คำต่อคำ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าว เรื่อง “โครงสร้างราคาพลังงาน น้ำมัน และไฟฟ้า และโครงการแลนด์บริดจ์”

คำต่อคำ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าว เรื่อง

“โครงสร้างราคาพลังงาน น้ำมัน และไฟฟ้า และโครงการแลนด์บริดจ์”

ที่ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา ( 28 พ.ค.2569)

เรียนพี่น้องประชาชนผ่านสื่อมวลชนถึงสองเรื่องสำคัญที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลนะครับ ซึ่งได้มีการดำเนินการในสภาในบางส่วน

เรื่องแรกคือเรื่องพลังงานนะครับ ซึ่งวันนี้ท่าน ส.ส. การดี ได้มีการหารือในสภา แต่ว่าด้วยเวลาที่จำกัด อาจจะไม่ได้มีโอกาสในการขยายให้เห็นภาพของความห่วงใยของพรรคประชาธิปัตย์ต่อการทำงานในด้านพลังงานของทางรัฐบาลสั้นๆ ก็คือว่าในการพยายามที่จะลดภาระต้นทุนด้านพลังงาน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้มีโอกาสมาชี้แจงต่อสภา ทั้งในการอภิปราย ทั้งในการตอบกระทู้หลายครั้ง โดยแสดงท่าทีขึงขังมากว่าต้องการที่จะทำเรื่องนี้ให้กับประชาชน โดยพูดง่ายๆ ก็คือว่า พร้อมที่จะเผชิญกับกลุ่มทุน หรือผู้ที่ได้ประโยชน์ในธุรกิจพลังงาน แต่ปรากฏว่าการดำเนินการในสองเรื่องหลักที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นไปตามที่มาประกาศกับสภาไว้ เรื่องแรกก็คือเรื่องของน้ำมัน ซึ่งความจริงแล้วเป็นข้อเรียกร้องของพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอดว่า ถ้ารัฐบาลทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง ก็ไม่จำเป็นที่จะทำให้ประเทศต้องไปเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพ  และวิกฤตรายได้แบบที่รัฐบาลเอาเป็นข้ออ้างในการกู้เงินสร้างหนี้สินให้กับประเทศไปอีกสี่แสนล้านบาทน เดิมทีนั้น หลายท่านจะจำได้ว่าท่านรัฐมนตรีพลังงานบอกว่า ท่านจะมาปรับโครงสร้างทั้งหมด โดยการยกเลิกเรื่องของการอ้างอิงราคาที่สิงคโปร์ และต่อมาก็ดูเหมือนว่าจะเดินเป็นรูปธรรมมากขึ้น

จากการบอกว่าต่อจากนี้จะใช้ระบบที่เรียกว่า Singapore Discount คือมีการลดราคาหน้าโรงกลั่น จากหน้าโรงกลั่น คือลดราคาการกลั่น โดยตอนแรกก็เริ่มต้นที่ 2 บาท ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ก็ตั้งข้อสังเกตในขณะนั้นว่าที่ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นจากปกติประมาณ 2 บาท เป็น 7 บาท ในเดือนมีนาคม และกลายเป็นเลขสองหลักในเดือนเมษายน เหตุใดจึงเก็บเพียง 2 บาท ท่านก็บอกว่า ขอเวลาดูตัวเลขมีนาคมก่อน และพอเป็นตัวเลขเมษายนก็จะขยับขึ้น ซึ่งต่อมาก็มีการขยับขึ้น แต่ที่พรรคประชาธิปัตย์คิดว่าอย่างน้อยควรได้อีกประมาณ 5 บาท กลายเป็นขึ้นเพียง 3 บาท ไปเป็น 5 บาท แต่ที่สำคัญในขณะที่หลายฝ่ายอาจจะไม่ได้ติดตามตรงนี้อย่างใกล้ชิด กลับปรากฏว่าทางรัฐบาลขณะนี้ เริ่มต้นจากการลดราคาหรือ discount ตรงนี้จาก 5 บาท มาเป็น 3 บาท และในปัจจุบันก็คือว่าไม่มีการลดอีก ที่เคยพูดกับพี่น้องประชาชนว่าจะมาปรับโครงสร้างจะมาเปลี่ยนแปลงตรงนี้เนี่ย บัดนี้เนี่ย ยกเลิกไปแล้ว แถมเมื่อไปดูอีกทีว่าที่ลดไปตรงนี้นั้น แต่สามารถที่จะตรึงราคาน้ำมันหน้าปั๊มได้ก็คือการกลับมาใช้กองทุนน้ำมันมาเป็นตัวแบกรับตรงนี้ ซึ่งตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับการที่รัฐมนตรีพลังงานเคยมาชี้แจงกับสภา

