คำต่อคำ อภิสิทธิ์ ในการอภิปราย ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 70

คำต่อคำ อภิสิทธิ์ ในการอภิปราย ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 70

29 มิถุนายน 2569

 

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ พวกเราประชาธิปัตย์ได้มีการศึกษาพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และก็จะได้นำเสนอต่อท่านประธานว่า เรามองว่ากฎหมายงบประมาณฉบับนี้เป็นงบประมาณที่เรามองไม่เห็นอนาคต

ที่กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ไม่ได้ตำหนิรัฐบาลนะครับ เพราะโครงสร้างงบประมาณก็สะท้อนปัญหาที่มันสะสมมาเป็นเวลานาน เพียงแต่ว่าด้วยสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลก ด้วยภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น มันจึงเป็นความท้าทายและเป็นหน้าที่ของรัฐบาลเป็นพิเศษว่า จะสะสางปัญหาที่มันหมักหมมมาอย่างไร ให้เราสามารถมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งในการเดินไปข้างหน้า

ผมจะชี้ให้เห็นว่าที่เรามองไม่เห็นอนาคตนั้น มันเกิดจากอะไรบ้าง เริ่มต้นจากตัวโครงสร้างงบประมาณครับ เพราะว่าวันนี้ถ้าท่านประธานไปดูโครงสร้างงบประมาณ ท่านประธานจะพบว่าประเทศของเราได้เดินมาถึงจุดที่การจัดเก็บรายได้ทั้งหมดมีเพียงพอสำหรับงบประจำกับการใช้หนี้เท่านั้นครับ โครงสร้างงบประมาณปีนี้เกือบทุกบาทที่เป็นงบลงทุนต้องมาจากการขาดดุลหรือการกู้ แสดงให้เห็นว่าในปัจจุบันนี้ศักยภาพของรัฐบาลในการจัดเก็บภาษีอากรและการหารายได้นั้น สามารถทำได้แค่เพียงประคับประคองสิ่งที่มีอยู่ แล้วก็ชดใช้หนี้ที่ได้สร้างไว้ในอดีต

ตัวเลขนี้น่ากลัว เพราะว่ายิ่งเราไปดูการจัดเก็บภาษีอากรโดยเฉพาะ ก็จะเห็นว่าสัดส่วนของภาษีอากรเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ก็ยังคงอยู่ที่ประมาณร้อยละ 14.6 ซึ่งก็คือต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ สิ่งนี้ยังดำรงอยู่ทั้ง ๆ ที่เรารู้ว่าความต้องการของประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งความคาดหวังในเรื่องของระบบสวัสดิการนับวันมีแต่สูงขึ้น

ผมเสียดายครับว่า ท่านนายกก็ดี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ดี ไม่ได้มาฟังสภาแห่งนี้ ใช้เวลาประมาณครึ่งวันอภิปราย ย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ มิฉะนั้นเราจะไม่สามารถที่จะดูแลความต้องการของคนของเราได้อย่างที่เราต้องการ ฉะนั้นวันนี้ผมไม่แปลกใจครับ ยังไม่ต้องไปพูดถึงเป้าหมายที่เขาตั้งกันไว้นานแล้วว่า ผู้สูงอายุเราควรจะได้เบี้ยยังชีพ 3,000 บาท ปีนี้ในงบนี้ยังไม่สามารถเพิ่มได้ไปถึง 1,000 บาท ไม่มีการเพิ่มให้กับคนพิการ ไม่มีการทำให้เงินอุดหนุนสำหรับเด็กแรกเกิดเป็นแบบถ้วนหน้าได้อย่างแท้จริงตามเป้าหมายซึ่งกำหนดกันมาช้านานแล้ว และก็จะไม่ใช่เฉพาะปีนี้หรอกครับก็จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย จนกว่าเรามีการปฏิรูประบบภาษีกันครั้งใหญ่

