คำต่อคำ การอภิปรายของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในญัตติด่วน โครงการแลนด์บริดจ์

คำต่อคำ การอภิปรายของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ในญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ

เพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินงานโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง

เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์)

29 พฤษภาคม 2569

 

ท่านประธานที่เคารพกระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ได้รับมอบหมายจากท่าน สส. กรณ์ จาติกวณิช และท่าน สส. สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ในการทำหน้าที่สรุปญัตติทั้ง 2 ญัตติครับ ท่านประธานครับ

โดยสิ่งสำคัญที่สุดที่เรากำลังจะต้องพิจารณากันในขณะนี้ ก็คือเรื่องของการจัดตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อศึกษาในเรื่องของโครงการสะพานเศรษฐกิจ หรือที่เรียกกันว่า Land Bridge ตลอดจนในแง่ของภาพใหญ่ของยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ สิ่งที่ผมจะกราบเรียนจากนี้ไป ซึ่งเป็นการสรุปเนื้อหาจากการได้รับฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายเมื่อวานนี้ ก็คือความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่สภาแห่งนี้จะต้องมีกลไกในการเข้ามาทำการศึกษาและติดตามในเรื่องนี้ โดยอยากจะกราบเรียนในเบื้องต้นครับว่า ปัญหาของโครงการสะพานเศรษฐกิจ หรือ Land Bridge ซึ่งมีมูลค่ามากที่สุดโครงการหนึ่งในประวัติศาสตร์ คือ 1 ล้านล้านบาท เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากมายาคติ ว่าประเทศไทยจะอาศัยลักษณะของภูมิประเทศที่มีส่วนที่แคบที่สุดของประเทศเรา มาใช้เพื่อประโยชน์ในการเข้าไปทดแทนช่องแคบมะละกา เป็นมายาคติซึ่งการศึกษาทุกการศึกษา ยกเว้นของ สนข. ยอมรับว่าจะเกิดปัญหามากมายครับ ซึ่งผมจะได้กราบเรียนเป็นประดันหลัก ๆ 5 ประเด็น

ประเด็นที่ 1 ก็คือความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เมื่อวานนี้เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปราย และอธิบายให้สภาเห็นอย่างชัดเจนว่า ความเชื่อว่าการมาผ่านสะพานเศรษฐกิจ หรือ Land Bridge ซึ่งจะลดระยะเวลาของการเดินเรือจากการผ่านช่องแคบมะละกา ประมาณ 4 วัน จะเป็นการประหยัดทั้งเวลาและเป็นการประหยัดเงินนั้น ไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง เพราะมายาคติที่บอกประหยัดเวลาไป 4 วันนั้น ไม่ได้คำนึงถึงกระบวนการของการขนของ สมมติว่า เรือ 20,000 ตันนะครับ ที่ต้องมีการขนของลง ลงมาที่ท่าเรือฝั่งหนึ่ง ขนขึ้นรถไฟเพื่อเดินทางไปอีกฝั่งหนึ่ง ขนลงอีกฝั่งหนึ่งเพื่อขนขึ้นเรืออีกครั้งหนึ่ง ทั้งหลายทั้งปวงนี้จะทำให้ในที่สุดแล้วไม่ได้มีการประหยัดเวลา ซ้ำร้ายกว่านั้น มีการคำนวณตัวเลขชัดเจนว่า นอกจากจะไม่ประหยัดเวลาแล้ว ต้นทุนกลับสูงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

ท่าน สส. กรณ์ (จาติกวณิช) ได้คำนวณให้เห็นว่า เมื่อคำนึงถึงกระบวนการในการขนย้ายของจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่งแล้ว จะทำให้เสร็จสรรพแล้ว ต้นทุนสูงกว่ากันถึงประมาณ 3 เท่า นี่คือสิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้เรามีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบอย่างชัดเจนว่า แนวคิดที่เริ่มต้นจากมายาคติตรงนี้ จะเป็นจริงได้หรือไม่

