คำต่อคำ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ….

คำต่อคำ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการอภิปราย

ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ….

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569

 

ท่านประธานที่เคารพ กระผมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมและพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนและพร้อมที่จะรับหลักการพระบัญญัติโอนงบประมาณด้วยความผิดหวังอย่างยิ่ง

ท่านประธานอาจจะสับสนว่า ทำไมสนับสนุนด้วยความผิดหวัง ก็ต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ถ้าย้อนกลับไปในช่วงที่รัฐบาลนี้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ขณะนั้นก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ความท้าทายที่สุดของรัฐบาลชุดนี้ และสำหรับคนไทยทั้งประเทศ ก็คือวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งแปลงมาเป็นภาวะวิกฤตพลังงาน สุ่มเสี่ยงต่อการแปลงไปสู่การเป็นภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคม

ในวันนั้นเมื่อมีการแถลงนโยบาย กระผมเองวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาลหลายเรื่อง แต่มีเรื่องหนึ่งที่ผมชัดเจนมากก็คือ สนับสนุนที่รัฐบาลตั้งใจจัดทำกฎหมายฉบับนี้และเขียนไว้ในนโยบายตั้งแต่ต้น เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สะท้อนให้ดีได้ดีที่สุด ว่ารัฐบาลจะบริหารจัดการประเทศในภาวะวิกฤตแบบไหน อย่างไร ในวันนั้นรัฐบาล กระทรวงการคลัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่ได้พูด ไม่ได้คิดถึงเรื่องการกู้เงินเลยครับ แต่เหมือนส่งสัญญาณกับสภาฯ ว่า เดือนเมษายน เหลือปีงบประมาณอีก 5 เดือน หรือประมาณครึ่งปี รัฐบาลจะทบทวนการใช้เงิน การใช้ทรัพยากรที่มาจากภาษีอากรของประชาชนอย่างไร เพื่อแก้วิกฤตให้ได้ดีที่สุด

ประชาธิปัตย์ พวกผมสนับสนุนแนวคิดนี้ และเชื่อด้วยว่าถ้าในวันนั้น 1. รัฐบาลตั้งใจมุ่งเป้าไปสู่การลดต้นทุนด้านพลังงาน 2. ช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเร็ว และ 3. จัดโอนงบประมาณมาเพื่อรองรับกับสถานการณ์ ซึ่งขณะนั้นทางรัฐบาลส่งสัญญาณเหมือนกับว่าจะเป็นเงินประมาณ 1 แสนล้านบาท ผมเชื่อว่าวันนี้ เราไม่ต้องกู้เงิน 4 แสนล้าน แล้วมาใช้หมดภายใน 4 เดือน

แล้วต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่าอยากจะฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผ่านไปถึงท่านนายกฯ เพราะท่านบอกว่าที่กู้เงิน 4 แสนล้านนี้ไม่ได้เป็นภาระกับประชาชน เหตุผลที่ท่านให้คือ 1. รัฐบาลจะเป็นคนใช้หนี้ 2. ดอกเบี้ยต่ำมาก ร้อยละ 1.2 ฝากกราบเรียนไปถึงท่านนายกฯ ครับว่า ผมถามว่ารัฐบาลใช้หนี้ด้วยเงินของใคร ถ้าไม่ใช่จากประชาชนผู้เสียภาษีอากรในวันนี้ ก็จากการที่ผู้เสียภาษีอากรในวันข้างหน้ามาชำระคืนการกู้เงิน เพื่อที่จะมาจ่ายเงินกู้รอบนี้ แล้วท่านอาจจะมองว่า 1.2% น้อยนะครับ แต่คิดออกมาเป็นรายปีก็ 4,000 กว่าล้านบาท ถามว่าเงินน้อยขนาดไหนครับ น้อยขนาดว่าเราสามารถให้เด็กที่เกิดทั้งปี ได้รับเงินถ้วนหน้า 600 บาทได้ตลอดระยะเวลาโครงการนั้นเลยครับ

