
คำต่อคำ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ข้อเสนอแนวทางการปฏิรูประบบภาษีให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
คำต่อคำ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา
ข้อเสนอแนวทางการปฏิรูประบบภาษีให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
29 พฤษภาคม 2569
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอเสนอญัตติเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาข้อเสนอแนวทางการปฏิรูประบบภาษีให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยจะพยายามใช้เวลาอย่างกระชับ แล้วก็ไม่ซ้ำประเด็นกับหลาย ๆ ท่านที่ได้มีการเสนอญัตติในทำนองเดียวกันแล้ว แต่จำเป็นที่จะต้องเริ่มต้นอย่างนี้ครับว่า เหตุผลที่เป็นที่มาของญัตติฉบับนี้ ก็คือข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับสถานะการคลังของประเทศ และบทบาทของภาครัฐในปัจจุบัน และในอนาคต ความหมายก็คือว่า เราทราบกันดีว่าตลอดระยะเวลายาวนานที่ผ่านมา รัฐบาลไทยจัดงบประมาณแบบขาดดุล พูดง่าย ๆ ก็คือต้องใช้จ่ายมากกว่ารายได้ที่เก็บมาจากพี่น้องประชาชน ทั้งภาษีอากรและรายได้อื่น ๆ ทำให้มีการสะสมหนี้ของรัฐบาลอยู่ตลอดเวลา มันเป็นตัวบ่งบอกว่าการปฏิบัติภารกิจของภาครัฐในปัจจุบัน เอาล่ะถึงแม้ว่าอาจจะมีปัญหาการขาดประสิทธิภาพอยู่บ้างในการใช้จ่าย แต่มันคือมันไม่เพียงพอ และตัวเลขที่มีการนำเสนอไปแล้ว ว่าการจัดเก็บภาษีอยู่ในระดับที่ประมาณร้อยละ 14 ร้อยละ 15 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือGDP ถือว่าต่ำมาก
สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อไปก็คือว่า ยิ่งถ้ามองไปข้างหน้า เราจะเห็นชัดเจนว่าเงินที่เก็บได้จากภาษีอากรไม่มีทางเพียงพอกับการปฏิบัติภารกิจของภาครัฐตามที่ควรจะเป็น บางท่านได้กล่าวถึงเรื่องของสังคมสูงวัยไปแล้ว ซึ่งตัวนี้ก็จะเป็นตัวที่กดดันมาก ในเรื่องของการเพิ่มค่าใช้จ่าย ทั้งทางด้านสาธารณสุข และในเรื่องของการดูแลผู้สูงวัยให้มีสวัสดิการที่เพียงพอ ยิ่งถ้าคำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ทำให้แนวโน้มในอนาคตนั้น พวกเราทุกคนนะครับ มีโอกาสที่จะต้องตกงานโดยไม่รู้ตัวและต้องใช้เวลาในการปรับทักษะของตัวเองกว่าจะมีรายได้ใหม่ ระบบสวัสดิการที่จะมารองรับไม่ว่าจะเป็นความสูงวัย ความไม่แน่นอนในระบบเศรษฐกิจ หรือสวัสดิการอื่น ๆ จะต้องเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ถ้าท่านประธานจะไปดูเรื่องของสวัสดิการที่คนไทยฝันอยากจะได้ เราก็จะพูดถึงประเทศในแถบยุโรปเหนือ เราก็จะเห็นทันทีครับว่า ในขณะที่สัดส่วนการจัดเก็บภาษีของเราต่อรายได้อยู่ที่ประมาณร้อยละ 14 ร้อยละ 15 ของเขาไม่มีที่ไหนต่ำกว่าร้อยละ 40 มันคือเท่าตัวหรือมากกว่านั้น ซึ่งมันเป็นตัวที่บ่งบอกว่าเราจำเป็นที่จะต้องหารายได้เพิ่มขึ้น นั่นคือประเด็นแรก ประเด็นหลักว่าทำไมการปฏิรูประบบภาษีเป็นเรื่องจำเป็น
