คำต่อคำ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในการบรรยายหัวข้อ “นักการเมืองในอุดมคติกับการพัฒนาประเทศ” โครงการ Democrat Internship Program (DIP) รุ่นที่ 16

คำต่อคำ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ในการบรรยายหัวข้อ “นักการเมืองในอุดมคติกับการพัฒนาประเทศ”

โครงการ Democrat Internship Program (DIP) รุ่นที่ 16 ที่อาคารรัฐสภา

เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2569

 

ก็ขอสวัสดีพวกเราทุกคนนะครับ จริง ๆ เข้ามาตอนเช้าก็ ตกใจเหมือนกันว่าผู้จัดโดยเฉพาะท่านรองหัวหน้าพรรค รัดเกล้า (อินทวงศ์ สุวรรณคีรี) เอาเรามานั่งเสร็จก็เจอกับเรื่องหนัก ๆ เลยนะเกือบชั่วโมงนึง ก็เลยมีความรู้สึกว่า อือ จะตั้งตัวกันทันมั้ยเนี่ย แต่ว่าดูจากประวัติพวกเราก็เก่ง ๆ กันทุกคนนะครับ ก็ยินดีเพราะว่าขอแสดงความยินดีเพราะว่า เปิดรับสมัครแล้วก็มีคนสมัครเกินมาเยอะ ก็มีการคัดเลือก เพราะฉะนั้นเอ่อทางผู้ที่คัดเลือก ก็ได้ดูแล้วว่าพวกเรา มีความพร้อมนะครับ ในการมาเป็นยุวประชาธิปัตย์ หรือเป็นอินเทิร์นรุ่นที่ 16 ไม่แน่ใจว่า จริงๆ ต้องถามก่อนที่สมัครเข้ามา มีใครคิดว่าในอนาคตจะเป็นนักการเมืองบ้าง ไหนยกมือหน่อย ไม่ต้องอาย ยกสูงๆ เลย ยกสูงๆ ที่เหลือยังไม่แน่ใจ หรือไม่เป็นแน่ เอ้า บอกนี่บอก ใครไม่เป็นแน่ ยกมือขึ้น 2 คนใช่มั้ย คือต้องบอกว่าจริงๆ แล้วสิ่งแรกที่จะบอกคือ เราไม่ได้ตั้งใจว่าคนมาอยู่ในหลักสูตรนี้อบรมแล้วจะต้องออกไปเป็นนักการเมืองทุกคน

แต่จริงๆ สิ่งที่อยากจะเน้นย้ำประเด็นแรกเลยก็คือว่า ไม่ว่าเราจะเป็นใครนะ เราหนีการเมืองไม่พ้น นั่นคือสิ่งที่ผมอยากให้ทุกคนทุกคนได้ตระหนักตั้งแต่ต้น เพราะว่าหลายครั้งเราจะมีความรู้สึกว่าการเมือง มันเป็นเรื่องของนักการเมือง เรื่องของสภา เรื่องของพรรคการเมืองนะครับ แล้วก็มันเกี่ยวกับเรามั้ย หรือมันเกี่ยวกับเราเฉพาะเวลาที่เขาบอกให้เราไปเลือกตั้ง ไปลงคะแนน แล้วก็จบกันไป แล้วคนไม่มีสิทธิ์เลือกตั้งล่ะ เกี่ยวกับเขามั้ย แต่การเมืองเกี่ยวกับพวกเราทุกคนหนีไม่ได้ มันมีคำพูดที่พูดมาโดยตลอดว่า คือประเทศไทยก็แปลกนะ เวลาเราทำอะไรเราจะใช้คำว่าเล่น ผมเคยตั้งข้อสังเกตอันนี้มากเลยว่า ประเทศไทยภาษาไทยนี่แปลกมาก คือเวลาไปถามนักวิจัย คุณทำเรื่องอะไรอยู่ ผมเล่นเรื่องนี้อยู่ แต่คำว่างานของเรานี่ คืองานเลี้ยง คือสังสรรค์นะครับ ผมก็เลยพยายามจะอธิบายต่างชาติมาหลายครั้งแล้วว่าต้องเข้าใจวัฒนธรรมคนไทยนะ แต่ผมนั้น ใช้คำว่าเราไม่เล่นการเมือง เราก็มีโอกาสถูกการเมืองเล่นนะครับ ทุกอย่างการตัดสินใจทางการเมืองสุดท้ายส่งผลมาถึงเรานะครับ เราอาจจะมีโอกาสได้รับสวัสดิการมากน้อยแค่ไหน ตอนเรียนหนังสือได้เรียนฟรีมั้ย มีโอกาสถ้าเกิดทุนรอนที่บ้านไม่มี ต้องหาทุนมาเรียนหนังสือ รัฐบาลจัดให้มั้ยนะครับ จบไปแล้วมีงานทำมั้ย ก็อยู่ที่ว่าการบริหารทำให้เศรษฐกิจ มันรองรับคนที่จบออกมามากน้อยแค่ไหน การตัดสินใจเกือบทุกเรื่องมีผลกับชีวิตเราทั้งนั้น

เพราะฉะนั้นอย่างน้อยที่สุดถ้าเราไม่คิดจะเป็นนักการเมืองนะ เราก็ต้องติดตามสนใจการเมือง และการมีส่วนร่วมทางการเมือง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นนักการเมือง สามารถที่จะแสดงความคิดเห็นสามารถที่จะใช้สิทธิ์ที่เรามี ซึ่งถ้าเรารู้ระบบ ถ้าเรามีความเข้าใจในเรื่องแบบนี้ โอกาสที่เราจะ 1. เป็นพลเมืองที่ดี กับ 2. ก็คือผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในสังคม อย่างที่เราอยากจะเห็น มันก็มีมากขึ้น แต่ถ้าเราเราหันหลังให้ ไม่สนใจไม่ใส่ใจไม่มีส่วนร่วมนะครับ วันนึงเราก็จะบ่นว่า เอ๊ะ ทำไมบ้านเมืองเราเป็นอย่างนี้สังคมเราเป็นอย่างนี้นะครับ ผมก็มีความเชื่อว่าพวกเราทุกคน มีขีดความสามารถในการเปลี่ยนแปลง สร้างความเปลี่ยนแปลงได้นะครับ ตั้งแต่ระดับใกล้ตัวไปจนถึงระดับประเทศ หรือใครจะรู้นะครับก็คือระดับโลก และสิ่งที่ผมเชื่อมาโดยตลอดก็คือว่าการเปลี่ยนแปลงของสังคม ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้เกิดจากการที่ พูดง่าย ๆ คือคนรุ่นอย่างพวกผมจะมาเปลี่ยนแปลงความคิดอะไรได้อย่างเฉียบพลัน ส่วนใหญ่แล้วการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคม มันเกิดขึ้นจากการที่คนรุ่นใหม่มีความคิดบางสิ่งบางอย่าง ตั้งคำถามกับสิ่งที่เป็นอยู่ว่าทำไมมันเป็นแบบนี้ แล้วก็เริ่มมีมุมมองที่แตกต่างไปว่า เออ ทำไมบ้านเมืองต้องเป็นแบบนี้ ทำไมไม่เป็นเป็นแบบนั้น แล้วก็ผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงนะครับ ไม่ได้หมายความว่าทำด้วยมือตัวเองนะ อาจจะต้องอาศัยคนรุ่นก่อน มาช่วยผลักดัน แต่การจุดประกายความคิดหลายอย่างที่มันเปลี่ยนแปลงโลก มันก็จะมาจากคนรุ่นใหม่นะครับ