ฉะนั้นสิ่งที่เราคาดหวังมาก็คือท่านจะใช้เครื่องมือของกฎหมายโอนงบประมาณฉบับนี้ เป็นเครื่องมือสำคัญ แต่สุดท้ายจากแสนล้านเหลือหมื่นล้าน จากแสนล้านซึ่งควรจะมีใช้ตั้งแต่ประมาณเดือนที่แล้ว กลับกลายเป็นมาเสนอในวันนี้ ผมฟังคำอธิบายเรื่องความล่าช้า ซึ่งไปพันกับความสามารถในการโอนงบของท่านด้วย แล้วก็ต้องตอบว่าผมแปลกใจ เพราะว่ามีการอ้างกฎหมาย ทั้งรัฐธรรมนูญ มาตรา 140 และกฎหมายเงินคงคลัง ปี พ.ศ. 2491 ถ้อยคำเหมือนกันครับ แล้วใช้กันมาช้านาน ตั้งแต่ 2491 นะครับ หลักการของบทบัญญัตินี้เพียงแต่บอกว่า ฝ่ายบริหารจะใช้เงินได้ สภาฯ ต้องเป็นคนอนุมัติ แต่ถ้ามันเกิดเหตุฉุกเฉิน จำเป็นเร่งด่วน มีหนี้ต้องใช้ เงินมันไม่พอขึ้นมา ท่านสามารถเอาเงินคงคลังออกไปก่อนได้ แต่เมื่อเอาเงินคงคลังไปใช้แล้ว ท่านต้องกลับมาขอสภาฯ เขาก็บอกว่าท่านทำได้ 3 วิธี 1. ท่านจัดงบเพิ่มมาจ่ายชดเชย 2. ท่านทำกฎหมายโอนงบประมาณ แล้วโอนเพื่อไปใช้ ชดใช้เงินคงคลัง หรือ 3. ท่านไปตั้งไว้ในงบปีถัดไป เขาไม่ได้บอกว่าใน 3 วิธีนี้ ทำ พ.ร.บ.แบบไหนก่อนต้องไปใส่ในนั้นครับ

เพราะถ้าท่านตรวจสอบตั้งแต่ปี 2491 ต้นมา มีการตรากฎหมายโอนงบ มีการตรากฎหมายงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม โดยมีการใช้เงินคงคลังไปก่อนทั้งสิ้น แต่ไปตั้งใช้ในงบประมาณประจำปี ปีถัดไปครับ เพราะนั่นคือหลักการ และมันก็โดยสามัญสำนึกครับ ถ้าถึงขั้นต้องไปล้วงเงินคงคลังก็คงยากที่จะมาหางบเพิ่ม หรือมาโอนงบระหว่างปีนั้นเพื่อชดใช้ และอย่างไรกฎหมายฉบับนี้ก็ออกก่อนงบ ปี 70 อยู่ดีครับ เพราะฉะนั้นที่ท่านอ้างว่าต้องรอจนกว่าท่านอนุมัติงบปี 70 นั้น ผมไม่เห็นว่าตอนที่เขาโอนงบ ปี 61 ปี 63 หรือก่อนหน้านั้น เขาติดขัดเรื่องนี้เลยครับ

แล้วมันจึงเป็นข้อเปรียบเทียบไงครับ บอกว่าพอท่านทำช้า ท่านก็ทำได้น้อย ผมดูง่าย ๆ นะครับว่า ทำไมตอนแรก มีตัวเลขแสนล้านโผล่ขึ้นมา ผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านชำนาญอยู่แล้วครับ แต่ละปี ๆ ถามว่าเราเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณกันแทบตาย เกือบทุกรัฐบาล แต่เกือบทุกปี เบิกจ่ายไม่ทัน และมีเงินที่ไม่ได้เบิกจ่ายนี้ ผมว่าเกินแสนล้านเกือบตลอด บางปีขนาดกันเงินเหลื่อมปีแล้วก็ยังมีเงินเหลือเกินแสนล้านด้วย แต่เป็นไปได้อย่างไรรัฐบาลที่ตั้งใจตั้งแต่เดือนเมษายน ว่าอย่าเพิ่งรีบใช้เงินนะ ปรับเอาเงินมาใช้เพื่อแก้วิกฤต กลับทำได้เพียงแค่หมื่นล้าน

