
คำต่อคำ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ในการอภิปรายเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. ….
คำต่อคำ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ในการอภิปรายเรื่องด่วน
ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. ….
8 กรกฎาคม 2569
ท่านประธานที่เคารพผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข ฉบับที่สภาผู้แทนราษฎรกำลังพิจารณากันอยู่ในวาระสำคัญนี้ ความจริงแล้วก็คือพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับหนึ่งนั่นเอง เพียงแต่การเขียนชื่อของกฎหมายฉบับนี้เอาไว้เช่นนี้ก็เข้าใจว่าคงมีความประสงค์บางประการ เนื่องจากในอดีตเมื่อไม่นานมานี้คำว่ากฎหมายนิรโทษกรรมก็เคยเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดการชุมนุมทางการเมืองมาแล้ว แต่การออกกฎหมายนิรโทษกรรมนั้น จริง ๆ เราต้องทำความเข้าใจร่วมกันว่า การนิรโทษกรรมก็คือการลบล้างความผิดหรือการทำให้ลืมความผิดนั้น โดยเหตุผลสำคัญของการลบล้างความผิดหรือการให้ลืมความความผิดนั้น ก็เพื่อทำให้ความขัดแย้งที่มีอยู่ในสังคมนั้นคลี่คลายลงหรือหมดลง
ความสำคัญก็อยู่ตรงที่ว่าเมื่อกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้และมีการนิรโทษกรรมไปแล้ว ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนไม่ว่าจะได้รับโดยผลแห่งกฎหมายก็ดี หรือผู้ที่อยู่ในส่วนของการเห็นด้วยกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ดี ก็จะมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นด้วยความเข้าใจและรับรู้ว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งนั้นมันผ่านไปแล้ว แต่หลักสำคัญอันหนึ่งที่จะต้องยืนเอาไว้ก็คือว่าการนิรโทษกรรมนั้น ผลที่เกิดขึ้นของนิรโทษกรรมจะต้องเป็นการนิรโทษกรรมเฉพาะความผิดที่เป็นความผิดต่อรัฐ หรือต่อรัฐบาล หรือองค์กรทางการเมือง ซึ่งเป็นหลักที่ถือปฏิบัติทั่วโลก
เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าในส่วนมาตรา 3 ของพระบัญญัติฉบับนี้นั้น เขียนเอาไว้ครบถ้วนชัดเจนถูกต้องแล้ว ก็คือการนิรโทษกรรมไม่ให้มีผลแก่การกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ซึ่งประเด็นนี้ก็เคยเป็นประเด็นขึ้นมาแล้ว ในอดีตกฎหมายฉบับนี้ก็เขียนเอาไว้ชัดเจนว่าไม่ได้ หรือแม้แต่กระทั่งการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ผมว่าอันนี้ต้องทำความเข้าใจกันว่า ถ้าการนิรโทษกรรมคือการลบล้างความผิดเฉพาะความผิดที่เกิดกับรัฐ รัฐบาล หรือองค์กรทางการเมือง มาตรา 112 นั้นเป็นความผิดต่อความมั่นคงแห่งรัฐ เป็นฐานความผิดต่อประมุขของรัฐ ซึ่งไม่ใช่รัฐบาล หรือองค์กรทางการเมือง
ดังนั้นในส่วนของพวกเราพรรคประชาธิปัตย์จึงเห็นว่า หลักกฎหมายฉบับนี้ที่ไม่ให้มีผลนิรโทษกรรมแก่การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นั้น จึงชอบด้วยหลักของการนิรโทษกรรม แล้วการไม่ให้นิรโทษกรรมในฐานความผิด เช่น ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือได้รับอันตรายสาหัส ก็เป็นเรื่องของความผิดต่อบุคคล ไม่ใช่ความผิดต่อรัฐ องค์กรของรัฐ หรือรัฐบาล หลักนี้ก็ถูกต้องเช่นเดียวกัน ความจริงแล้วกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วมีการส่งสู่วุฒิสภาพิจารณาต่อนั้น ถ้ายืนหลักตามที่เขียนเอาไว้ทั้งหมด ไม่ได้มีปัญหาเลย แต่ปัญหาก็คือตอนที่กลับมาสู่สภาผู้แทนราษฎรในครั้งที่เราพิจารณาครั้งนี้ มันมีอยู่ 2 ประเด็น ที่พรรคประชาธิปัตย์พิจารณาแล้ว เราเห็นว่าน่าที่จะมีการกระทำหรือการทำความเข้าใจให้มีความชัดเจนมากขึ้น