ประการที่ 2 การพูดถึงโครงการใหญ่ และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างนี้ ยังไม่ได้มีการศึกษาอย่างละเอียดถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือถ้ามีการศึกษาก็ได้ถูกโต้แย้งจากนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม แทบจะเรียกได้ว่าเสียงเป็นเอกฉันท์ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในเรื่องของสิ่งแวดล้อม และทุนทางวัฒนธรรมด้วย เป็นเรื่องใหญ่มาก ไม่ว่าจะเป็นการตัดผ่านพื้นที่ซึ่งเป็นมรดกโลก การตัดผ่านพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ส่งผลกระทบในเรื่องของบลูคาร์บอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ ผลกระทบต่อสัตว์หน้าดิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว ซึ่งมีอยู่โดยธรรมชาติ ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้เป็นต้นทุนที่สูงมาก ไม่ใช่แค่ผลกระทบต่อสิ่งเหล่านี้ ซึ่งจะเป็นผลกระทบถาวร แต่หมายถึงการทำลายทุนของการที่พี่น้องในภาคใต้สามารถต่อยอดจากทรัพยากรและทุนเหล่านี้ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับชีวภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และอื่น ๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่ได้รับการยอมรับว่า ควรจะเป็นอนาคตของเศรษฐกิจไทย

ยังไม่นับว่า ถ้ามีการเปิดเส้นทางตรงนี้จริง การเดินเรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝั่งอันดามัน สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการทำลายศักยภาพในเรื่องของการท่องเที่ยวของภาคใต้ทั้งหมด หมู่เกาะที่มีชื่อเสียงระดับโลก แม้กระทั่งภูเก็ตเอง ก็อาจจะได้รับผลกระทบจากการเดินเรือ ซึ่งไปกระทบกับศักยภาพของการท่องเที่ยวและซ้ำร้ายกว่านั้น ท่านประธานลองนึกภาพว่า หากเกิดอุบัติเหตุสัก 1 ครั้ง อะไรจะเกิดขึ้น กับทรัพยากรที่ผมถือว่ามีค่าที่สุดสำหรับภาคใต้ และพี่น้องประชาชนคนไทย

เหตุผลประการที่ 3 ที่เราจำเป็นจะต้องตั้งคณะกรรมาธิการก็คือว่า นอกจากมายาคติว่าเราจะไปทดแทนช่องแคบมะละกาแล้ว ยังมีมายาคติว่า ถ้าไม่มีโครงการนี้ หรือแม้ว่า ถ้าไม่มีโครงการ SEC หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษในภาคใต้แล้ว พี่น้องชาวใต้จะไม่สามารถลืมตาอ้าปาก ไม่สามารถพัฒนาไม่สามารถเปลี่ยนแปลง เพื่อเป็นพื้นที่ซึ่งจะมีรายได้ดี และคุณภาพชีวิตที่ดี ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า เรามาลองนึกภาพกันจริง ๆ นะครับว่า ถ้าโครงการนี้เกิดขึ้นจากระนองถึงชุมพร ถามว่าพี่น้องอีก 10 กว่าจังหวัดในภาคใต้ ได้อะไรครับ พี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีปัญหาความยากจนมากที่สุดในประเทศไทยอยู่แล้ว จะมาใช้ประโยชน์ตรงนี้ยังไงครับท่านประธาน แล้วไม่ต้องถึงจังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดใหญ่ ๆ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภาคใต้ จะเป็นสงขลา ภูเก็ต สุราษฎร์ นครศรีธรรมราช ได้อะไรจากโครงการเหล่านี้ เพราะโครงการนี้เป็นเพียงแค่ทางผ่านสำหรับการขนสินค้าของชาวต่างชาติเป็นหลัก