ผมก็อยากได้ยินจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐบาลว่า ท่านมีแนวคิดเรื่องนี้อย่างไร และผมหวังว่าจะไม่หมกมุ่นอยู่กับเพียงเรื่องของการที่จะพยายามปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งควรจะเป็นทางเลือกสุดท้าย เดี๋ยวจะมีเพื่อนสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ที่มาพูดถึงปัญหาของการจัดเก็บภาษี และรายได้ว่าจะต้องทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้

แต่เมื่อเก็บภาษีได้เท่านี้เราก็จะเห็นทันทีครับว่า งบประมาณที่มีการจัดสรรในปีนี้นั้น ก็เลยกลายเป็นว่าจะมีเพียงงบบุคลากรนะครับที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.8 งบเงินอุดหนุนที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.6 ครับ แต่งบที่จำเป็นจะต้องลดลงอย่างค่อนข้างเฉียบพลันก็คืองบลงทุน ซึ่งก็คือ -13.1% นี่คือข้อเท็จจริงว่า ขนาดทุกบาททุกสตางค์ที่ลงทุนต้องไปกู้มาแล้ว เรายังมีพื้นที่ในการที่จะกู้ลดลงไปด้วย การลงทุนจึงแทบไม่มีโครงการอะไรใหม่นะครับ และเราจะเห็นว่าบางเรื่อง ผมยกตัวอย่างเช่น ความคาดหวังของพี่น้องที่หาดใหญ่ว่าจะต้องมีการลงทุนเพื่อป้องกันภัยพิบัติซึ่งก็เป็นเรื่องเร่งด่วน ก็ไม่ปรากฏอยู่ที่จะสร้างความความอุ่นใจให้กับพี่น้องที่นั่นได้ ยังไม่ต้องพูดถึงการลงทุนเพื่อวางรากฐานในระยะยาว

ถ้าจะบอกว่าการลงทุนคงไม่ได้พึ่งในส่วนของงบประมาณเพียงอย่างเดียว ผมก็คิดถึงว่ารัฐบาลไปกู้เงินเพิ่มมาอีก 400,000 ล้าน ที่จะเป็นเรื่องของการลงทุนที่ ไม่ใช่มาแจกจ่ายใน 200,000 ล้านแรก ก็เป็น 200,000 ล้านหลัง ก็กลับกลายเป็นเพียงแค่การไปส่งเสริมให้มีการนำเข้าโซลาร์เซลล์ กับยานยนต์ไฟฟ้า มันก็ไม่ใช่การลงทุนอีก ที่คิดเรื่องการร่วมทุนกับเอกชน หรือ PPP เราก็ไม่เห็นโครงการอะไรที่จะมีความคืบหน้าเลย นอกจากการพยายามผลักดันโครงการที่ไม่คุ้มค่า ก็คือ Land Bridge 1 ล้านล้านบาท นี่คือความเป็นจริงว่า ประเทศของเราและงบประมาณของเราติดหล่มอยู่อย่างนี้ และจะติดหล่มอย่างนี้ต่อไป ถ้าเราไม่สะสางปัญหาซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มาก นั่นก็คือมีงบประมาณที่บานปลายอยู่ตลอดเวลา หรือเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา และยังรอการสะสางอย่างจริงจัง

เมื่อสักครู่ผมได้พูดไปแล้วว่า งบที่เพิ่มขึ้นจริง ๆ ก็เป็นเรื่องของงบบุคลากร ที่จริงรายการใหญ่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคลากร เราก็ยังไม่ยอมเผชิญความเป็นจริง ตัวอย่างเช่น ยอดเงินเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญซึ่งตั้งไว้ 389,090 ล้านบาท ไม่พอหรอกครับ เพราะช่วงปีที่ผ่านมาก็จ่ายเกิน 390,000 ล้านไปแล้ว ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในระบบของภาครัฐที่ตั้งไว้เท่าเดิม 94,200 ล้านบาท แต่ปีที่ผ่านมา ยอดที่ใช้จริงก็ทะลุแสนล้านไปแล้ว และแน่นอนงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ปีนี้ก็ต้องเพิ่มไปเป็น 214,000 กว่าล้านบาท ซึ่งผมก็ยืนยันได้เช่นเดียวกันว่า ไม่เพียงพอ