เมื่อสักครู่ท่าน อดีตนายกชวน (หลีกภัย) ท่านก็เล่าประวัติศาสตร์ไปหลายช่วงนะครับ ก็สังคมไทยก็เหมือนกันนะครับ ก็คือจริง ๆ แล้วตอนที่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 นะครับ ถ้าใครไปดูประวัติประวัติของคณะราษฎร์ ที่เป็นผู้เปลี่ยนแปลง อยู่น้อยมากนะครับคนเหล่านั้น อยู่น้อยมาก ๆ แต่ว่าจบการศึกษามาจากต่างประเทศ สุดท้ายต้องการเห็นประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยก็มาสร้างการเปลี่ยนแปลงนะครับ ปรากฏว่าหลัง 2475 ประชาธิปไตยไทยก็ล้มลุกคลุกคลานนะครับ กลายเป็นว่าที่คิดว่าจะได้ประชาธิปไตยเอาเข้าจริง โห นายกแต่ละคนมาจากทหารเป็นจอมพลกันเกือบหมด จอมพล ป. จอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอมยาวนาน แล้วมาเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญก็คือตอนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ปี 2516 ใครเป็นคนนำการเปลี่ยนแปลง รุ่นพวกเรานี่แหละ นิสิตนักศึกษานี่แหละ เต็มท้องถนน จนในที่สุดก็นำมาสู่การยอมรับว่า เราต้องกลับมาสู่ระบอบประชาธิปไตย ล้มลุกคลุกคลานมาอีก ก็เกิดเหตุการณ์อย่างเช่น เดือนพฤษภา ปี 35 ก็ส่วนใหญ่คนที่ออกไปขณะนั้นก็เป็นคนในวัยทำงานหนุ่มสาว ที่บอกว่า เอ๊ะ ประเทศไทยช่วงนั้น ถ้าเราอยากจะเจริญก้าวหน้าอยากจะพัฒนาเศรษฐกิจเรา เราก็ต้องดูว่าประเทศที่เขาเจริญแล้วเขาเป็นแบบไหน แล้วทำไมเราไม่เปลี่ยนแปลงระบบของเรา ให้มันสอดรับ

เพราะฉะนั้นก็ดีใจนะครับที่ที่พวกเราสนใจแล้วก็เข้ามา แล้วก็สิ่งที่เราพยายามออกแบบในหลักสูตร จะมีผสมผสานกันนะครับ ก็คือในส่วนที่เหมือนกับ เอ๊ะ มันไม่ได้เกี่ยวกับการเมืองมั้ง อย่างบ่ายนี้ก็จะจะคุยกันเรื่อง Financial Literacy นะครับ ให้เรารู้เท่าทัน แล้วก็สามารถที่จะบริหารเรื่องของการเงินได้นะครับ มีเรื่อง ปัญญาประดิษฐ์ AI มีเรื่องของการได้ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับภูมิรัฐศาสตร์นะฮะ Geo-politic หรือเรื่องของประวัติศาสตร์การเมืองไทย หรือเรื่องอื่น ๆ นะครับ ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยว่า อ้าว นึกว่ามาอบรมกับพรรคการเมืองก็คือมาเรียนเกี่ยวกับเฉพาะพรรคการเมืองใช่มั้ย – ไม่ใช่ เพราะในที่สุด สำหรับประชาธิปัตย์นะครับ การเมืองซึ่งเดี๋ยวผมจะพูดต่อไป มันก็เป็นเหมือนกับทั้งศาสตร์และก็ศิลปะที่ก็ต้องการทักษะที่เป็นทักษะเฉพาะ แต่การเมืองมันไม่ได้อยู่โดด ๆ นะ เพราะการเมืองมันมีหน้าที่เข้าไปบริหาร มีหน้าที่เข้าไปออกกฎหมาย มีหน้าที่เข้าไปแก้ปัญหา ซึ่งหมายความว่าคนที่เป็นนักการเมืองก็ต้องมีพื้นฐานความรู้ในทุก ๆ ด้านที่มันมีความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองนะครับ

ฉะนั้นถ้าเกิดบอกให้ผมมาพูดว่านักการเมืองในอุดมคติ ยังไงก็ตามนะครับ ก่อนจะไปเรื่องการเมืองเลย นักการเมืองที่ดี ต้องเป็นคนใฝ่รู้ ต้องเป็นคนที่ติดตามเรื่องราวต่าง ๆ ความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ แล้วก็เรียนรู้อยู่ตลอดเวลานะครับ ผมอยู่การเมืองมา 30 ปี เวลามีคนอยากเข้ามาการเมือง ผมสัมภาษณ์ อยากเป็นนักการเมืองเพราะอะไร อยากเป็น สส. หรืออยากเป็นอะไร ยังไง ถ้าตอบได้แค่เพียงว่า อยากเป็น สส. อยากเป็นรัฐมนตรี ผมก็มีความกังวลละ ขณะเดียวกันบางคนก็จะมาชัดเจนมาก โอ้โห้ อยากทำเรื่องสิ่งแวดล้อมจะแก้โลกร้อนเรื่องเดียว ผมก็ชอบนะว่าแสดงว่ามีเป้าหมายและอยากจะมาทำการเมืองเพื่อแก้ปัญหาอะไร แต่ผมก็จะเตือนคนที่มีความชัดเจนแบบนี้บอก เวลาคุณมาเป็นนักการเมืองน่ะ คุณไม่มีสิทธิ์เลือกนะว่าคุณจะได้แก้ปัญหาอะไร ไม่มีสิทธิ์เลือกนะครับ