          ถ้าจะมีคนได้ประโยชน์นะครับท่านประธาน ก็มีผู้รับเหมากับผู้ที่ไปกว้านซื้อที่ดินแล้วก็เก็งกำไรเงิน 1 ล้านล้านบาท ครับท่านประธานครับ ถ้าเรามีความจริงใจที่จะทำให้ชีวิตของพี่น้องคนใต้ดีขึ้น ทำได้มากมายเพื่อนสมาชิกหลายท่านลงไปในรายละเอียดแล้วครับ ใช้เงินน้อยกว่านี้อีก เราสามารถมีมอเตอร์เวย์ที่วิ่งจาก กรุงเทพฯ ไปถึงชายแดน พร้อมกับการมีรถไฟรางคู่ ซึ่งเป็นระบบไฟฟ้าเพื่อเชื่อมต่อกับมาเลเซีย สิงคโปร์ และมาถึงกรุงเทพฯ และสามารถต่อไปยังเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงในอนาคตต่อไป ยังไม่นับว่าการพัฒนาท่าเรือ ไม่ใช่เพื่อที่จะไปรับเรือต่างชาติเป็นหลัก แต่เพื่อส่งออกสินค้าของคนใต้ สามารถทำได้หลายท่าเลยครับ ทั้งในฝั่งอันดามัน และในฝั่งอ่าวไทย แล้วก็จะทำให้เชื่อมโยงโดยถนน โดยรางในแนวขวางได้อีกหลายเส้นทาง เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น ภูเก็ตไปถึงสมุย รวมไปถึงตัวระนองกับชุมพรเอง เงินที่ใช้น้อยกว่าคือการสร้างระบบโลจิสติกส์มาทดแทนสิ่งที่ภาคใต้ถูกละเลยมาเป็นระยะเวลานานหรือในบางยุคถูกกลั่นแกล้งด้วยซ้ำจากรัฐบาลบางชุด และเครือข่ายโลจิสติกส์เหล่านี้ คือสิ่งที่เราจะสามารถเปิดและสร้างโอกาสให้กับพี่น้องคนใต้ทุกจังหวัดในภาคใต้

จริงๆ ท่านประธานกับผมเคยทำงานมาด้วยกันนะครับ ที่จะเอารถไฟทางคู่ที่จะทำถนนไร้ฝุ่น ต่าง ๆเหล่านี้ เพราะเราคงเห็นตรงกันนะครับว่า ตรงนี้ต่างหากคือการเปิดทางให้ และโอกาสให้กับคนใต้อย่างแท้จริง ผมอยากจะกราบเรียนด้วยซ้ำครับว่า ถ้าเราแค่ปรับแนวคิดตรงนี้ใช้เงินน้อยลงแล้วทำโครงการที่ผมเรียกรวม ๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ว่า เชื่อมใต้เชื่อมโลก หรือ Southern Connect แม้แต่ความจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายมาเพื่อให้สิทธิ์ต่างชาติเป็นพิเศษ เพื่อทำเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ ก็ไม่จำเป็นครับ

มีเพื่อนสมาชิกจากภาคตะวันออกหลายท่านได้พูดถึง การพัฒนาในอดีตแล้วก็ได้ชี้ให้เห็นครับว่า ถ้าทำแล้ววิสาหกิจไทยคนไทยได้ประโยชน์ เหมือนกับหลายเรื่องในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก ที่เราเรียกว่า Eastern Seaboard แนวคิดอย่างนั้นน่ะครับสามารถทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องทำแบบเดียวกับระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก หรือ EEC ซึ่งปัจจุบันนี้ถูกตั้งคำถามมากมายว่า ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับคนท้องถิ่นมากน้อยแค่ไหน หรือกลับมาก่อมลพิษ และภาระอื่น ๆ มากกว่า จึงอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานนะครับว่า มายาคติที่ว่าถ้าไม่มีตัวนี้ภาคใต้พัฒนาไม่ได้นี่ ตรงกันข้ามครับ พวกผมคือฝ่ายที่บอกว่าภาคใต้ไม่ควรเป็นแค่ทางผ่านของคนต่างชาติ ภาคใต้ต้องมีโอกาสในการสร้างทางไกลเชื่อมกับโลกอย่างที่พวกเราได้นำเสนอ

ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่ 4 ที่จำเป็นจะต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการในการศึกษาเรื่องนี้ก็คือว่า ด้วยเหตุที่โครงการนี้ มันไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจมาตั้งแต่ต้น และรัฐบาลมีแนวคิดว่าในที่สุดการผลักดันเรื่องนี้ จำเป็นจะต้องอาศัยรูปแบบของการให้เอกชนเข้ามาลงทุน หรือที่เรียกกันว่า PPP นั่นหมายความว่า มันจะต้องมีการเสนอเงื่อนไขที่พิเศษมาก ๆ จึงจะดึงดูดต่างชาติหรือใครก็ตามที่จะมาลงทุนในโครงการแบบนี้ เราถึงเคยได้ยินไงครับว่า ในอดีตมีความพยายามจะเสนอกฎหมาย เพื่อให้สิทธิถึง 99 ปี ปัจจุบันลดลงมาเหลือ 50 ปี ซึ่งน่าจะหมายความว่าต้องมีเงื่อนไขอื่น ๆ ที่มันดีกว่านี้ และสิ่งที่มันซ่อนอยู่ในนั้นนะครับท่านประธานครับ ก็คือว่าในที่สุดถ้าอยากจะเข็นโครงการนี้ให้สำเร็จ แล้วโดยตัวสะพานเศรษฐกิจในตัวของมันเองไม่คุ้มค่า โอกาสสูงมากเลยครับ ท่านประธานครับ ที่ในที่สุดก็จะต้องหันเหไปสู่การดึงให้เกิดนิคมอุตสาหกรรมที่เป็นอุตสาหกรรมหนัก หรืออุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งเป็นสิ่งที่สวนทางกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของภาคใต้ที่ควรจะเป็น

          ย้ำอีกครั้งครับภาคใต้ต้องพัฒนา ภาคใต้ต้องเจริญกว่านี้ แต่เจริญบนพื้นฐานของทรัพยากรของทุนที่ชาวใต้มีอยู่แล้ว ไม่ใช่วาดหวังว่าจะเป็นทางผ่านให้ชาวต่างชาติ และทำลายสิ่งเหล่านี้นี้ไปโดยสิ้นเชิง นึกภาพครับท่านประธานครับว่า ถ้าดึงดันพยายามทำโครงการนี้แล้วสุดท้ายไม่มีใครมาใช้ สิ่งที่ถูกทำลายถูกทำลายไปแล้ว แต่สิ่งที่ถูกทิ้งค้างไว้ก็เหมือนกับเป็นอนุสาวรีย์ของการตัดสินใจที่ผิดพลาด หรือการตัดสินใจที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของคนเพียงหยิบมือเดียว

ประเด็นสุดท้ายประเด็นที่ 5 ที่ผมอยากจะกราบเรียน ถ้าจะมีคนมาทำโครงการนี้เพราะมันไม่คุ้มค่า มันจะมีเหตุผลที่น่ากลัวกว่านั้นครับ ท่านประธานครับ ก็คือเรื่องของปัญหาความมั่นคง สมมติจะดันจุดตรงนี้ให้เป็นจุดยุทธศาสตร์จริง ๆ เราก็เห็นแล้วไงครับ หลายคนผมก็ไม่ทราบนะครับ พูดถึงสุเอซ พูดถึงปานามา ปัจจุบันมาพูดถึง ฮอร์มุซ ไปดูประวัติศาสตร์สิครับ มันกลายเป็นสมรภูมิการรบ และโครงการนี้ซึ่งอาจจะเป็นการต่อยอดแนวคิดมาจาก หรือการมาทดแทนแนวคิดเรื่องการขุดคลอง สถานการณ์ปัจจุบัน มันล่อแหลมกว่าในอดีตที่เขาคิดเรื่องนี้ครับ เพราะปัจจุบันมันกลายเป็นว่ามหาอำนาจที่ขัดแย้งกัน ผมพูดได้เลยสหรัฐอเมริกากับจีน จุดที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อการขัดแย้งมากที่สุดก็คือทะเลจีนใต้ หากโครงการนี้เดินหน้าขึ้นมา ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในทะเลจีนใต้เมื่อไหร่ ทั้ง 2 มหาอำนาจจะต้องมายึดตรงนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งอาจจะมายึดตั้งแต่ตอนทำ PPP นั่นแหละครับ ถ้าใครตามข่าวต่างประเทศปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าสหรัฐฯ กับจีนงัดข้อกันในเรื่องของปานามา เพราะสหรัฐเห็นว่าบริษัทจีนสามารถเข้าไปควบคุมเส้นทางการเดินเรือได้ จนกระทั่งเป็นเรื่องความขัดแย้ง และก็กดดันปานามาในที่สุด

