทุนเพิ่มขึ้น 100% โดยชี้ให้เห็นความผิดปกติของสัญญาที่เอื้อให้เอกชนได้กำไรมากขึ้นเมื่อต้นทุนก๊าซสูงขึ้น เอกชนบางรายนำเข้าก๊าซในราคาเดิมที่ต่ำแต่ขายให้รัฐในราคาตลาดที่สูงขึ้นจนได้รับประโยชน์ “ส้มหล่น” ขณะที่ภาระตกอยู่กับประชาชน
“ทุกรัฐบาลมีวิกฤตของตนเอง แต่ตัวชี้วัดคือการบริหารจัดการที่โปร่งใสและเอาผลประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง” นายกรณ์กล่าวทิ้งท้าย พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์จะติดตามมาตรการของรัฐบาลอย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนต่อไป
คำต่อคำ นายกรณ์ จาติกวณิช อภิปรายสรุปญัตติด่วนเพื่อพิจารณาวิกฤตพลังงาน
เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผมกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับวันนี้ ผมได้มีโอกาสเป็นผู้เสนอญัตติด่วนพิจารณาเรื่องวิกฤตพลังงานในนามของพรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็ได้ประโยชน์จากการได้รับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะของเพื่อนสมาชิกทั้งจากฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านตลอด 7-8 ชั่วโมงที่ผ่านมา เรียนรู้และได้ความรู้ใหม่ๆ เยอะครับ และผมอดนึกเสียดายไม่ได้ที่วันนี้ไม่มีตัวแทนของรัฐบาล โดยเฉพาะตัวแทนแม้แต่ท่านเดียวจากทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลได้มีโอกาสมารับรู้ เรียนรู้ ได้ฟังถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจากปากของตัวแทนของพี่น้องประชาชนที่ลุกขึ้นอภิปรายเกือบ 100 ชีวิต
ผมเสียดายจริงๆ ไม่ใช่แทนใครหรอกครับ แต่ผมเสียดายแทนประชาชน เพราะสิ่งที่ผมได้ยินวันนี้ พวกเราทุกคนได้รับฟังวันนี้ ผมเชื่อเลยครับว่าถ้าเราอยู่ในสถานะที่จะเป็นผู้ตัดสินใจออกนโยบายในการที่จะมาแก้ปัญหาเยียวยาให้กับพี่น้องประชาชน เราจะได้ประโยชน์อย่างมากในการที่ช่วยให้เรามีข้อมูลที่ครบถ้วนตัดสินใจในแนวทางที่ประชาชนจะได้ประโยชน์แน่นอน เพราะฉะนั้นวันนี้ที่ท่านนายกฯ ท่านรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจไม่ได้มารับฟังจากพวกเรา ผู้ที่เสียโอกาสที่แท้จริงคือพี่น้องประชาชน
คราวนี้วันนี้โดยสรุปนะครับ ผมคิดว่าพวกเราเห็นตรงกันในประเด็นสำคัญ 1 ประเด็น ก็คือ “มีการกักตุนจริง” ที่มีข้อสรุปอย่างนี้ ก็เพราะวันนี้ในสภาแห่งนี้เราได้รับฟังข้อมูลมากมายนะครับ พูดถึงน้ำมันที่เรามีในคลังน้ำมันของเรา พูดถึงกำลังการผลิตโรงกลั่นของเรา เราเห็นแล้วครับว่าน้ำมันมันมีเหลือเฟือเพียงพอ แต่ก็มีข้อเท็จจริงที่ประชาชนทุกคนทั่วประเทศรับทราบว่าสำหรับเขาน้ำมันมันไม่มี เขาหาซื้อไม่ได้ เพราะฉะนั้นตามตรรกะครับมันเป็นไปได้ อย่างเดียวคือมันมีการกักตุน กักตุนโดยใครนั่นเป็นเรื่องของ และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องเป็นผู้ตามให้พบ ตามให้เจอ และความเชื่อมั่นที่พี่น้องประชาชนจะมีกับรัฐบาลส่วนหนึ่งครับก็ขึ้นอยู่กับการเอาจริงของรัฐบาล ว่าจะตามตัว “ไอ้โม่งผู้กักตุนน้ำมัน” ได้หรือไม่