ประเด็นที่ 2 ก็คือนอกจากปัญหาที่กระผมกราบเรียนท่านประธานมาแล้ว เรื่องใหญ่ของโครงสร้างระบบเศรษฐกิจไทยเหมือนกับอีกหลาย ๆ ประเทศก็คือ มีปัญหาความเหลื่อมล้ำมากขึ้น และกลไกของระบบภาษี หรืองบประมาณนั้น เป็นกลไกที่สำคัญกลไกหนึ่งในการที่จะลดความเหลื่อมล้ำได้ แต่ในปัจจุบันเราจะพบความเป็นจริงว่า ระบบของเรานั้น ยังไม่ได้ถูกใช้เต็มศักยภาพ หรือบางครั้งเป็นระบบที่สวนทางกับการสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น พูดง่าย ๆ ก็คือภาษีบางตัวกลับซ้ำเติมทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากยิ่งขึ้น
และผมเติมอีก 1 ประเด็นครับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกบทบาทของเราในเวทีโลกทางด้านเศรษฐกิจ ที่จำเป็นจะต้องไปทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นก็ดี หรือการไปเป็นสมาชิกอย่าง OECD ก็ดี ซึ่งจะมีมาตรฐานเกี่ยวกับเรื่องของภาษี มันทำให้การปฏิรูประบบภาษีของเรานั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป
ที่ผ่านมาครับ ไม่ใช่ว่าไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้ แต่สิ่งที่ผมค่อนข้างกังวลก็คือ ทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องนี้ เราก็จะวนเวียนอยู่เพียงไม่กี่ประเด็น ไม่ใช่ไม่ถูก ไม่ใช่ไม่สำคัญครับ แต่มันเป็นเพียงเสี้ยวเดียวของการปฏิรูประบบภาษี เช่น เราก็จะบ่นกันว่า ทำอย่างไรเราเพิ่มจำนวนคนเสียภาษีมากขึ้น หาวิธีการบางครั้งก็ต้องหว่านล้อม บางครั้งก็ใช้กุศโลบาย เช่น ให้เขามาร่วมโครงการต่าง ๆ เพื่อหาทางเข้ามาสู่ระบบฐานภาษี ก็เป็นประเด็นใหญ่ประเด็นหนึ่ง ไม่ปฏิเสธ หรือทุกครั้งที่มีการพูดถึงการเพิ่มรายได้ เราก็จะมุ่งตรงไปที่ภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งก็เข้าใจได้ เพราะหลายประเทศก็เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในสัดส่วนสูงกว่าเรา แต่ภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นเป็นภาษีที่ทั้งกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนโดยตรง มีลักษณะของการเพิ่มค่าครองชีพ และที่สำคัญก็เป็นภาษีที่ถดถอย คือไม่ได้ทำให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น อาจจะซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ
ด้วยเหตุนี้ครับ ผมจึงคิดว่าญัตติของผมและเพื่อนสมาชิกอีก 3 ท่าน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาก็ดี หรือจะมอบคณะกรรมาธิการสามัญก็ดี ผมถือว่าเป็นวาระสำคัญ ไม่ใช่ของรัฐบาลหรอกครับ แต่ของชาติ และผมก็จะใช้เวลาเพียงสั้น ๆ ชี้ให้เห็นครับว่า นอกเหนือจากประเด็นที่เรามักจะพูดกันในสังคม 2 ประเด็นที่ผมพูดไปแล้ว มันมีเรื่องเยอะมากที่เรายังสามารถทำได้ เช่น กรณีของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก็มีงานวิจัยเยอะแยะไปหมดครับว่า โครงสร้าง ระบบ รายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการลดหย่อน ยกเว้นภาษีนี้ ทำให้เราสูญเสียรายได้ไปมากพอสมควร และส่วนใหญ่เป็นการคืนให้กับคนที่ค่อนข้างที่จะมีฐานะดี ถ้าเทียบกับประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศแบบนี้ เป็นต้น