ตอนผมไปเป็นนายกรัฐมนตรี ผมก็ไม่เคยคิดว่าผมต้องดูแลเรื่องการไปรบกับกัมพูชา แต่เมื่อคนเกิดก็ต้องทำได้นะ อันนั้นเพราะฉะนั้น การใฝ่รู้การติดตามเรื่องราวต่างๆ สำคัญมากและสิ่งที่ผมอยากจะบอกกับพวกเราในขณะนี้ที่เป็นคนรุ่นนี้นะ ก็คือว่านับวัน การเมืองที่ต้องอาศัยคนใฝ่รู้ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นไปอีก ตอนผมเข้ามาการเมือง 30 ปีที่แล้ว แล้วก็หลังจากนั้นมาประมาณ 10-20 ปี ผมใช้คำว่า ระเบียบโลก การเมืองโลก การเมืองหลายประเทศค่อนข้างนิ่ง แม้แต่เรื่องของระบบเศรษฐกิจก็ค่อนข้างนิ่งนะครับ ทุกคนตอนนั้นก็เชื่อว่าการใช้ระบบเศรษฐกิจเสรีอิงกลไกตลาด เป็นเสรีประชาธิปไตยเป็นคำตอบได้สำหรับทุกเรื่อง แต่ ณ วันนี้ ทุกอย่างถูกท้าทายไปหมดแล้วนะครับ

ในอดีตช่วงที่ระเบียบโลก ภาวะเศรษฐกิจแนวคิดเศรษฐกิจมันนิ่งแบบนั้น บางทีการเมืองมันเป็นเหมือนกับการแค่ไปดำเนินการตามสูตรที่มันมีค่อนข้างจะสำเร็จรูปอยู่ แต่วันนี้ไม่ใช่นะครับ วันนี้ผ่านมาอีก 20-30 ปี หลังสงครามเย็นสิ้นสุดลง เมื่อก่อนนี้ทุกคนบอกว่าประเทศไหนอยากประสบความสำเร็จต้องเป็นประชาธิปไตย 20 ปีที่ผ่านมาประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจมากที่สุด ไม่ได้ใช้ระบบเสรีประชาธิปไตย ผมก็ไม่รู้ในนี้ ถ้าถามว่า เชื่อในแนวทางของจีนมั้ย หรือเชื่อแนวทางของสหรัฐมั้ย เราตอบได้มั้ย เราตอบได้มั้ย ผมไม่ค่อยแน่ใจ มีประธานาธิบดีสหรัฐปัจจุบัน จะมีคนเชื่อแนวทางสหรัฐฯ มากน้อยแค่ไหนนะครับ แต่ผมก็เชื่อว่า หลายคนที่เห็นความสำเร็จกับของจีน ก็ไม่แน่ใจหรอกว่ามันจะเป็นรูปแบบที่สามารถมาใช้กับเราหรือกับที่อื่นได้หรือควรจะใช้หรือไม่นะครับ ซึ่ง 20 ปีที่แล้ว 30 ปีที่แล้ว ประเด็นพวกนี้มันไม่มีใครตั้งคำถามนะ ทุกคนบอกว่าจะต้องเดินหน้าไปสู่เสรีประชาธิปไตยกันหมดนะครับ

วันนี้เรื่องของเศรษฐกิจ ถูกเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงนะครับ จนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครทราบได้เลยนะครับว่าในที่สุดแล้ว เราจะอยู่กันยังไงด้วยซ้ำนะครับ ใครเห็นข่าวล่าสุดมั้ย ที่ AI มันสามารถที่จะ ซุกซนขนาดที่ว่า เค้าทดสอบมันแล้วก็อยู่ใน sandbox ควบคุมไม่ให้มันไป ปรากฏว่ามัน Hack ออกจากsandbox ไป Hack เว็บไซต์ เพื่อมาตอบคำถามที่ที่ถูกทดสอบ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าต่อไปวันข้างหน้า AI จะไปยังไงนะครับ หลายคน อย่าไปนึกว่ามันเหมือนหนังแนววิทยาศาสตร์สมัยก่อนนะที่ว่าอยู่ดี ๆ มันทำอะไรก็ได้เพราะว่าเราก็ยังไม่ได้มีกติกาสำหรับการพัฒนา AI เลย สหรัฐฯ นี่แทบไม่มีเลยนะครับ เพราะกลัวว่าถ้าทำแล้วจะทำให้การค้นคว้าการวิจัยมันไม่ก้าวหน้า ถ้ามี มีที่ยุโรปซึ่งมีเยอะจนกระทั่งในยุโรป ถึงไม่มีการพัฒนาในเรื่องนี้ แล้วก็ถ้ามีอีกระบบก็คือของจีนเพราะรัฐบาลแทบจะเรียกว่าคุมทุกสิ่งทุกอย่าง นี่ก็ท้าทายมากวันข้างหน้าจะเป็นยังไง

เมื่อกี้ท่านนายกชวนพูดประเทศไทยสังคมสูงวัยนี่เรื่องใหญ่มากนะครับ สมัยที่ผ่านมา เราเคยมีคนทำงานประมาณ 5-6 คน ดูแลผู้สูงอายุ 1 คน อีกประมาณ 10 ปีข้างหน้า สัดส่วนตัวนี้จะกลายเป็นว่าคนทำงาน 1 คนครึ่ง ต้องดูแลผู้สูงอายุ เพราะตอนนี้ บ้านเราคนตายมากกว่าคนเกิด เด็กเกิดน้อย พวกผมตายยากนะครับ ก็จะเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ในขณะที่เรายังไม่มีเงินออมที่จะมาคอยดูแล พูดง่าย ๆ เป็นบำเหน็จบำนาญให้กับคนทั่วไปได้เลย จะทำกันยังไงนะครับ แรงงานที่ขาดแคลน เทคโนโลยีมาทดแทนส่วนหนึ่ง แล้วเราจะหาแรงงานจากไหน ซึ่งปัจจุบันเราก็มีแรงงานต่างด้าวเต็มบ้านเต็มเมืองอยู่แล้ว แต่จะอยู่กันในกติกาแบบปัจจุบัน มันใช่หรือเปล่าเห็นมั้ยครับ เรื่องพวกนี้ในที่สุด ท้าทายมากแล้วก็ต้องการการเมืองเข้ามาแก้ไข หรือเราก็ต้องมีส่วนร่วมในทางการเมืองเพื่อกำหนดทิศทางว่าอนาคตเราจะเป็นยังไงนะครับ มันมีตั้งแต่เรื่องใหญ่ๆ แบบนี้ภาพรวม หรือเรื่องเฉพาะนะฮะ เอาง่ายๆ กี่ปีที่ผ่านมาเอง รัฐบาลไทยเกิดบอกว่า เออ เอากัญชาเข้ามา ไม่เป็นไร เพราะว่ามีประโยชน์ทางการแพทย์จะเป็นพืชเศรษฐกิจ วันนี้ผลที่เกิดขึ้นถกเถียงกันมากว่า อ้าว แล้วจะต้องแก้กันยังไงต่อไป บุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งผิดกฎหมายแต่กลายเป็นปัญหาทั่วเกือบทุกโรงเรียนเลยนะครับ ทั่วประเทศไทย ทุกเรื่องย้อนกลับมาว่า กระบวนการทางการเมืองจะไปแก้ปัญหาตรงนี้ยังไง