คราวนี้ที่มาของการกักตุนก็ได้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง โครงสร้างราคาที่มีส่วนต่างทำให้มีการได้เปรียบ เสียเปรียบ ระหว่างประเภทของผู้ซื้อก็ได้มีการอภิปรายไปอย่างกว้างขวาง วันนี้รัฐบาลส่งสัญญาณชัดเจนครับว่า วิธีการแก้ปัญหาเรื่องของน้ำมันขาดแคลนของรัฐบาลคือจะปล่อยให้ราคามันลอยตัว เป็นไปตามกลไกตลาด ผมเชื่อว่าผมฟังท่านนายกรัฐมนตรีไม่ผิดครับ และเมื่อสักครู่ขออนุญาตเอ่ยนามเพื่อนสมาชิกฝั่งรัฐบาล ท่านจุติ ไกรฤกษ์ ก็ได้ยืนยันในประเด็นนี้ ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงครับว่าการปล่อยให้ราคาน้ำมันจากนี้ไปมันเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด มันมีความหมายว่าอย่างไร
ท่านประธานครับพี่น้องประชาชนอาจจะไม่ทราบนะครับ แต่ถ้าเป็นไปตามกลไกตลาดจริง ราคาน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่นวันนี้ครับ 25 มีนาคม ราคาคือ 45 บาทต่อลิตร ถ้าบวกกับภาษีสรรพสามิตที่รัฐบาลยังเก็บอยู่ครบทุกบาททุกสตางค์ ไม่ว่าพี่น้องประชาชนจะเดือดร้อนแค่ไหนก็ตาม นั่นคืออีก 6 บาท 90 สตางค์ โดยรวมราคาตามกลไกตลาดวันนี้คือ 52 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซล นี่คือความหมายของการปล่อยตามยถากรรม ปล่อยให้ราคาเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด เพื่อที่จะแก้ปัญหาการกักตุนหรือไม่
ถ้าถามผมว่าปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัวแบบนี้แก้ปัญหาความขาดแคลนน้ำมันไหม ผมตอบได้เลยครับว่าแก้ได้แน่นอน แต่รัฐบาลคิดได้แค่นี้เหรอครับ คือผลักภาระ ต้นทุนค่าครองชีพไปทางพี่น้องประชาชนเต็ม ๆ ตัดรำคาญ ทนถูกด่าไม่ได้แล้ว เรื่องน้ำมันขาดแคลน คิดมาตรการอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากการลอยตัวราคาน้ำมัน และนี่คือการปล่อยตามกลไกตลาดที่มันก็ไม่ใช่กลไกตลาดที่สมบูรณ์ด้วยนะครับ เพราะวันนี้ก็ได้มีการอภิปรายกันไปโดยหลายท่านครับว่า ที่มาของสิ่งที่อ้างว่าเป็นกลไกตลาดนั้น “มันเป็นราคาทิพย์” เราอ้างราคาขายเทียบกับราคาโรงกลั่นสิงคโปร์ ทั้ง ๆ ที่มันไม่ได้โยงใยเกี่ยวโยงมีความสัมพันธ์อย่างใดเลยกับต้นทุนการผลิตที่แท้จริงของโรงกลั่น ที่แท้จริงแล้วอยู่ในเมืองไทย แถมเราไปบวกค่าขนส่งค่าประกันภัยการขนส่งเสมือนกับว่าเราต้องขนน้ำมันนั้นมาจากสิงคโปร์ ทั้ง ๆ ที่น้ำมันนี้ผลิตในโรงกลั่นที่อยู่ในประเทศไทย
เพราะฉะนั้นจะอ้างว่านี่คือกลไกตลาดก็เป็นตลกร้ายนะครับ เพราะมันเป็นราคาที่สูงเกินกว่า ถ้ามันมีการแข่งขันจริงโดยโรงกลั่นในประเทศไทย โรงกลั่นเรามี 6 โรง แต่การแข่งขันทางราคาไม่มีเลยครับท่านประธาน เพราะทุกโรงอ้างราคาหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์เหมือนกัน มันไม่ใช่กลไกตลาดครับ “นี่มันคือการฮั้ว” อย่างน้อยเป็นการฮั้วในการกำหนดราคา
เพราะฉะนั้นผมขอให้รัฐบาลคิดให้ดีครับ คิดให้ดีว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาของท่านจะแก้ด้วยวิธีนี้จริงหรือไม่ ประชาชนเดือดร้อนแน่ครับ ผมจินตนาการไม่ออกเลยครับว่าปัญหาต่าง ๆ ที่เพื่อนสมาชิกหยิบยกขึ้นมาเรื่องราคาสินค้า ค่าครองชีพ ราคาปุ๋ย ราคาเม็ดพลาสติก ผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกร หลาย ๆ เรื่องที่จะตามมา ถ้าปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัวตามกลไกตลาดนั้นจะเป็นยังไง และถ้าจะมีการปล่อยจริงนะครับ ผมคิดว่าผู้ที่ต้องร่วมเสียสละรับภาระของต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้นของพี่น้องประชาชนด้วยที่สำคัญมีอีกหนึ่งราย นั่นคือตัวรัฐบาลเอง