ประเด็นที่เราตั้งเป็นข้อสังเกตต่อไปก็คือว่า นอกเหนือจากนั้น จากเดิมซึ่งมีการรายงานค่าการกลั่นที่เป็นการคำนวณจากส่วนต่างระหว่างน้ำมันดิบที่เข้ามากับราคาอ้างอิงที่สิงคโปร์ ปัจจุบันก็มีความพยายามในการที่จะบอกว่ามีการปรับค่าการกลั่นตรงนี้โดยอ้างว่าอาจจะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเราไม่ปฏิเสธ ไม่ว่าจะเป็นจากสงคราม ประกันภัย หรืออะไรก็ตาม แต่ไม่ได้มีความโปร่งใสเลยว่าเป็นต้นทุนที่แท้จริง ประเด็นนี้จึงต้องตั้งคำถามว่า เหตุใดท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจึงไม่ดำเนินการตามที่มาบอกกับสภาไว้ ถอยเพราะอะไร เรามองว่าเข้าไปในซอยยังไม่ถึงกลางซอยเลย ไม่ทราบไปเห็นอะไรอยู่ท้ายซอยเป็นนักเลงหรืออะไร จึงถอยกลับมา และถ้าถามว่าก่อนหน้านี้เป็นความเข้าใจผิดไหม ว่าเกิดมีส่วนต่างมีลาภลอยอย่างที่คนพูดกัน กำไรของโรงกลั่นในไตรมาสแรกมันเป็นบทพิสูจน์ไปแล้วว่าเรื่องเหล่านี้มีจริง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่มีการหารือ แต่ว่าต้องการชี้ให้เห็นชัดๆ ว่าปัจจุบันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไม่ได้ดำเนินการตามที่พูดกับสภาไว้ว่าจะให้โรงกลั่นหรือธุรกิจน้ำมันมามีส่วนร่วมรับผิดชอบในการดูแลแก้ไขให้กับพี่น้องประชาชน

ที่สำคัญก็คือว่า ในเรื่องทำนองเดียวกันซึ่งกำลังจะเป็นปัญหาใหญ่ต่อไปก็คือเรื่องค่าไฟก็เช่นเดียวกัน ท่านรัฐมนตรีพลังงานเคยมาบอกว่าท่านจะเอาจริงกับกลุ่มทุนเพื่อที่จะทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลง โดยเฉพาะเมื่อมีการหาเสียงว่าจะมีการขายค่าไฟ 200 หน่วยแรกในราคา 3 บาท แต่ปรากฏว่าข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์ในการอภิปรายหลายครั้งว่าถ้าจะทำตรงนี้ สิ่งที่ต้องรีบเข้าไปดูก็คือสูตรคำนวณค่าไฟฟ้าและค่า FT เพราะทางพรรคประชาธิปัตย์ได้บอกเหมือนเรื่องค่าการกลั่น เมื่อไหร่ที่ต้นทุนด้านพลังงานเพิ่มขึ้นคนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจไฟฟ้าก็จะเหมือนกับโรงกลั่นก็จะมีส่วนต่างเพิ่มขึ้น แต่ไม่มีการดำเนินการตรงนี้ก็เลยกลายเป็นว่าอัตราค่าเฉลี่ยค่าไฟที่รัฐบาลจะใช้ ก็ใช้สูตรเดิม แต่มาลดราคาตามนโยบายที่หาเสียงคนที่ต้องรับภาระแทนก็คือผู้ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยทั้งหมด