ขณะเดียวกันตัวเลขเพดาน หรือตัวเลขขั้นต่ำที่จะต้องเสียภาษี ก็ไม่เคยมีการปรับตามสภาพความเป็นจริง คือเรื่องของเงินเฟ้อ แบบนี้เป็นต้น รวมไปจนถึงเรายังสามารถทำให้ตัวโครงสร้างของอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีความก้าวหน้ามากขึ้นได้ นี่กรณีของเงินได้บุคคลธรรมดานะครับ เงินได้นิติบุคคล มีเพื่อนสมาชิกอภิปรายไปบ้างแล้ว แต่ผมอยากจะกราบเรียนครับว่า ประเทศไทยเหมือนกับหลาย ๆ ประเทศครับ ไปหลงอยู่กับการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ด้วยความเชื่อว่าจะไปสามารถแข่งขันในการดึงการลงทุนเข้ามาได้ สุดท้ายก็ไม่มีใครได้เปรียบใครครับ แข่งกันลดแล้วก็สูญเสียรายได้ไป ยิ่งไปกว่านั้นครับ กรณีของประเทศไทยซึ่งเราเคยจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลอยู่ถึงร้อยละ 30 ปัจจุบันก็ลดลงมาเหลือร้อยละ 20 หรือบางครั้งก็ลดหย่อนลงไปอีก ผมว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เห็นนะครับว่า ไม่ได้ส่งผลหรอกครับ ในเรื่องของการแข่งขันในด้านการดึงการลงทุน ประการหนึ่งเพราะเรามีเรื่องของ BOI อยู่แล้ว อีกประการหนึ่งก็เพราะว่าหลายธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจใหญ่ ๆ ที่จ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคล มันไม่ใช่ธุรกิจแข่งขัน การจะลงทุน การจะประกอบการ การจะได้ใบอนุญาตใด ๆ มันมาจากการให้ อนุญาตให้ประกอบกิจการโดยภาครัฐ เช่น ธนาคาร โทรคมนาคม หรือพลังงาน โดยเฉพาะที่เป็นพลังงานขนาดใหญ่ การลดภาษีที่ผ่านมาก็เพียงแต่ เพิ่มรายได้ให้กับนิติบุคคลนั้น ๆ อย่างนี้ก็ควรจะมีการพิจารณาว่าจะปรับอัตราขึ้น ถ้าไม่ปรับเป็นอัตราเป็นการทั่วไป ก็สามารถใช้ระบบเป็นขั้นบันได หรือมีค่าธรรมเนียมพิเศษกับธุรกิจบางประเภทที่ไม่ได้มีการแข่งขันอย่างแท้จริง
ยังอยู่ในเรื่องของภาษีเงินได้นะครับ มีข้อสังเกตอีกว่าทำไมภาษีเงินได้ที่เราเก็บจากการมีรายได้จากทุน จึงไม่ใช้มาตรฐานเดียวกับแรงงาน พูดง่าย ๆ ถ้าท่านประธานเล่นหุ้น ซื้อขายหุ้น กำไรก็ไม่ต้องเสียภาษี หรือแม้แต่เอาบริษัทเข้าตลาดหุ้นเป็นเจ้าของเดิม มีรายได้เพิ่มขึ้นมามากมาย ก็ไม่ได้เก็บภาษี ท่านประธานถือหุ้นอยู่ ได้เงินปันผลก็เสียในอัตราร้อยละ 10 ไม่เอาไปรวมกับเงินได้ของท่านประธาน ซึ่งอาจจะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่านั้นในอัตราก้าวหน้า นี่ก็เป็นอีกจุดหนึ่ง
ภาษีมูลค่าเพิ่มผมสนับสนุนให้ขึ้นเป็นภาษีสุดท้ายนะครับ ควรจะเป็นทางเลือกท้าย ๆ แต่ก็มีแนวคิดครับว่า เป็นไปได้มั้ย เราเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้น ไม่เอาเข้าคลังครับ คืนไปให้ผู้ที่เสียภาษีนั้น เป็นบัญชีเงินออมของเขา สะสมเป็นการออมภาคบังคับอีกทางหนึ่ง นี่ก็จะช่วยทั้งในเรื่องของแบ่งเบาภาระของรัฐในการดูแลเรื่องสวัสดิการ ควบคู่ไปกับไม่ทำให้ตัวภาษี VAT เป็นภาษีที่มีความถดถอยจนเกินไป
ภาษีที่เก็บจากทรัพย์สิน เรายังมีปัญหาอยู่มากครับ เรื่องที่ดินควรจะเก็บรวมแปลง แบบที่ท่านสมาชิกบางท่านได้อภิปรายไปแล้วหรือไม่ หรือแม้แต่การกำหนดข้อยกเว้นต่าง ๆ ในปัจจุบัน ก็มีปัญหา ทั้งในด้านหนึ่งก็คือ คนที่ควรเสียมากกว่านี้ก็ไม่เสีย และคนที่ไม่ควรเสียมากกลับเสียมาก ก็สมควรที่จะต้องมีการทบทวนเช่นเดียวกัน