เพราะฉะนั้นวันนี้ที่เราทำหลักสูตร มันจะมีการให้มีคนมาบรรยายในเรื่องประเด็นต่าง ๆ แต่อีกจุดหนึ่งที่เราต้องการก็คือว่า เราอยากฝึกให้คนสามารถมาทำงานการเมืองได้ รู้เท่าทันการเมือง หรือมีส่วนร่วมในทางการเมืองที่จะสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้นะครับ ในประเทศเรา เมื่อสักครู่นี้ท่านนายกชวนบอกว่าเราใช้ระบบรัฐสภา ระบบรัฐสภานี้ มันมีหลายสิ่งที่คนมักจะไม่พูดถึง คือส่วนใหญ่เวลาเราเรียนหนังสือนะ เราก็ดูระบบ เราก็อ่าน อ่านรัฐธรรมนูญ อ่านกฎหมาย อ่านตำราที่บอกว่า แต่ละคนมีสิทธิ์มีอำนาจกันอย่างไร แบ่งแยกกันอย่างไร เกี่ยวข้องกันอย่างไร สัมพันธ์กันอย่างไร แต่ว่ามันมี 2 ประเด็นที่ผมอยากจะเน้นย้ำนะครับสำหรับระบบรัฐสภาที่ไม่ใช่ระบบประธานาธิบดี ซึ่งก็จะมีปัญหาหรือแนวทางที่แตกต่างกันไป

หัวใจสำคัญที่เกี่ยวกับระบบรัฐสภาถ้าจะทำงานได้ดีมี 2 เรื่อง 1. ก็คือต้องมีพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง ทำไมต้องมีพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง เพราะระบบนี้เราเลือก สส. สส.ไปรวมกันเป็นเสียงข้างมากตั้งรัฐบาล แต่ถ้าเราเลือก สส. แล้วก็บ้านเรา กกต. ก็มักจะชอบใช้คำขวัญว่าเลือกคนดีใช่มั้ย หรือเลือกคนที่รักเลือกพรรคที่ชอบ จริง ๆ การเลือกคน สมมติเป็นคนดีก็ไม่ได้ปฏิเสธนะครับ เลือกคนดีก็ดีกว่าเลือกคนไม่ดี แต่ประเด็นคือเวลาเราเลือกคนดี เรารู้ได้ยังไงว่าเขาจะไปเป็นปากเสียงแทนความคิดเราได้ คำตอบก็คือยากที่จะรู้ ถ้าแต่ละคนเลือกตัวบุคคล หัวใจของระบบรัฐสภาคือมันต้องมีพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง เหมือนติดยี่ห้อ ใช่มั้ยครับ คนนี้ลงพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าเลือก อย่างน้อยเราพอรู้ว่า เออคน ๆ นี้ต้องคิดไปในแนวทางไหนยังไง นี่คือหน้าที่พรรคการเมือง เราจึงเห็นในระบบสภา อย่างอังกฤษใช่มั้ยครับ 2 พรรคใหญ่เดิมนะ พรรคแรงงาน พรรคอนุรักษ์นิยม Labour Conservative ต่อสู้ขับเคี่ยวกันมา น่าจะเป็น 100 ปีแล้วนะครับ แล้วคนก็จะรู้ว่าอยากได้นโยบายแนวแบบนี้ต้องเลือกพรรคนี้ แบบนั้นต้องเลือกพรรคนั้น แต่ตอนนี้ระบบอังกฤษก็ถูกท้าทายแล้วเพราะมีทั้งพรรค Reform พรรค Green พรรคอะไร โผล่ขึ้นมา เพื่อมาแย่งชิงฐานเสียง

แต่ประเด็นก็คือ พรรคมันคือการทำให้คนรู้ว่าเวลาเลือกคนเข้าไปทำงานทางการเมือง จะพาบ้านเมืองไปในทิศทางไหน แปลว่าพรรคการเมือง ก็ต้องมีบางสิ่งบางอย่างที่เป็นการรวบรวม ใช้คำว่าชุดความคิด ถ้าสูงส่งหน่อยก็อาจจะเรียก อุดมการณ์ ว่าเป็นแนวนี้นะ ซึ่งสำหรับผม ตรงนี้สำคัญ อันนี้ก็วิจารณ์ก็ได้นะครับปัญหาของสังคมไทยอย่างหนึ่งก็คือว่า บางทีเรามองการทำงานการเมือง การทำงานของรัฐบาลอะไรเนี่ย เหมือนเป็นแค่เรื่องเทคนิคนะครับ เป็นแค่เรื่องเทคนิค ถ้ามีปัญหาอย่างนี้ ก็ต้องไปถามผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญ จริง ๆ ถ้าไปดูทั่วโลก การแก้ปัญหาในทางการเมืองเพื่อบริหารบ้านเมือง มันมีทั้งเรื่องเทคนิค แต่มันต้องมีความคิดหรืออุดมการณ์กำกับอยู่ ว่าเชื่อแนวทางไหนเป็นพื้นฐาน เพราะจริง ๆ ปัญหาทุกมันมีวิธีแก้หลายวิธีนะครับ หรือแม้กระทั่งการบริหารบ้านเมืองโดยรวม สมมติเราจะบอกเศรษฐกิจดี ไม่มีใครไม่เห็นด้วยหรอก เศรษฐกิจดี เศรษฐกิจดีคืออะไร เศรษฐกิจโต 10% แต่ความเหลื่อมล้ำสูงมาก กับเศรษฐกิจโต 2% ไม่มีความเหลื่อมล้ำเลย มันไม่ใช่เรื่องเทคนิคละ มันเป็นเรื่องความคิดที่ต้องมาถกเถียงกันว่า เอ๊ะ เราต้องการสังคมแบบไหน และเพราะเราคิดไม่เหมือนกันไง มันถึงต้องมีประชาธิปไตย มันถึงต้องมีพรรคการเมือง เพราะถ้าเราคิดเหมือนกัน ก็ใครทำก็ได้ เพราะความคิดมันตรงกันอยู่นานแล้วนะครับ

เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองมีความสำคัญมากแล้วพรรคการเมือง ที่ผมย้ำก็คือมันคือตัวแทนความคิดนะครับ วิจารณ์กันตรงๆ ในประเทศไทยเกือบทุกพรรคการเมืองยังผูกติดกับตัวบุคคล ที่บางทีเราใช้ศัพท์ว่ามีเจ้าของ นี่คือปัญหานะครับ ตั้งแต่ 2489 เป็นต้นมานะครับ พรรคการเมืองเกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นร้อย หลายร้อยแล้ว ผมไม่แน่ใจถึงพันหรือยัง แล้วก็ล้มลุกคลุกคลานหายกันไป ด้วยเหตุสำคัญอันหนึ่งก็คือว่า เกือบทุกพรรคการเมืองผูกติดอยู่กับตัวบุคคล และมีเจ้าของคน ๆ นั้น เสื่อมบารมี มีอันเป็นไปจะด้วยเหตุอะไร ปั๊บ พรรคก็อยู่ไม่ได้ครับ ก็เลยต้องบอกว่า ที่นี่ประชาธิปัตย์ คือข้อยกเว้นนะ คือข้อยกเว้น และมันไม่ใช่เหตุบังเอิญนะครับ มันไม่ใช่เหตุบังเอิญ เพราะวันที่เขาก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ มันแทบจะไม่เหมือนพรรคอื่นเลยนะ คือมันมีนักการเมืองที่ทำงานอยู่ในสภาขณะนั้นที่เขามีความคิดเห็นเหมือนกันแต่ว่าตอนนั้นยังไม่เป็นพรรค แล้วก็ทำให้การทำงาน มันต่อสู้ในทางความคิดแล้วมันไม่ประสบความสำเร็จ เขาก็บอก เฮ้ย ถ้าอย่างงั้นมารวมตัวกันเป็นพรรค รวมตัวกันเสร็จถึงมาตกลงกันว่าใครจะเป็นหัวหน้าพรรค นี่คือความต่างนะครับ แต่เกือบทุกพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นมานี่ บอกได้เลยคนนี้เป็นคนตั้ง แล้วสุดท้ายคนนั้นก็จะเป็นคนที่มีอิทธิพลต่อการทำงานของพรรคจนกระทั่งตัวเอง อย่างที่ผมบอกเสื่อมบารมี มีอันเป็นไป หรืออะไร แล้วพรรคก็เสื่อมไปด้วย

พรรคการเมืองเป็นหัวใจสำคัญ และต้องเป็นตัวแทนทางความคิด และถ้าพรรคการเมืองจะเป็นสถาบัน ก็ต้องมีความเป็นประชาธิปไตยในพรรค ความหมายก็คือสิทธิ์เสียงของสมาชิก ของ สส. เวลามีการประชุมนะครับ ก็ต้องสามารถที่จะแสดงออกได้อย่างเต็มที่ ฟังเสียงข้างมากเคารพเสียงข้างน้อย แบบเดียวกับที่เราพูดถึงประชาธิปไตยในสังคม หรือในระบบการเมืองในภาพรวม ก็มีเรื่องขำ ๆ นะ ผมก็ไปดูประวัติศาสตร์เร็วๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ ปรากฏว่าพรรค ก่อตั้งเมื่อวันที่ 6 เมษายน ซึ่งบังเอิญตรงกับวันจักรี เขาก็มีการเถียงกันในยุคนั้นนะ ผู้ก่อตั้งพรรคบอกว่า เอ๊ะ หรือเราจะเปลี่ยนไปว่าเป็นวันที่ 5 เมษา คือพูดง่าย ๆ คือเหมือนกับจะตั้ง ตั้งแต่คืนวันที่ 5 แล้วมาตั้งวันที่ 6 นะครับ เขาถกเถียงกันจนต้องลงคะแนนกันนะ แล้วสุดท้ายก็ปรากฏว่าหัวหน้าพรรคแพ้เรียบร้อย ผมก็เลยบอกว่าเนี่ย ผมมาเป็นหัวหน้าพรรคพรรคนี้ ผมต้องยอมรับชะตากรรมนะมันมาตั้งแต่วันแรกของการก่อตั้งพรรคเลยนะครับ ที่หัวหน้าพรรคไม่ได้ใหญ่กว่าลูกพรรคนะครับ

อันนี้คือสิ่งที่พูด แต่ว่าจริง ๆ พอจะขยายความต่อไป จะเห็นว่าเราพยายามพัฒนามาโดยตลอด การเลือกตั้งตำแหน่งในพรรคประชาธิปัตย์นะครับ เราเป็นการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยจริง ๆ มีระบบที่เราพยายามวางกันมา ยังไม่ดีหรอกครับ ยังไม่สมบูรณ์หรอก เพราะว่ามันต้องอาศัยตัวแทนเป็นสาขาบ้าง เป็น สส. บ้างอะไรบ้าง พยายามคิดคำนวณว่าแบบไหนที่จะเหมาะที่สุด ยุคนึงผมเคยผลักดันให้สมาชิกทั้งประเทศลงคะแนนมาแล้วนะครับ เป็นลักษณะของการหยั่งเสียง แต่ว่ามันเป็นจริงคือแข่งกันจริง ๆ จัง ๆ นะครับ แล้วก็ อันนี้ก็คือที่มาของของความเป็นพรรคเป็นชุดความคิด ต้องไม่มีใครเป็นเจ้าของ ต้องมีความเป็นประชาธิปไตยในพรรคนะ

ส่วนที่ 2 ที่อยากจะเน้นย้ำเกี่ยวกับระบบสภา ก็คือพอเสียงข้างมากของ สส. ตั้งรัฐบาล ไอ้การตรวจสอบ การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เราจะไปหวังพึ่งการลงคะแนนในสภา มันแทบจะเป็นไปไม่ได้นะครับ เพราะถ้าคุณไม่มีเสียงข้างมาก คุณเป็นรัฐบาลไม่ได้ตั้งแต่ต้น พอคุณมีเสียงข้างมากแล้ว โอกาสที่จะแพ้คะแนนเสียงในสภา มันก็น้อยมาก ก็คือจุดที่ทำให้รัฐบาลนั้นต้องจบไปด้วยแหละ เพราะมันไม่ได้รับความไว้วางใจนะครับ ทีนี้การรักษาศรัทธาของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองในระบบรัฐสภา มันจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัย ผมใช้คำว่า วัฒนธรรมทางการเมือง ที่เกี่ยวข้องกับสำนึกและความรับผิดชอบทางการเมืองนะครับ พวกเราที่ติดตามข่าวต่างประเทศ การเมืองต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่เป็นระบบสภานะ อังกฤษ ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น ประเทศเหล่านี้ เราเคยเห็นเค้าต้องใช้อะไรนะ ของเราบ้านเรานี่คือเรามีเรามีอภิปรายไม่ไว้วางใจเหมือนเทศกาลประจำปี ปีนึงก็ปล่อยฝ่ายค้านมาพูดอยู่ 3-4 วันอะไรอย่างงี้นะแล้ว ก็ลงมติแล้วก็แพ้รัฐบาล แต่ทำไมพอเราดูประเทศเหล่านั้น เฮ้ย เปลี่ยน เอ้ย สส. ลาออก รัฐมนตรีลาออก นายกฯ ลาออกบ่อยมาก ไม่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเลยแม้แต่ครั้งเดียว จริง ๆ ถ้าเราดูสภาในระบบสภาในต่างประเทศภาพเดียวที่เราจะเห็นประจำก็คือตอบกระทู้ถามสดนะครับ ซึ่งของเค้านี่คือถ้านายกฯ ไม่มาตอบกระทู้นี่เป็นเรื่องใหญ่ ของเราเวลานายกฯ มาเป็นเรื่องใหญ่ เพราะปกติไม่มา นอกจากสมัยผม ท่านชวน แล้วก็นายกฯ สมัคร สุนทรเวช 3 คนเท่านั้นที่ผมเห็นว่ามาทุกสัปดาห์นะครับ มันเป็นเรื่องสำนึกที่เกิดขึ้นนะครับ