รัฐบาลอาจจะพยายามสร้างภาพว่าคนใช้ไฟเกิน 400 หน่วยคือคนรวย แต่ความจริงไม่ใช่ เชื่อว่าพี่น้องประชาชนจำนวนมากยืนยันได้ ครอบครัวที่อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ครอบครัวขยาย แม้แต่ร้านเล็ก ๆ แค่มีตู้แช่เครื่องดื่ม ก็จะกลายเป็นคนรวยในความหมายของรัฐบาลแล้วที่จะต้องมาแบกรับภาระค่าไฟที่สูงขึ้น ตามนโยบายหาเสียงของรัฐบาล ในขณะที่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจไฟฟ้าทั้งหมดไม่ได้รับผลกระทบกระเทือนอะไรเลยเพราะกระทรวงพลังงานก็ยังคงการคำนวณไฟฟ้าสูตรเดิม เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่ท่าน ส.ส. การ์ดี ได้หารือคือต้องการชี้ว่าเกิดอะไรขึ้น  ภาพความขึงขังของรัฐมนตรีพลังงานที่มาแสดงกับสภา กับสิ่งที่ทำไปในช่วงประมาณสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งในเรื่องค่าน้ำมันและค่าไฟสวนทางกัน

ส่วนอีกเรื่องที่วันนี้ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้ดำเนินการก็คือการเสนอญัตติในเรื่องของ Land bridge เพื่อให้มีการตั้งคณะกรรมการกรรมาธิการวิสามัญนะ โดยท่านรองกรณ์ เป็นผู้ดำเนินการอภิปรายไปแล้ว เพียงแต่อยากจะบอกว่ายังมีรายละเอียดเพิ่มเติมหลายมิติซึ่งจะสมาชิกอีกหลายท่านอภิปรายแต่อยากจะย้ำพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ค้านโครงการ Land bridge ด้วยการมองเพียงแค่เรื่องของความไม่คุ้มทุน  แล้วก็อาจจะ มีคนมาพูดทำนองว่าแล้วไม่ต้องการให้ภาคใต้พัฒนาหรืออย่างไร สิ่งที่ท่านรองกรณ์ มีโอกาสนำเสนอสั้นๆ จะอธิบายได้เพิ่มเติมก็คือว่า พรรคประชาธิปัตย์มองว่าด้วยเงินลงทุนจำนวนเดียวกัน หรือน้อยกว่าด้วยซ้ำ พี่น้องชาวใต้สามารถที่จะมีมอเตอร์เวย์ ที่วิ่งตั้งแต่กรุงเทพฯ ไปถึง ชายแดน มีรถไฟรางคู่ ที่เป็นระบบไฟฟ้าเชื่อมโยงกับมาเลเซียได้ สามารถที่จะมีการขยายเครือข่ายทั้งถนน ทั้งราง ในแนวขวางของภาคใต้ พัฒนาท่าเรือสองฝั่งเพื่อมารองรับสินค้าของคนใต้ได้ ฉะนั้น สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์อยากจะย้ำก็คือผู้ที่พยายามจะสนับสนุน หรือไปบอกว่าคนที่คัดค้านโครงการนี้ไม่ต้องการเห็นความเจริญ ตรงกันข้าม พรรคประชาธิปัตย์มองว่าภาคใต้ไม่ใช่แค่ทางผ่านสำหรับเรือต่างชาติ ไม่ใช่แค่การสร้างโอกาสสำหรับคนขายที่ดินในบริเวณนั้น แต่ภาคใต้ต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่จะมาช่วยเกษตรกรและผู้ผลิตที่สามารถเชื่อมกับโลก เชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้านได้ตามแนวทางที่พรคประชาธิปัตย์เสนอ

[กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค]

ความจริงวันนี้ไม่ได้อยากที่จะมาเสนอรายละเอียดอะไรมากมาย แต่ในการอภิปรายเนี่ย แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า ความคุ้มค่า โดยเฉพาะความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในเรื่องของ Land bridge นั้นเป็นเรื่องของการขายฝัน เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีการประหยัด ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของระยะเวลาทางผ่าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของต้นทุนของบริษัทเดินเรือที่อาจจะ เลือกที่จะมาใช้ Land bridge แทนที่จะวิ่งเรือผ่านช่องแคบมะละกาตามที่รัฐบาลได้อ้างไว้ เมื่อตัวเลขมันมีความชัดเจนมีตัวฟ้องว่าโครงการนี้มันไม่คุ้มทุน มันยิ่งเป็นเหตุผลว่าไม่ควรที่จะมีการดำเนินการ เพราะว่าผลกระทบในด้านอื่น ๆ มันหนักหนาสาหัสมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องของระบบนิเวศ เรื่องความมั่นคง เรื่องวิถีชีวิตของชาวบ้าน เหล่านี้ มันเกือบจะคำนวณออกมาเป็นเม็ดเงินไม่ได้