หลักเกณฑ์ที่เขียนอยู่ในนี้ ผมก็ไม่แน่ใจว่าเป็นไปตามนี้จริงหรือไม่ แต่ค่อนข้างชัดครับว่าเราแทบไม่เห็นการประกาศของรัฐบาล ตั้งแต่วันที่มีการพูดถึงการจะโอนงบประมาณว่า ขอให้ทุกหน่วยงานและโดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานกลางของรัฐ ไปทบทวนดูซิว่า ลำดับความสำคัญของโครงการเป็นอย่างไร อะไรที่สำคัญน้อยกว่าการแก้วิกฤตก็พักไว้ก่อน และโอนงบมาให้กับงบกลางเพื่อรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาตรงนี้ แต่ท่านกลับไปบอกเพียงแค่ว่า ถ้ายังไม่เซ็นสัญญา ถ้ายังไม่ทำภายในวันนั้นวันนี้ถึงจะโอนมา ก็เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณให้รีบเบิกจ่าย รีบทำสัญญาเท่านั้นเองครับ

มีเพื่อนสมาชิกหลายพรรคก็อภิปรายไปนะครับ ก็ไม่ค่อยแน่ใจด้วยว่า เกณฑ์ที่พูดมาทั้งหมดนี้ เป็นจริงทั้งหมดหรือไม่ บางท่านก็บอกว่ามีบางโครงการซึ่งก็ทำสัญญาไม่ทันแต่ก็ไม่มีการโอนงบมา และถ้าเราดูในเรื่องของรายละเอียดของงบที่ถูกตัดก็มีหลายโครงการที่น่าสงสัย อยากโอนมาเพื่อรองรับภัยพิบัติแต่ไปยกเลิก ประทานโทษครับ ไปโอนงบของโครงการเขื่อนป้องกันริมตลิ่ง 200 กว่าแห่งทั่วประเทศ อยากจะเอาเงินมาช่วยคนยากคนจน แต่คนที่จนที่สุดคือคนที่ไม่มีที่ทำกิน ท่านกลับไปตัดงบ 35 ล้าน ของเรื่องของธนาคารที่ดิน

ยังไม่นับโครงการที่เพื่อนสมาชิกตั้งข้อสังเกตในเรื่องของความไม่โปร่งใส 2 โครงการนะครับ โครงการแรกก็เป็นที่โด่งดังในขณะนี้ที่กระทรวงดิจิทัล ซึ่งถูกครับท่านอาจจะบอกว่า นั่นไม่ใช่งบประมาณแผ่นดิน เป็นเรื่องของกองทุน แต่มันก็แสดงให้เห็นไงครับว่า แท้ที่จริงแล้ว มันมีเงินเยอะแยะไปหมดที่ภาครัฐ สามารถกำหนดเป็นนโยบายได้ โครงการนี้ไม่โปร่งใสไปไม่ได้ก็สามารถเอาตรงนั้นมาทำโครงการอื่นได้โดยใช้เงินกองทุนนั้น หรือโครงการจัดทำระบบสะสมแฟ้มทักษะที่ว่านี้ ซึ่งตั้งแต่ต้น ๆ เลยท่านรัฐมนตรีท่านใหม่ที่เข้าไป ก็แสดงอาการว่า ไม่ต้องการที่จะเดินหน้าตามแนวทางของโครงการเดิม งบก็ 7,000 กว่าล้าน ก็น่าจะสามารถที่จะโอนกลับมาตรงนี้ได้อีก แต่เมื่อไม่มีความชัดเจนว่าจะทำแบบนี้ แต่ปล่อยให้เป็นเรื่องของธรรมชาติว่าแต่ละหน่วยงานเบิกจ่ายช้า ทำสัญญาไม่ทัน ในที่สุดมันก็เหลือเพียง 1 หมื่นล้าน ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วก็แทบไม่ได้มีความหมายเป็นยุทธศาสตร์หลัก หรือเครื่องมือหลักในการแก้ไขหรือคลี่คลายวิกฤตอีกต่อไป