แล้วสำนึกนี้ มันหมายความว่าอะไรเวลามันเกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้นมา บางทีเรามองในต่างประเทศเรื่องเล็กน้อยมากนะ สุดท้ายเจ้าตัวรับผิดชอบก่อน นี่เกิดเคยเกิดมาแล้ว แล้วผมเล่าเรื่องนี้บ่อยนะ เพราะว่าเมื่อประมาณสัก 10 กว่าปีที่แล้ว มันเคยมีรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนหนึ่งลาออก เพราะว่านั่งหลับระหว่างแถลงข่าว ซึ่งเราก็งง มันเป็นเรื่องเล็กน้อย แล้วก็ค้นพบว่าที่นั่งหลับนี้ เพราะว่าช่วงกลางวันน่ะดื่มสาเกมากไปหน่อย ในระยะเวลาเดียวกันเลยนะครับ ผมยืนยันได้ว่าในที่ประชุมสภาประเทศไทย มีรัฐมนตรีคนหนึ่ง เมาแล้วมาอาละวาดอยู่ ประเทศไทยทำไงครับส่งเรื่องให้คณะกรรมการจริยธรรมของสภาพิจารณา ใช้เวลาประมาณปีครึ่ง แล้วก็สรุปว่าไม่สามารถสรุปได้ว่าคน ๆ นั้นเมาหรือไม่ เราอาจจะขำนะครับ แต่ไอ้การที่เราไม่มีการแสดงความรับผิดชอบนี้ คือตัวที่มันบั่นทอนความศรัทธาที่คนมีกับนักการเมือง พรรคการเมือง และระบบการเมืองตลอดเวลา ถูกมั้ยครับ

ทุกวันนี้เราก็ยังมีเรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้นเกือบทุกสัปดาห์นะ แล้วก็ไอ้คนที่เป็นเรื่อง ก็ภาวนาอย่างเดียวว่าอึดอีกสักหน่อย เดี๋ยวมันมีเรื่องอื่นมาแล้วเราก็จะลืม แต่ในต่างประเทศ หนึ่งเจ้าตัวนี่ไม่รอดนะครับ ถ้าเจ้าตัวดึงดัน สักพักใครทำครับ พรรคการเมืองทำ พรรคที่ตัวเองสังกัด พรรคที่ตัวเองสังกัดนี่ บอก เฮ้ย ขืนปล่อยอย่างนี้ไป เสียหายกับพรรคนะ พรรคบอกเลย เฮ้ย ถึงเวลาละคุณต้องลาออก แต่พรรคจะทำอย่างนี้ได้ เป็นไงครับ พรรคต้องไม่มีเจ้าของนะ เพราะว่าถ้าไอ้เรื่องอื้อฉาวมันเกิดขึ้นจากตัวเจ้าของเอง หรือลูกเจ้าของ หรือญาติเจ้าของ หรือลูกน้องเจ้าของ ก็ไม่กล้าไปบอกใช่มั้ยว่าต้องทำอะไร นาน ๆ ครับจะหลุดจากพรรคมาเป็นเรื่องของจริยธรรมในสภาหรือไม่ไว้วางใจ หรือดำเนินการถึงขั้นต้องไปฟ้องร้องกัน ปปช. ศาลรัฐธรรมนูญอะไรต่าง ๆ ในต่างประเทศไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันเริ่มจากตรงนี้นะครับ นายกฯ อังกฤษ เปลี่ยนมาก็คนแล้ว แล้วเปลี่ยนโดยไม่ได้เกี่ยวกับการเลือกตั้งกี่คน ล่าสุดก็เหมือนกันใช่มั้ยครับ พรรคเป็นคนบอกว่า เฮ้ย คุณไปไม่ไหวแล้ว ไม่ต้องรอเลือกตั้งครั้งหน้า ไปก่อนเลย ขอเอาคนใหม่เข้ามา แล้วเดี๋ยวว่ากันจะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นอันนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะย้ำว่า ในระบบสภา ระบบพรรคการเมือง กับระบบการสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง การทำงานทางการเมือง และมีสำนึกทางการเมือง คือสิ่งที่จะเป็นตัวที่รักษาให้ระบบมันอยู่ได้ด้วยความเชื่อมั่น แล้วพอมันมีความเชื่อมั่นมีความไว้วางใจ มันจะมีความร่วมมือในการไปแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในประเทศนะครับ

ประชาธิปัตย์ตั้งแต่ผู้ก่อตั้งมา เขาเลยพยายามยึดสิ่งนี้มาโดยตลอด แล้วก็ที่อยู่มาได้ ก็อย่างที่ผมบอกคือเอาตัวนี้เป็นแกน แล้วก็ต้องคอยดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาตลอดเวลานะครับ เพื่อจะสืบทอดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ประชาธิปัตย์มีคำประกาศอุดมการณ์ 10 ข้อ อายุ 80 ปีนะ แต่ถ้าไปอ่านแล้วจะตกใจว่า มันยังทันสมัย 5 ข้อแรกในเรื่องการเมือง ทันสมัยหมดนะครับ 1. หลักนิติธรรมนะครับ 2. การทำงานการเมืองด้วยวิถีอันบริสุทธิ์ 3. การยึดมั่นเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตนะครับ 4. การสร้างศรัทธาในตัวระบบ รัฐสภาคือประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พูดไปถึงเรื่องการกระจายอำนาจ ซึ่งทันสมัยมากว่าต้องพยายามกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นให้มากที่สุด เรื่องเศรษฐกิจก็ทันสมัยมากนะครับเริ่มต้น พูดถึงเรื่องของหลักของการมีสิทธิในการครอบครองทรัพย์สินส่วนบุคคล ซึ่งเป็นพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจที่ใช้กลไกตลาด แล้วก็พูดถึงว่าโดยปกติปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน รัฐเข้าไปแทรกแซงเพื่อวัตถุประสงค์ เช่น ความเป็นธรรม ความปลอดภัย หรือวัตถุประสงค์ที่กลไกตลาด มันตอบไม่ได้นะครับ เขียนมาตั้งแต่ยุคโน้นนะครับ เขียนเรื่องบทบาทของรัฐในเรื่องความเป็นธรรม การศึกษา การสาธารณสุข เพราะเข้าใจดีว่า อันนี้ต้องอาศัยการลงทุนจากรัฐ เขียนเรื่อง การป้องกันประเทศว่าต้องส่งเสริมการทหาร แต่การทหารนั้นต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์และนโยบายทางการเมือง แล้วก็พูดเรื่องของการต่างประเทศว่าต้องส่งเสริมความสัมพันธ์อันดี นี่คือ 10 ข้อ