ถามว่าปัญหานี้จะแก้ไขอย่างไร ผมอยากฟังจากรัฐบาลครับ ว่าตกลงทิศทางในเรื่องของบุคลากรภาครัฐของท่านคืออะไร ตกลงเราจะให้คนเกษียณอายุ อายุมากขึ้น หรือเรากำลังพยายามจะทำโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือเรามีนโยบายอย่างไรในเมื่อเทคโนโลยีเข้ามาแล้วว่า จะสะสางเรื่องของการรับคนใหม่เข้าทำงาน แล้วก็ที่สำคัญก็คือสิทธิประโยชน์ ที่เห็นได้ชัดว่า ถ้าไม่มีการปรับเปลี่ยนอย่างน้อยที่สุดนะครับ สำหรับคนที่เข้ามาใหม่ ถ้าเราไม่อยากจะไปแตะต้องสิทธิของคนที่เขาเข้าใจว่าควรจะได้ตามนี้ ก็อย่างน้อยควรจะเริ่มต้นได้แล้วว่าคนใหม่ที่เข้ามา ระบบบำเหน็จบำนาญ ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาล จะเป็นอย่างไร ที่ไม่ให้เงินทั้งหมดนี้มาจบลงอยู่แค่เพียงตรงนี้

เพราะถึงที่สุดนะครับ จากประเด็นรายจ่ายตรงนี้ที่แทบไม่มีช่องว่างให้มีการลงทุนอะไรใหม่แล้ว จากการจัดเก็บรายได้ซึ่งยังต่ำขนาดนี้ วันนี้หนี้สาธารณะของเรา ท่านอาจจะบอกว่ายังไม่ชนเพดาน ในเอกสารอยู่ที่ร้อยละ 66.4 แต่ถ้าศาลอนุญาตให้ท่านกู้ 400,000 ล้านเต็มจำนวน ก็จะไปถึงประมาณร้อยละ 69 ถ้าเอาภาระซึ่งความจริงขณะนี้ ท่านติดหนี้สถาบันการเงินของรัฐนะครับ คือรายการตามมาตรา 28 ของกฎหมายวินัยการเงินการคลัง คือท่านไปใช้ ธกส. ไปใช้หน่วยงานต่าง ๆ ออกเงินไปก่อนแล้วต้องใช้หนี้คืน ซึ่งขณะนี้มีหนี้ค้างประมาณ 1 ล้านล้านบาท ถ้ารวมตัวนี้วันนี้มันทะลุร้อยละ 70 แล้ว และถ้ามองไปอีก 3-4 ปีข้างหน้า โอกาสที่จะไม่ให้มันทะลุ 70 แม้ตามนิยามที่ท่านใช้อยู่ในปัจจุบัน ท่านต้องสามารถทำให้รายได้เพิ่มเกินปีละร้อยละ 4 ซึ่งเราไม่ได้เห็นมาเป็นระยะเวลานานแล้ว นั่นหมายความว่าในที่สุดหนี้สาธารณะไม่ใช่แค่ทะลุเพดานร้อยละ 70 นะครับ แต่มีโอกาสวิ่งเข้าไปถึงร้อยละ 80 ร้อยละ 90 ภายใน 5 ปี ภายใน 10 ปีข้างหน้า ตรงนี้ไงครับที่พวกผมถึงได้บอกว่าเรามองไม่เห็นอนาคต ถ้ารัฐบาลไม่มีความกล้าหาญเพียงพอที่จะผ่าตัดยอดเงินเหล่านี้ ที่จะทำให้งบประมาณนั้นกลับมามีพื้นที่ สำหรับการสร้างอนาคตให้กับประเทศได้