จริง ๆ ผมอยากจะทบทวนนะครับ ท่านประธานครับว่า ข้อเสนอที่พวกเรายื่นไปหลายครั้งเรื่องการลดต้นทุนพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการไปยอมเสียสละรายได้บางส่วนของรัฐ บวกกับการไปเก็บเงินโรงกลั่น ซึ่งปัจจุบันก็ยกเลิกไปแล้ว ถ้าเราทำอันนั้น ความจำเป็นในการเยียวยาลดลงไปเยอะเลยครับ ส่วนที่ท่านเคยบอกต้องไปเยียวยามุ่งเป้า ท่านทราบมั้ยครับว่า มติครม.ท่านมีตั้งแต่เดือนเมษายน ผมเดินหาเสียงทั่ว กทม. ยังไม่มีวินมอเตอร์ไซค์ ยังไม่มีแท็กซี่คันไหนเลยครับ ที่พยายามลงทะเบียนหรือลงทะเบียนไปแล้ว ได้รับเงินเยียวยามุ่งเป้าที่ท่านพูดเลย มันทำให้เกิดข้อสงสัยครับว่า ในที่สุดที่มันมาจบลงแบบนี้ เป็นเพราะว่ารัฐบาลอยากจะกู้เงินมากกว่า ซึ่งปัญหาการกู้เงินว่ามีความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็ยังเป็นปัญหา

จริง ๆ ถ้าท่านจะตีความเคร่งครัด คำว่าความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เหมือนที่ท่านตีความว่าจะต้องเร่งจัดงบเพื่อชดใช้หนี้เงินคงคลัง ผมว่าท่านก็คงไม่กล้ากู้ครับถ้าอย่างนั้น มันจึงกลายเป็นเลือก เลือกแล้วว่าในที่สุดไม่พร้อมที่จะบริหารแบบสถานการณ์วิกฤตจริง ๆ คือการสื่อสารให้ประชาชนทราบว่าในสถานการณ์ไม่ปกติ มาจัดลำดับความสำคัญกันใหม่ จัดทรัพยากรกันใหม่ ไม่ให้เป็นภาระสำหรับอนาคต แต่กลายเป็นว่าทำเรื่องนี้น้อย ๆ เพื่อเป็นข้ออ้างว่าไปกู้เงินได้มาก ๆ เอามาใช้แจกจ่ายซึ่งหวังผลทางการเมืองล่ะครับพูดกันตรงไปตรงมา บวกกับอีก 2 แสนล้านหลัง ซึ่งยังไม่เป็นรูปเป็นร่างเลย แต่จะเป็นการทำโครงการซึ่งจะขาดการตรวจสอบจากสภาฯ

ผมจึงบอกว่าพวกเราสนับสนุนการโอนงบครับ แต่สนับสนุนด้วยความผิดหวัง เพราะความล่าช้า เพราะจำนวนงบที่น้อยนิดที่จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ท่าน สส. กรณ์ (จาติกวณิช) พูดเมื่อเช้านะครับ ท่านก็บอกว่าเป็นรูปธรรมของการคลังที่พ่ายการเมือง น่าเป็นห่วงนะครับ ผมก็เป็นห่วงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังครับว่า ตอนนี้การเมืองส่งของหลายอย่างไปอยู่บนบ่าของท่าน ทำมาแล้วตั้งแต่เรื่องต้นทุนน้ำมัน มาจนถึงเรื่อง Land Bridge ถ้าท่านพ่ายการเมืองไปเรื่อย ๆ ผมผูกพันกับท่านเป็นการส่วนตัวก็เป็นห่วงท่าน แต่ผมเป็นห่วงประเทศมากกว่า บริหารแบบนี้ไม่ได้แก้ปัญหาครับ