ที่จริงผมก็สับสนนะครับ คนที่บอกว่าอยากให้เราเป็น ฮอร์มุซ ทรัพยากรที่จะต้องใช้ อย่างของอิหร่านในขณะนี้ และถ้าอิหร่านยืนยันจะเก็บเงินนะครับ ในการที่จะต้องต่อสู้ความขัดแย้งสงครามความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น มหาศาลครับ ประเทศไทยอยากเป็นอย่างนั้นเหรอครับ ผมจึงกราบเรียนว่า 5 เหตุผลนี้ สำหรับผมที่จริงมันเพียงพอด้วยซ้ำที่จะปฏิเสธ แล้วตั้งหลักกันใหม่ในการสร้างโอกาสให้กับชาวใต้จริง ๆ แต่ว่าเอาล่ะ ผมถามว่า ถ้าเพื่อนสมาชิกที่นั่งอยู่ในซีกของรัฐบาล ท่านมั่นใจจริง ๆ ว่า ท่านมีเหตุผลมาหักล้างเพื่อนสมาชิกฝั่งนี้ที่ได้อภิปรายไป ทำไมท่านไม่ตั้งกรรมาธิการล่ะครับ ท่านอย่าลืมว่าโครงการนี้ผมอภิปรายตั้งวันตั้งแต่วันแถลงนโยบายครับว่า เป็นเมกะโปรเจคด้วย และเป็นโครงการลับ ๆ ล่อๆ ด้วย ไม่แถลงอยู่ในนโยบายรัฐบาล ไม่แถลงอยู่ในนโยบายที่เสนอต่อ กกต. แต่เดินหน้าผลักดันและหลีกเลี่ยงทุกวิถีทางไม่ให้ประชาชนหรือตัวแทนของประชาชนมีส่วนร่วม การปฏิเสธการตั้งคณะกรรมาธิการเป็นการตอกย้ำถึงความมีพิรุธ ความไม่ชอบมาพากล ความพยายามที่จะรวบรัดโดยให้ฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียว อ้างการศึกษาที่ค้านกับการศึกษาอื่น ๆ เพียงการศึกษาเดียว ดันเรื่องนี้ต่อไป จะให้คนเข้าใจเป็นอื่นได้อย่างไรว่า ไม่มีเรื่องของผลประโยชน์แอบแฝง ไม่มีเรื่องของการเอื้อให้กับบุคคลที่เกี่ยวข้องและได้เตรียมการที่จะแสวงประโยชน์จากเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่เป็นการแสวงประโยชน์บนการทำลายทุนและทรัพยากร และโอกาสของพี่น้องชาวชาวใต้ และสุ่มเสี่ยงต่อการทำให้ประเทศไทยนั้นตกอยู่ภายใต้ความขัดแย้งในทางภูมิรัฐศาสตร์

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ผมจึงกราบเรียนท่านประธานครับว่า เราอยากให้ผู้แทนของประชาชนทุกคนได้มีโอกาสมาศึกษาและติดตามเรื่องนี้ด้วยการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ กราบขอบพระคุณครับ

#ประชาธิปัตย์ #พรรคประชาธิปัตย์ #DemocratPartyTH #แลนด์บริดจ์

ทุกเสียงของประชาชนมีความหมาย

ร่วมส่งความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ หรือปัญหา