อันที่ 1 ก็คือมาตรา 11 จริง ๆ มาตรา 11 ที่เขียนไว้เดิม เขียนไว้ดี ก็คือกรณีของการกระทำตามมาตรา 7 ซึ่งมาตรา 7 พูดถึงเรื่องของคนที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองทั้งหลาย ซึ่งผูกความผิดเอาไว้ตั้งแต่ปี 2548 1 มกราคม ถึงกรกฎาคม ปี 68 ซึ่งเป็นวัน หรือปีที่มีการรับหลักการกฎหมายฉบับนี้เป็นครั้งแรก ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว ในข้อนี้บอกว่า มาตรา 11 กรณีของผู้กระทำความผิดซึ่งอายุต่ำกว่า 18 ในขณะกระทำความผิดร้องขอต่อคณะกรรมการ ไม่ว่าผู้นั้นจะถูกดำเนินคดีหรือแจ้งข้อกล่าวหาแล้วหรือไม่ก็ตาม กรรมการนั้น ถ้าเห็นเป็นการสมควรเพื่อเสริมสร้างสังคมสันติสุขให้จัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูผู้กระทำความผิด แล้วส่งแผนพร้อมความเห็น ไปยังพนักงานอัยการ หรือร้องขอต่อศาลเพื่อให้ใช้มาตรการ และสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษาตามกฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัว ก็ให้ศาลมีอำนาจที่จะรับฟังความเห็นของคณะกรรมการได้ ซึ่งความจริงเป็นหลักปฏิบัติที่น่าจะเข้ากับหลักของการนิรโทษกรรม เพราะกรณีนี้เสมือนกับกรณีที่ปฏิบัติต่อผู้ที่เป็นเยาวชน ซึ่งอายุต่ำกว่า 18 ปี
ประเด็นคือว่าเมื่อวุฒิสภาไปเพิ่มเติมคำว่าความในวรรคหนึ่งก็คือ การทำแผนบำบัดฟื้นฟูนั้น ไม่ให้ใช้บังคับการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อันนี้ข้อกังวลก็คือว่า ถ้าการนิรโทษกรรมคือการลบล้างความผิดเพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง การทิ้งประเด็นนี้เอาไว้ในส่วนของเยาวชนซึ่งกฎหมายเดิมเขียนไว้ดีแล้ว ไปเติมเรื่อง 112 นั้น อาจจะเป็นการทิ้งเชื้อความขัดแย้งเอาไว้ในอนาคตก็ได้ เป็นคำถามว่าในเมื่อนิรโทษกรรมไปแล้ว ในส่วนของเยาวชนน่าจะมีมาตรการพิเศษ ไม่ได้บอกว่านิรโทษกรรมทันทีตามมาตรา 112 ที่เยาวชนกระทำความผิด แต่กำหนดให้มีมาตรการพิเศษเพื่อลดหย่อนการกระทำต่าง ๆ บางอย่างลงมาได้ น่าจะเป็นทางออกที่ดี ตรงนี้ก็เป็นประเด็นที่เราเห็นว่าน่าที่จะต้องทำความกระจ่าง หรือขจัดเงื่อนไขในข้อนี้ไปเสีย
แต่ส่วนที่เป็นประเด็นสำคัญที่สุด อยู่ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติในข้อที่มีการเขียนเพิ่มเติมว่าความผิดนิรโทษกรรมนี้ เพิ่มความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ปี 2561 แม้ว่าจะวงเล็บว่า เฉพาะที่ไม่เกี่ยวพันกับการเลือกโดยทุจริต การเลือกที่ไม่เป็นธรรมและคุณสมบัติอันเป็นเท็จ เกิดคำถามว่าการดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สว. ปี 61 นั้น ความจริงแล้วมันคือการเลือกตั้ง สว. ครั้งหลังสุด ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน ปี 67 และสิ้นสุดประมาณเดือนมิถุนายน กรกฎาคม ปี 2567 ซึ่งอยู่ในช่วงห้วงเวลาที่มีการนิรโทษกรรมพอดี