ยังมีเรื่องของภาษีมรดกที่ปัจจุบันนี้ การยกเว้นสูงเกินไปหรือไม่ และจะสามารถปิดช่องโหว่ของการที่จะหลบเลี่ยงเรื่องของการจัดเก็บภาษีมรดกเพิ่มเติมได้หรือไม่ ยังคงมีเรื่องของตัวสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ซึ่งถ้าเราเป็นสมาชิก OECD บทบาทหลักก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องของการยกเว้นภาษีได้อีกต่อไป ว่าตรงนี้เราจะมีแนวทางของการที่จะทำให้การสูญเสียภาษีในส่วนนี้สามารถกลับมาเป็นรายได้ให้กับรัฐได้อย่างไร
สุดท้ายครับท่านประธานครับ นอกเหนือจากเรื่องของโครงสร้างของรัฐบาลในส่วนกลางตรงนี้แล้ว ยังมีเรื่องที่ทั้งเล็กและใหญ่กว่านี้ ที่ควรพิจารณาประกอบไปด้วย เล็กกว่านี้คือหน่วยย่อยกว่านี้ ก็เป็นไปตามที่เพื่อนสมาชิกจากพรรคภูมิใจไทยอภิปรายไปเมื่อสักครู่ เรื่องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งถ้าเราหวังที่จะเห็นการกระจายอำนาจมากขึ้น ก็หนีไม่พ้นการที่จะต้องสามารถทำให้เขาจัดเก็บรายได้ด้วยตัวเองมากขึ้น หรือมีส่วนแบ่งรายได้ที่มีความเป็นธรรมมากขึ้น เพื่อจะบรรลุเป้าหมายร้อยละ 35 ที่เราพยายามกำหนดกันมาแทบจะเกือบ 30 ปีที่แล้ว ใหญ่กว่าตัวรัฐบาลก็คือมันถึงเวลาที่ต้องคิด เรื่องของความร่วมมือระหว่างประเทศมากขึ้น เอาง่าย ๆ 2 ประเด็นครับ ท่านประธานครับ
ประเด็นแรก ที่ผมได้กล่าวถึงแล้วก็คือกรณีที่ประเทศต่าง ๆ มักจะแข่งขันกันลดอัตราภาษีของตัวเอง สุดท้ายไม่มีใครได้เปรียบใครครับ เหมือนเดิม แต่ทุกคนเสียรายได้ ควรจะให้อาเซียนมาตกลงกันมั้ยครับว่า เราจะเลิกแข่งขันกันแบบนี้ คนที่มาลงทุนในภูมิภาคนี้ ก็จะต้องมีการเสียอัตราภาษีขั้นต่ำเท่าไหร่ เพื่อป้องกันไม่ให้แต่ละประเทศมาแข่งขันกันแบบนี้แล้วก็สูญเสียรายได้ กับประการที่ 2 ปัจจุบันเรามีปัญหาการจัดเก็บภาษีของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและแพลตฟอร์ม แต่ลำพังประเทศไทย อำนาจต่อรองไม่พอ ท่านประธานจะสังเกตว่าประเทศหรือกลุ่มประเทศที่ไปจัดเก็บรายได้จากบริษัทเหล่านี้ได้ เป็นน้ำเป็นเนื้อหน่อย ต้องมีขนาดใหญ่ อย่างเช่น การรวมกลุ่มของสหภาพยุโรป หรืออย่างในอาเซียน ท่านประธานก็จะเห็นว่า อินโดนีเซียจะเป็นประเทศที่มีอำนาจต่อรองค่อนข้างสูง ถ้าอาเซียนผนึกกำลังกันล่ะครับ ว่าบริษัทเหล่านี้ ถ้าคุณมาประกอบการ มามีรายได้ในภูมิภาคนี้ คุณต้องเสียภาษีและจดทะเบียนในภูมิภาคนี้ แบบนี้เป็นต้น มีเรื่องอีกมากครับ ระบบภาษีเป็นระบบที่มีรายละเอียดสลับซับซ้อน ผมยังไม่ได้ไปพูดถึงเรื่องของกลไกของการจัดเก็บการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยการตรวจสอบหรืออื่น ๆ แต่ทั้งหมดนี้ผมคิดว่าเป็นการบ้านใหญ่สำหรับประเทศไทย และผมอยากให้คณะกรรมาธิการวิสามัญหรือคณะกรรมาธิการสามัญก็แล้วแต่ครับ ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้พิจารณาอย่างจริงจังเพื่อช่วยให้เรามีคำตอบว่า ระบบภาษีของเราในที่สุดจะเป็นระบบที่สามารถจัดเก็บได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอต่อภารกิจของรัฐในการดูแลประชาชนและสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อย่างไร ขอบคุณครับ