ถ้าจะไปดูการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งก็มีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วว่า น่าจะเป็นครั้งแรก ๆ นะครับ ที่กระทรวง ทบวง กรมส่วนใหญ่ ต้องรับเงินลดลง ถามว่ามีการลงทุนอะไรที่เพิ่มขึ้นที่ชัดเจน ความจริงถ้าก่อนหน้านี้ท่านประธานลองไปให้ประชาชนเขาทายว่าปีนี้ กระทรวงไหนจะได้งบเพิ่มมากที่สุด ผมว่าใครที่เป็นคนติดตามการเมืองทายถูกหมดครับ กระทรวง DE ที่โด่งดังอยู่ในปัจจุบัน และยอดเงินที่เพิ่มขึ้น เดี๋ยวท่านชี้แจงผมว่าเป็นการลงลงทุนในระบบ Cloud ผมก็ไม่เถียงหรอกครับ เรื่องความจำเป็นของระบบ Cloud แต่อยากจะบอกว่า งบของกระทรวง DE ที่เพิ่มขึ้นมาขณะนี้ก็ยังไม่สามารถทำให้เรามองเห็นถึงวิสัยทัศน์ และยุทธศาสตร์ของการที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ ได้อย่างแท้จริงอย่างไร เป็นงบเช่นเดียวกับอีกหลายกระทรวงที่ใส่ชื่อ “ปัญญาประดิษฐ์” เข้าไป วิ่งตามกระแส และเป็นการใช้งานเทคโนโลยีโดยปราศจากความชัดเจนว่า จะลงทุนให้ประเทศไทยนั้นสามารถได้ประโยชน์ หรือสร้างมูลค่าให้กับตัวเองจากเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างไร

มีงบประมาณอีกหลายส่วนครับ เวลาของผมมีจำกัดจะมีเพื่อนสมาชิกมาชี้ให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในทุนมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นปัญหายาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของท้องถิ่น ซึ่งยังไม่ได้รับงบประมาณอย่างที่เขาควรจะได้รับเสียที ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นตัวที่สะท้อนให้เห็นว่าเรามองไม่เห็นจริง ๆ ว่า ภายใต้โครงสร้างงบประมาณอย่างนี้ เราจะสร้างอนาคตได้อย่างไร จะบอกว่าทางรัฐบาลไม่ตระหนักถึงประเด็นเหล่านี้ก็คงไม่ใช่ครับ เพราะว่าในคำแถลงวันนี้ก็ดี ในเอกสารงบประมาณโดยสังเขปก็ดี ก็ดูเหมือนท่านรู้หลักการที่ว่าจำเป็นจะต้องทำต้องใช้ ท่านรองนายกวันนี้ก็มาพูดถึง 5 T อีกครั้งหนึ่ง ตรงเป้า โปร่งใส ผ่านวิกฤต สร้างการเปลี่ยนผ่าน ระดมความร่วมมือ ในเอกสารงบประมาณโดยสังเขป ท่านเขียนถึงการทำงบประมาณแบบแม่นยำ ตรงเป้าหมาย ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของประเทศ ทำงบประมาณแบบฐานศูนย์

แต่เอาเข้าจริง ๆ ครับท่านประธานครับ พอไปดูเนื้อในของงบประมาณฉบับนี้ ผมไม่ได้เห็นทั้ง 5 T ผมไม่ได้เห็นทั้งการตั้งงบประมาณแบบมุ่งเป้า ผมไม่ได้เห็นงบประมาณที่เป็นฐานศูนย์อย่างแท้จริงเลย ผมถึงบอกว่าในส่วนประชาธิปัตย์เราไม่เห็นอนาคต แล้วก็ขอบคุณเพื่อนสมาชิกจากฟากรัฐบาลที่อภิปรายเมื่อสักครู่ครับ เป็นอีกคำนึงที่ทำให้เห็นความชัดเจนของงบประมาณฉบับนี้ก็คือ เป็นงบหาเช้ากินค่ำ ขอบพระคุณครับ

#ประชาธิปัตย์ #พรรคประชาธิปัตย์ #DemocratPartyTH #งบไร้อนาคต  #ส่องรัฐงบ70

ทุกเสียงของประชาชนมีความหมาย

ร่วมส่งความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ หรือปัญหา