คำถามคือการเลือกตั้ง สว. ตามกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งหมายถึง สว. ชุดปัจจุบันนั้น เกี่ยวเนื่องอะไรกับการชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ ปี 2548 ไม่มีประเด็นทั้งในเรื่องของกลุ่มพันธมิตร ไม่มีประเด็นทั้งในกลุ่มของคนเสื้อแดง หรือ นปช. ไม่มีประเด็นเรื่องของ กปปส. คปท. หรือกลุ่มอื่น ๆ ที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ก็เกิดคำถามว่าการเติมเข้ามาเช่นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไรแน่นอน
มีคนตั้งข้อสังเกตซึ่ง ผมคิดว่าเป็นข้อสังเกตที่มีเหตุผลน่ารับฟัง ก็คือการได้มาซึ่ง สว. ชุดปัจจุบันนั้น มีประเด็นกล่าวหาเรื่อง การฮั้ว สว. ที่เรารู้จักกัน ถ้าในอนาคตอันใกล้นี้จะมีการดำเนินคดีกลุ่มผู้ซึ่งจะต้องถูกตั้งข้อกล่าวหาแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดี ไม่ได้มีแค่กลุ่มที่ดำรงตำแหน่งอยู่ซึ่งอาจจะมีความผิด ถ้ามีการฟ้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยทุจริต หรือความผิดอื่นที่เขียนยกเว้นเอาไว้ก็ได้ แต่มีกลุ่มการเมืองอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะเกี่ยวพันถึงพรรคการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบัน หรือคนซึ่งดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ในปัจจุบัน ไม่มีใครตอบได้ว่า การแจ้งข้อกล่าวหาจะเป็นข้อกล่าวหาที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของการเลือกตั้งโดยทุจริต หรือเรื่องอื่นหรืออาจจะเป็นแจ้งข้อกล่าวหาที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยกับการเลือกตั้งโดยทุจริต แต่อาจจะเป็นฐานอื่น ๆ ตามกฎหมายฉบับอื่น ซึ่งนั่นหมายความว่าจะเข้าข่ายขอการนิรโทษกรรมตามกฎหมายฉบับนี้ด้วยได้ใช่หรือไม่
นี่เป็นประเด็นใหญ่ ผมจึงเรียนท่านประธานว่า 2 ประเด็นนี้ ทำให้ผมที่ยืนขึ้นมาพูดตอนนี้ตัดสินใจด้วยความยากลำบากมาก ผมมีเพื่อนที่ร่วมต่อสู้ทางการเมือง เพราะผมเคยเป็นทั้ง สส. เคยเป็นทั้งฝ่ายบริหารที่ยืนตรงนั้น มีกลุ่มผู้ชุมนุมมาต่อสู้กับอำนาจรัฐในยุคนั้น ผมเคยเป็นทั้งผู้ชุมนุมอยู่บนท้องถนน ถูกฟ้องศาลในคดีกบฏ อั้งยี่ ซ่องโจร มีเพื่อนซึ่งถูกตัดสินไปแล้ว ทั้งที่ติดคุก ทั้งที่ทุกข์ยากลำบากถูกฟ้องคดีแพ่ง บางคนเสียชีวิตไปแล้ว ต้องตามไปยึดทรัพย์ ซึ่งเป็นสินสมรสของภรรยา เพื่อบังคับให้มาใช้หนี้เขา อยากให้กฎหมายนี้บังคับใช้โดยเร็ว แต่ถ้าเราปล่อยกฎหมายแบบนี้ออกไป อีกทางหนึ่งคือการทิ้งเชื้อความขัดแย้งและช่องทางที่อาจจะทำให้เกิดรูรั่วขนาดใหญ่ในทางกฎหมาย กับประเด็นที่เรารับไม่ได้ในระบอบประชาธิปไตย อย่างกรณีการเลือกตั้ง สว. แล้วเราจะตัดสินใจอย่างไร
ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้มีการพูดคุยชี้แจงกันแก้ไขทุกอย่างจบ บังคับใช้ทุกฝ่ายไปได้หมด แต่มันไม่มีทางเป็นอย่างนั้น การตั้งกรรมาธิการร่วมเป็นทางที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นครับ เพราะทำให้เรื่องนี้มันเนิ่นช้าออกไปแต่เมื่อมันไม่มีทางเลือกมันต้องทำ สำคัญอยู่ที่ว่าจะทำให้จบโดยเร็วอย่างไร เพื่อการบังคับใช้ให้ได้ประโยชน์กับทุกคน ด้วยความเห็นใจทุกฝ่าย นี่คือสิ่งที่พวกเราได้ขบคิดกันมา และอยากที่จะแสดงจุดยืนต่อสภาผู้แทนราษฎรต่อประชาชนและต่อผู้ที่ร่วมต่อสู้ทางการเมืองในทุกกลุ่ม ขอบพระคุณครับ