ฉะนั้นที่ผมอยากจะย้ำก็คือว่า เราพยายามสร้าง หรือเราอยากเห็นนักการเมือง ที่เข้ามาด้วยแนวทางแบบนี้นะครับ เราจึงกลายเป็นพรรคการเมืองซึ่งสมัยหนึ่ง ถูกต่อว่า เอ้ย มีแต่นักการเมืองอาชีพ ซึ่งคำนี้ก็ในสังคมไทยก็พูดแล้วอาจจะมีความหมายในทางลบมากกว่าบวก แต่ผมนี้ก็เป็นคนเชื่อและก็ยืนยันแล้วก็เห็นในระบบรัฐสภาอื่น ๆ นะครับว่า นักการเมืองส่วนใหญ่ ถ้าไม่ใช่เกือบทั้งหมดนะ ควรจะเป็นนักการเมืองอาชีพเพราะการเมืองก็เหมือนกับงานอื่น ๆ ที่ต้องอาศัยทักษะที่มีความเฉพาะของมันเหมือนกันนะครับ เราเห็นในต่างประเทศ ผมจำได้วันที่ น่าจะ David Cameron มั๊งเป็นนายก แล้วก็ตั้งคณะมนตรีมาแล้วก็ถูกต่อว่า บอกว่าทำไมผู้หญิงน้อยนะครับ เรื่องนี้ก็เป็นปัญหาใหญ่สำหรับประเทศไทยนะครับเรื่องสัดส่วนผู้หญิงในการเมือง แล้วก็การดำรงตำแหน่ง แต่พอ Cameron ถูกต่อว่า ว่าทำไมผู้หญิงน้อย คำอธิบายเขานี้ มันบ่งบอกถึงระบบเขาเลยนะ คำอธิบายเขาบอกว่า บังเอิญ สส. ที่มีความอาวุโสในขณะนั้น มีแต่ผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ ต้องรออีกนิดนึง เพื่อจะให้ผู้หญิงที่เข้ามาเป็น สส. แล้วเริ่มเรียนรู้ทางการเมือง เข้ามาทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีนะครับ ผมไม่ได้บอกว่าถูกหรือผิดนะ แต่มันสะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อในเรื่องของความเป็นนักการเมืองอาชีพ ซึ่งระบบเรา ตอนหลังก็ผิดเพี้ยนไปเยอะมากนะครับ

ผมเอาประสบการณ์ตัวเองนะครับ ผมนี้ตัดสินใจอยากเป็นนักการเมืองอาชีพ ตั้งแต่เด็กเลย อายุน้อยกว่าพวกเราอีกนะครับ วันที่ผมอยากจะมาเป็นนักการเมืองอาชีพ ผมก็เริ่มพยายามเรียนรู้ก็เหมือนพวกเรานี่แหละ ผมเรียนหนังสืออยู่ ผมก็มาที่พรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นอาสาสมัครรับจ้างหาเสียงแล้วก็มาช่วยงานคุณชวนนั่นแหละตอนนั้น ท่านเป็นรัฐมนตรีศึกษาอยู่นะครับ ผมก็อ่า มาช่วยท่าน ท่านก็ชวนผมเห็น คือท่านก็ชอบชวนอยู่แล้ว เด็กเยาวชนคนไหนสนใจการเมืองท่านชวนมาอยู่แล้ว ผมก็อยู่กับท่าน ถึงเวลาพออายุครบ 25 ลงสมัคร สส. ได้ ผมก็ขอลงสมัคร สส. ในกรุงเทพนะครับ สมัยนั้นเป็นเขตใหญ่นะครับ ทั้ง ๆ ที่ผมนี่ทำงานให้กับหัวหน้าพรรค 2 คนเลยนะ คุณพิชัย รัตตกุล แล้วก็คุณชวนนะครับ ผมอยากไปลงเขตของอาจารย์มารุต บุนนาค เป็นหัวหน้าทีมอยู่ สมัครไป ท่านพิชัย ท่านชวนฝากไปแบบไทยนะ ไม่ได้ ไม่ผ่าน พอดีเขตข้าง ๆ มี ดร. เจริญ คันธวงศ์สนใจบอก เออ ๆ มา ๆ อยากได้คนหนุ่มสักคนมา สาขาพรรคไม่ยอมอีก ผมก็ต้องไปสัมภาษณ์สาขาพรรค สาขาพรรคบอก เฮ้ย ขอดูก่อนซิ จบการศึกษามา อะไรมาก็แล้วแต่ ลงพื้นที่เป็นยังไง ต้องไปลงพื้นที่อยู่กับเขาอยู่ประมาณ 2-3 อาทิตย์ จนเขาบอกโอเค ดูแล้วไปได้ ถึงได้มีโอกาสลงสมัคร สส.