เพราะฉะนั้นพรรคประชาธิปัตย์จึง ถือว่าเป็นภาระของพรรคประชาธิปัตย์ ในการที่จะต้องพยายามที่จะต่อสู้เพื่อนำข้อมูลข้อเท็จจริงนี้ สู่พี่น้องประชาชน สู่สาธารณะ แล้ววันนี้ ที่พรรคประชาธิปัตย์จะขอความร่วมมือจากทาง เพื่อน ๆ สื่อมวลชน รวมไปถึงพี่น้องประชาชนที่ติดตามการแถลงการณ์ คือวันนี้สาเหตุที่ได้มีการอภิปรายเรื่องนี้ในสภาก็คือเพื่อที่จะขอให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ขึ้นมาเพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ประชาชนเลือกมา มีโอกาสได้ร่วมพิจารณา ได้ร่วมติดตาม และก็มีโอกาสได้เสนอแนะแนวความคิดจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ จากการศึกษาของพรรคประชาธิปัตย์ ต่อรัฐบาล

เรียนตามตรงว่าสัญญาณที่ได้รับจากทางฝั่งรัฐบาลก็คือ เขาจะไม่ยอมให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญนี้ ซึ่งถ้าพูดตามตรงเรามองว่าใจแคบไปนิดหนึ่ง วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็ ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อที่จะศึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม โดยมีท่านรองนายกฯเอกนิติ เป็นประธาน เราไม่เห็นว่าเป็นภาระเพิ่มเติมต่องบประมาณหรือต่อใครในการที่จะเปิดโอกาสให้กับพวกเราที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีโอกาสได้ศึกษาข้อมูลชุดเดียวกัน บวกกับข้อมูลอื่น ๆ ที่เราอาจจะหาได้เพิ่มเติม คู่ขนานกันไปกับคณะกรรมการของรัฐบาลชุดนี้ เพื่อมันจะได้มีความครบถ้วน และโครงการแบบนี้สุดท้ายถ้าตัดสินใจที่จะเดินหน้า มันต้องมีความสมานฉันท์และก็มีการยอมรับ อย่างน้อยในระดับหนึ่งในสังคมอาจจะไม่ได้เห็นด้วยกันทุกคน แต่อย่างน้อยยอมรับว่ามันมีกระบวนการที่ ชอบธรรมและโปร่งใสเกิดขึ้นแล้ว แต่วันนี้มันไม่ใช่ มันไม่มี เพราะฉะนั้นจะไปหวังว่าจะใช้อำนาจอย่างเดียวในการที่จะผลักดันโครงการนี้ โดยไม่ใส่ใจกับความรู้สึกหรือ ความคิดของพี่น้องประชาชน เราคิดว่ามันมีแต่จะเกิดความขัดแย้ง ตามที่ปรากฏหลายกรณีแล้ว ด้วยเรื่อง Land bridge นี้ในภาคใต้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คืออยากจะขอวิงวอนให้ทางฝั่งรัฐบาลทบทวน การตั้งกรรมาธิการ และสุดท้ายท่านก็เป็นผู้ตัดสินใจอยู่ดี แต่อย่างน้อยความชอบธรรมในกระบวนการจะมีมากขึ้น

 [ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค]