ผมจะไม่เห็นด้วยกับคุณกรณ์ก็ ประโยคสุดท้ายของคุณกรณ์ละครับ ที่บอกว่าฉบับนี้ไม่ได้แก้ไขปัญหา แก้เขินกับแก้ต่าง ที่ผมไม่เห็นด้วยคือ ผมไม่ได้คิดว่าแก้เขินนะครับ เพราะว่าจะโอนมาแค่หมื่น หรือไม่โอนเลย จากเดิมที่พูดเอาไว้ว่าจะโอนเป็นแสนนี้ มันก็ไม่ต้องเขินแล้วล่ะครับ แล้วก็มันไม่สามารถแก้ต่างได้หรอกครับ ลำพังเพียงเท่านี้ ไล่ดูกันจริง ๆ มันไม่ใช่เหตุผลเพียงพอที่จะกลับไปเป็นข้ออ้างว่า รัฐบาลได้ทำทุกวิถีทางแล้วในการแก้ไขวิกฤตแต่ไม่สามารถมีเงินพอที่ไปแก้วิกฤตได้ จึงต้องไปกู้เงิน

พรรคประชาธิปัตย์ยังยืนยันว่าแนวทางนี้ ถ้าทำจริง ๆ จัง ๆ ความจริงมันควรจะเป็นคำตอบสำหรับประเทศไปแล้ว แต่เมื่อทำได้เท่านี้ก็ต้องสนับสนุนกันไป แล้วก็รับหลักการด้วยความผิดหวังอย่างยิ่งครับ ขอบพระคุณครับ

 

ภายหลังจากที่ รมว.กระทรวงการคลังขึ้นชี้แจง นายอภิสิทธิ์ ก็ได้ใช้สิทธิ์อภิปรายเพิ่มเติม

 

ท่านประธานครับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตสั้นๆ 3 เรื่องนะครับ เรื่องที่ 1 ท่านรัฐมนตรีพูดเสมือนว่า พวกเราดูข่าว ฟังข่าว ข่าวทั้งหลายนี้ก็คือ การสัมภาษณ์ของบุคคลในรัฐบาลทั้งสิ้นนะครับ ถ้าต่อไปจะไม่ให้พวกผมฟังจากท่าน ก็จะให้ฟังจากใครครับ ในการให้ข่าวต่างๆ เหล่านี้ อันนี้ต้องเรียนเพื่อจะได้ทราบนะครับว่า ไม่ใช่ว่าทางพวกเราไปฟังใครมา แล้วก็เอามาอ้างอิง เรากำลังพูดถึงคนในภาครัฐนะครับ ที่เป็นคนให้ข้อมูลเหล่านี้

ประการที่ 2 ก็ขอบคุณที่ท่านรัฐมนตรียืนยันความตั้งใจในการสร้างความสมดุล และดูแลความคุ้มค่า แต่ฟังดูแล้วก็กลายเป็นว่า ส่วนหนึ่งที่ท่านพูดถึงการโอนงบนี้ เพื่อจะไปเร่งรัดการเบิกจ่าย มากกว่าการปรับเปลี่ยนแนวทางยุทธศาสตร์ของการบริหาร ซึ่งก็ต้องเรียนว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น ผมก็รู้สึกว่า มันไม่ใช่การบริหารในสถานการณ์วิกฤติอย่างที่ควรจะเป็น แล้วก็หวังนะครับว่าท่านจะพิสูจน์ต่อไป ด้วยการยกเลิกโครงการที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลายเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นที่กระทรวง DE หรือกระทรวง อว. เพื่อพิสูจน์นะครับว่า การคลังไม่ได้พ่ายการเมืองจริง ๆ

สุดท้ายครับ ถ้าคำอภิปรายท่านเมื่อสักครู่ ไปเบิกความในศาล ผมว่าศาลว่า ที่ท่านอ้างว่าเศรษฐกิจไม่มั่นคงนั้น ไม่น่าจะใช่ครับ

#ประชาธิปัตย์ #พรรคประชาธิปัตย์ #DemocratPartyTH

ทุกเสียงของประชาชนมีความหมาย

ร่วมส่งความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ หรือปัญหา