ถามว่าทำไมผมเลือกที่นี่นะครับ 1. ไอ้อุดมการณ์ที่ผมพูดมาทั้งหมด ผมยังเชื่อในแนวทางนั้นว่ามันคือคำตอบสำหรับการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของสังคมของประเทศ 2. ผมเห็นแล้วว่าพรรคไม่มีเจ้าของจริง ๆ ผมคิดว่าถ้าผมเข้ามา ผมต้องมีสิทธิ์มีเสียง สามารถที่จะทำอะไรได้นะครับ แล้วก็พอผมได้รับเลือกตั้งครั้งแรก อายุ 27 เข้ามานะครับ ประชุม สส. นี่ก็เรื่องจริงเลยนะครับ ผมก็สามารถลุกขึ้นค้านผู้อาวุโสนะครับ หัวหน้าพรรคใครต่อใครนะครับ และหลังจากนั้นมาผมก็ชดใช้กรรม พอผมมาเป็นหัวหน้าพรรค ก็จะเจอคนใหม่ ๆ สามารถชี้หน้าด่าผมได้ในที่ประชุมนะครับ แต่นี่คือเหตุผลที่ผมอยู่ที่นี่ เพราะผมเชื่อว่าอันนี้ คือวิธีที่พรรคการเมืองควรจะทำงานนะครับ ทุกคนต้องสามารถเข้ามาได้ แต่แน่นอนนะครับ มันไม่ได้ว่าใครมาทะเลาะอะไรกันหมด เพราะว่าพื้นฐานมันก็ต้องมาด้วยชุดความคิดที่มันคืออุดมการณ์ของพรรค หรือนโยบายของพรรคนะครับ ดังนั้น ถามว่าตรงนี้นำมาสู่คำตอบเรื่อง เราอยากเห็นนักการเมืองที่เป็นอุดมคติอะไร เมื่อกี้ ผมพูดข้อแรกคือใฝ่รู้ ถูกมั้ยครับ ข้อที่ 2  ก็คือว่า คุณต้องเข้าใจ และมารักษาระบบการเมืองที่ดีได้ ซึ่งคุณจะทำอันนั้นได้  คุณต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐานให้คนไว้วางใจ คุณต้องไม่มีผลประโยชน์อื่นเหนือผลประโยชน์ของส่วนรวมในการคิดในการทำงานในการตัดสินใจนะครับ คุณต้องเป็นนักประชาธิปไตยด้วยการรับฟังความเห็นที่แตกต่าง ยอมรับเสียงข้างมากรักษาสิทธิ์เสียงข้างน้อยนะครับ และสิ่งเหล่านี้ก็คือพื้นฐานจริง ๆ ของสำหรับผมคือนักการเมืองที่ดีนะครับ ซึ่งผมยังไม่ไปถึงทักษะอื่น ๆ นะครับ เช่นเรื่องการสื่อสาร เรื่องอะไรต่าง ๆ เพราะว่าอันนี้ก็เป็นสิ่งที่ในที่สุดเราก็ต้องฝึกฝน แล้วก็เรียนรู้ได้ การสื่อสารมันสำคัญมากอยู่แล้วในระบอบประชาธิปไตยนะครับ เพราะต้องไปโน้มน้าวให้คนคิดเหมือนเรา สนับสนุนเรา จะทำอะไรต้องสามารถอธิบายได้ว่าทำไมมันเป็นอย่างนี้ เวลามันผิดไปจากแผนเวลามันไม่ได้ผลอย่างที่ต้องการ ก็ต้องสามารถสื่อสารได้ว่ามันเป็นเพราะอะไร จะแก้ไขอย่างไรนะครับ ซึ่งทักษะเหล่านี้ มันไม่มีใครมีพร้อมหมดหรอก มันก็ต้องมาเรียนรู้ด้วยตัวเองนะครับ

เมื่อ 2 วันนี้เพื่อนผมนั่งอยู่ข้างหลัง กรณ์ จาติกวณิช ยืนขึ้นหน่อย เดี๋ยวคนไม่เห็น เพราะยืนแล้วคนเห็นแน่นอน อยู่ดีๆ เขาเขียน WhatsApp มาหาผมนะ บอกสงสัยว่าตอนผมอยู่ที่ Oxford ทำไมผมไม่ไปทำกิจกรรมกับ Oxford Union ซึ่งเป็นเวทีแบบโต้วาที เขาจำลองห้องเหมือนในสภาอังกฤษเลย ผมไม่ค่อยได้ทำตรงนั้น ถามว่าเออ ทำไมเขารู้ว่าผมนี้อยากเป็นนักการเมืองตั้งแต่เด็ก ทำไมผมไม่ไปตรงนั้น ผมก็ตอบตรง ๆ ว่า1. ตอนนั้นใน Oxford Union ส่วนใหญ่ เป็นพวก Conservative ซึ่งผมก็ไม่ได้เห็นด้วยเท่าไหร่ กับ 2. ผมก็บอกเค้าตรง ๆ เลยว่าผมอภิปรายผมอะไรไม่ได้เลย ผมไม่ใช่นักพูดนะครับ ผมใช่นักพูด ยุคนั้นผมเป็นคนเงียบมากนะครับ เค้าก็ต้องจำได้นะครับ ผมยังจำได้ว่าตอนผมตัดสินใจลงสมัครเป็นตัวแทนนักเรียนใน Collage ผมนี่ มันมีคนมาสะกิดว่า บ้าเปล่าวะ ยูเป็นคนที่แบบเงียบมาก ไม่พูดอะไรเลย แล้วมันจะไปชนะได้ยังไง แต่ผมต้องฝึกไง ก็ต้องฝึก ฝึกตัวเองว่าในที่สุดต้องทำให้ได้นะ ในเมื่อเราอยากทำงานนี้ เราอยากต่อสู้เรื่องนี้ เราต้องทำให้เป็น อธิบายให้ได้ พูดให้ได้ ก็เรียนรู้จากจากรุ่นคุณพี่นะครับ ก็โชคดีว่าอย่างในพรรคประชาธิปัตย์ ทางท่านหัวหน้าชวนสมัยนั้น ใครพูดอะไรนี่จดหมดนะครับ แล้วเรียกไปเหมือนตรวจการบ้านแล้วแนะนำฝึก ๆ ฝึกพวกเรา ฝึกพวกเรานะครับ แล้วพอเที่ยวนี้ ผมกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคก็เหมือนกันนะครับในช่วงหลายปีที่ผ่านมางานสภาของพรรค อาจจะเรียกว่าหายไปจากความรับรู้ของคน ตอนนี้ทั้ง สส. เก่า สส. ใหม่ เราจริงจังมากกับการมาช่วยกันว่า เออ ถ้าจะต้องพูดเรื่องนี้จะต้องพูดยังไงนะครับ ต้องช่วยกันทุกเรื่องนะครับ รองรัดเกล้านี่ ก็ถามอยู่ตลอดเวลาเรื่องนี้จะ เพราะแกจะพูดทุกเรื่องนะฮะ ตั้งแต่ช้าง ลิง นักโทษ แรงงานอิสระ ก็จะมาถาม แต่ว่านี่ไงครับ พอพรรคมีแนวทางนะครับ แล้วก็พรรคมีความเป็นกลุ่มที่จะมาช่วยกันทำงาน มันก็คือสิ่งที่จะทำให้เราสามารถทำงานเป็นระบบด้วยกันได้นะครับ

ก็วันนี้ ก็จริง ๆ ก็อยากจะเล่าเพียงเท่านี้นะครับ เพราะว่าเดี๋ยววันอื่นอาจจะหาเวลามาร่วมกิจกรรมกับพวกเรา ถ้าเป็นไปได้ แล้วก็คิดว่าเวลาที่เหลืออยากให้ได้มีโอกาสซักถามมากกว่า เพราะเชื่อว่าหลายคนก็อาจจะอยากจะมีคำถามเกี่ยวกับตัวผม เกี่ยวกับพรรค เกี่ยวกับการเมืองไทย เกี่ยวกับการเมืองโลก หรือเรื่องอะไรก็ตามนะครับ

#ประชาธิปัตย์ #พรรคประชาธิปัตย์ #DemocratPartyTh #ประชาธิปัตย์#DIP16#BlueAcademy#เยาวชนคนรุ่นใหม่

ทุกเสียงของประชาชนมีความหมาย

ร่วมส่งความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ หรือปัญหา