ผมได้อภิปรายไปแล้วนะครับ ท่านประธานครับเมื่อเช้านี้ว่า รัฐบาลจะขอให้พี่น้องประชาชนอดทน รัฐบาลจะอ้างว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิดของรัฐบาล มันเป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง รัฐบาลจะมาบอกประชาชนต้องประหยัดนะ เพราะช่วงนี้ราคาน้ำมันจะแพง แต่รัฐบาลเองไม่คิดจะเสียสละเลย ไม่ได้ครับ รัฐบาลยังเก็บภาษีถึงลิตรละเกือบ 7 บาทจากพี่น้องประชาชน เสมอต้นเสมอปลายมาก ตั้งแต่ก่อนสงครามจนหลังสงคราม จนกระทั่งมีแนวความคิดวันนี้ว่าจะลอยตัวราคาน้ำมัน ก็ยังคงระดับภาษีไว้ที่เกือบ 7 บาทต่อลิตรเช่นเดิม รัฐบาลจะให้พี่น้องประชาชนประหยัด รัฐบาลต้องประหยัดงบประมาณที่จะใช้จ่ายด้วยครับ แล้วก็ลดภาระภาษีลงมาตรงนี้ เพื่อที่จะแบ่งเบาภาระของพี่น้องประชาชนให้ลดลงไป
ส่วนประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ผมขอทิ้งประเด็นที่ผมก็ได้อภิปรายไว้เมื่อเช้าเช่นเดียวกัน เพื่อนสมาชิกหลายคนก็ได้พูดถึง รัฐบาลขอให้เตรียมตัวให้ดีเรื่องของค่าไฟครับ “ค่าไฟขึ้นแน่” เพราะเราพึ่งพาการนำเข้าก๊าซ LNG ในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่ยังสูงมาก ต้นทุน LNG เพิ่มขึ้นถึง 100% ครับท่านประธาน ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ตรงนี้เป็นผลจากสงครามตะวันออกกลางตรงเต็ม ๆ ครับ แต่มันเป็นข้อเท็จจริงที่จะส่งผลกระทบต่อการกำหนดค่า FT ซึ่งจะส่งผลต่อราคาค่าไฟที่พี่น้องประชาชนจะต้องจ่ายเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม
ผมได้อภิปรายไปแล้วครับว่าระหว่างวันนี้ถึงวันนั้นมันมีเรื่องสำคัญที่รัฐบาลทำได้ ที่จะลดภาระ ลดราคาก๊าซที่ใช้ในการคำนวณค่า FT วันนี้ครับข้อเท็จจริงถ้าท่านประธานได้ดูนะครับสัญญาการซื้อไฟระหว่างรัฐกับเอกชน เอกชนกำไรมากขึ้นทุกครั้งที่ต้นทุนค่าก๊าซสูงขึ้น มันเป็นเรื่องจริงครับ สูตรการคำนวณมันเป็นแบบนั้น และเอกชนที่มีสิทธิ์เป็นผู้นำเข้าก๊าซ LNG นำเข้าในราคาสัญญาเดิมที่ทำไว้ก่อนสงครามในราคาที่ต่ำมาก วันนี้ได้ประโยชน์เต็มๆ ครับ จากการที่ราคาตลาดที่รัฐบาลใช้อ้างอิงในการคำนวณ FT มันกระโดดสูงขึ้น 100% ตอนที่เขาซื้อ LNG มานั้น เขาคิดว่าเขาจะขายรัฐบาลได้หน่วยละ 10 เหรียญสหรัฐฯ วันนี้ส้มหล่นครับ ราคามันขึ้น เขาขายได้ 20 เหรียญต่อหน่วยให้กับรัฐบาล นี่คือภาระที่จะตกเป็นของพี่น้องประชาชนเต็มๆ รัฐบาลต้องเข้าไปแก้ไขตรงนี้ครับ
เพราะฉะนั้นวันนี้ก็ขอสรุปอีกครั้งนะครับว่าทุกรัฐบาลมีวิกฤตของตนเอง จะเป็นวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ วิกฤตโควิดของรัฐบาลประยุทธ์ สำหรับรัฐบาลนี้วิกฤตคือวิกฤตสงครามตะวันออกและวิกฤตพลังงาน ประชาชนเขาหวังพึ่งว่า ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตชนิดใดรัฐบาลจะช่วยแบ่งเบาภาระของเขาด้วยการบริหารจัดการที่เป็นมืออาชีพ โปร่งใส เป็นธรรม และมีผลประโยชน์ของเขาเป็นที่ตั้งในใจ นี่คือตัวชี้วัดครับ ผลงานของรัฐบาลว่ารัฐบาลจะเป็นที่ชื่นชมของพี่น้องประชาชนหรือไม่
วันนี้ถ้ารัฐบาลได้ฟังพวกเราอภิปรายคงจะได้ประโยชน์ไปมากมาย แต่อย่างน้อยผมหวังว่าเพื่อนสมาชิกฝั่งรัฐบาลจะเอาข้อเสนอแนะของเรานำไปมอบให้กับทางผู้มีอำนาจตัดสินใจในรัฐบาล และในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เราก็จะรอคอยดูมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลว่าจะออกมายังไง ติดตามและก็ช่วยรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนต่อไป ขอบคุณครับ