ขออนุญาตเก็บประเด็นเรื่องของราคาน้ำมัน วันนี้เราจะเห็นว่าถ้าพูดถึงราคาที่หน้าปั๊ม อาจจะไม่ได้มีการขยับขึ้นสักเท่าไหร่ แม้ว่าจะมีการลดการเก็บค่าการกลั่นไปแล้ว แต่เพราะว่าการเปลี่ยนโครงสร้างเงียบๆ ในลักษณะนี้ที่ประชาธิปัตย์เป็นห่วงกังวล เพราะตอนนี้รัฐบาลก็นำกลับมาในเรื่องของการใช้กองทุนน้ำมันมากยิ่งขึ้น ในขณะที่วันนี้กองทุนน้ำมันติดลบอยู่แล้ว และวันนี้ถ้าเราจะเติมแบบนี้ไปเรื่อย ๆ มันก็จะทำให้ติดลบมากขึ้นเรื่อย ๆ และนั่นหมายความว่าการที่จะแบ่งเบาภาระจากวิกฤตครั้งนี้กับบริษัทขนาดใหญ่กับประชาชน ท่านรัฐมนตรีท่านเลือกแล้วที่จะให้ประชาชนนั้นแบกรับภาระนี้แทน แทบทั้งหมด แม้ว่าราคาวันนี้มันจะไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่เรากำลังพูดถึงภาระหนี้ที่กำลังพอกพูนเพิ่มขึ้นทุกวัน เพราะกองทุนน้ำมันที่เรากำลังพูดถึง ก็คือเงินของประชาชนนั่นเอง พรรคประชาธิปัตย์มีความห่วงกังวลในระยะยาว แม้ว่าสถานการณ์วิกฤตของสงครามนั้นอาจจะยุติลง แต่เราอาจจะไม่ได้มีความสามารถในการใช้น้ำมันที่ถูกลงตามตลาดโลกได้ มันก็จะส่งผลพวงต่อไป เรื่องของการผลิต ต้นทุนการผลิต และขีดความสามารถในการแข่งขันในอนาคต ยังไม่นับรวมถึงประเด็นหนี้สาธารณะ หนี้ของประชาชนที่กำลังแบกรับอยู่ ณ ตอนนี้ เป็น

ส่วนประเด็น Land bridge ถ้าเรามองในเรื่องของ Feasibility Analysis (การวิเคราะห์ความเป็นไปได้)  ของทั้งสภาพัฒน์และ สนข. (สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจ) จะเห็นว่ามีความต่างกันมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ได้มีโอกาสอภิปรายในวันนี้คือเป็นสิ่งที่ยังไม่ได้มีการศึกษาเลยนั่นคือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง ในการศึกษาของ สนข. มีการพูดถึงงบประมาณทางด้านการเยียวยาสิ่งแวดล้อมไว้ 16,000 ล้านบาท  16,000 ล้านบาทเท่านั้น ในขณะที่กำลังจะสูญเสียโอกาสอย่างใหญ่หลวง การเป็นพื้นที่ที่ UNESCO ให้ความสำคัญ รวมไปถึงโอกาสทางการท่องเที่ยว เรากำลังเสียโอกาสในเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งถือว่าประเมินค่าไม่ได้เลย ในแง่ของความอ่อนไหวของสภาพแวดล้อมภูมิอากาศในวันนี้ เรากำลังพูดถึงการสูญเสีย Blue Carbon หรือ Carbon Sink ที่รัฐบาลเองก็ประกาศว่าจะเกิดเป็นประเทศที่เป็น Net Zero แบบนี้ยังมีอีกหลายประเด็นมากที่ไม่ได้อยู่ในการศึกษาที่ผ่านมา และเรามีความจำเป็นที่จะต้องมีกรรมาธิการวิสามัญเพื่อที่จะดูให้รอบด้าน และเราที่มีความสำคัญเชื่อว่าเราจะมองแค่ประเด็นเม็ดเงินปัจจุบันแบบในหลักเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันไม่ได้เท่านั้นแล้ว เรากำลังพูดถึงการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นของอนาคตของลูกหลาน ที่เราไม่สามารถที่จะเอาคืนได้ หรือในหลาย ๆ โครงการที่มีการศึกษาก็เรียกว่าประเมินมูลค่าไม่ได้เลยเช่นเดียวกัน

#ประชาธิปัตย์ #พรรคประชาธิปัตย์ #DemocratPartyTH #แลนด์บริดจ์

ทุกเสียงของประชาชนมีความหมาย

ร่วมส่งความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ หรือปัญหา