
คำต่อคำ อภิปรายครั้งแรกในรอบ 12 ปี ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
คำต่อคำการอภิปรายของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ในวาระเรื่องด่วน เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี
ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 2 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 มี.ค. 2569
ท่านประธานที่เคารพ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตหารือก่อนเข้าสู่เนื้อหานิดนึงนะครับ คือเนื่องจากการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกที่ผ่านมานั้น มีการพูดถึงเรื่องของความเดือดร้อนของประชาชน ผมก็เกรงว่าจากการที่เราหารือกันเมื่อเช้านั้นว่าจะทำให้ประเด็นมันแตกออกไป ก็เพียงแต่อยากจะหารือท่านประธานว่า เมื่อเสร็จสิ้นการพิจารณาในวาระนี้แล้ว ถ้าท่านประธานจะกรุณาให้สภาได้ทำงานต่อ โดยหยิบยกเอาปัญหาที่เป็นสถานการณ์วิกฤตปัจจุบันมา ก็จะเป็นประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านรักษาการนายกฯ ก็จะได้สามารถชี้แจงถึงแนวทางเพื่อให้ประชาชนทั่วไปรับรู้รับทราบได้นะครับ จะได้ไม่มาปะปนกับวาระที่เรากำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้
ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อเข้าสู่ประเด็นของการเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามที่เพื่อนสมาชิกเสนอ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ผมต้องอ้างอิงข้อบังคับ แต่ไม่ใช่ข้อบังคับฉบับที่เรามักจะอ้างอิงกัน เรามีข้อบังคับอีกฉบับครับ คือข้อบังคับว่าด้วยเรื่องของประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ข้อบังคับนั้นในข้อที่ 16 ระบุว่า “สมาชิกและกรรมาธิการ ต้องพิจารณาและให้ความเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งใดตามบทบัญญัติของกฎหมาย โดยคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลดังกล่าวด้วย” เพราะฉะนั้นเมื่อสักครู่ที่มีการพูดว่าจะให้พูดเฉพาะเรื่องของความรู้ความสามารถ ไม่ใช่ข้อบังคับนะครับ เราต้องสามารถพูดถึงเรื่องของพฤติกรรมทางจริยธรรม ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญด้วยว่า นายกรัฐมนตรีนั้นต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ในส่วนของความรู้ความสามารถนั้น ผมจะไม่ได้ใช้เวลามากนักครับ ที่จริงกรณีของท่านนายกฯ อนุทิน ก็เสียดายครับว่าช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา ผมไม่ได้มีโอกาสได้ฟังวิสัยทัศน์จากท่านเลย ได้ฟังคุณณัฐพงษ์ (เรืองปัญญาวุฒิ) มากพอสมควร และก็วันนั้นค่อนข้างจะเคลิ้มตาม “หนิม” ที่พูดถึง “หนู” มากกว่าที่พูดเมื่อสักครู่
ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนว่า สิ่งที่สำคัญวันนี้ที่ผมกราบเรียนว่า ทำไมพรรคประชาธิปัตย์จึงไม่สามารถให้ความเห็นชอบการเสนอชื่อของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ ผมจะหยิบยกในเรื่องของคดีความ ที่พูดถึงเรื่องคดีความ ผมกำลังจะกราบเรียนท่านประธานว่า เพราะเวลาเราพูดถึงเรื่องของจริยธรรม มันไม่ใช่เรื่องของการตัดสินเชิงกฎหมาย และสิ่งที่ผมพูด ผมจะไม่ได้บอกว่าการกล่าวหาหรือถูกกล่าวหาเป็นจริงหรือเป็นเท็จ แต่ผมกำลังพูดถึงว่า สถานะของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อนั้น สมควรที่จะได้รับการเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่
เพราะจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ชัดเจนครับ เราต้องการสร้างการเมืองสุจริต และเรา รวมทั้งท่านหัวหน้าพรรคประชาชน ในช่วงแสดงวิสัยทัศน์ในตามเวทีต่างๆ เราพูดตรงกัน ว่าความรับผิดชอบทางการเมืองหรือมาตรฐานในเรื่องของการเมืองนั้น ต้องต่างและสูงกว่าเรื่องของความรับผิดชอบหรือมาตรฐานทางกฎหมาย
ประเด็นที่ผมหยิบยกมาเป็นประเด็นหลักเลยในการที่ไม่สามารถเห็นชอบกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ คือประเด็นเรื่องคดีฮั้ว สว. เพราะเรื่องนี้ คดีนี้ มันมีความร้ายแรงที่สามารถทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญโดยสิ้นเชิง เพราะถ้าสมาชิกวุฒิสภาไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลอาณัติของพรรคการเมืองหรือนักการเมืองแล้ว สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีหน้าที่ในการสรรหาองค์กรอิสระ ก็จะทำให้องค์กรอิสระนั้นขาดความเป็นกลาง ไม่เที่ยงธรรม และไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารหรือพรรคการเมืองได้
ผมกราบเรียนท่านประธานว่า บังเอิญ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นั้น ปัจจุบันตกอยู่ในสถานะของการผู้ถูกกล่าวหา ในการดำเนินการของ 2 หน่วยงานด้วยกัน หน่วยงานแรกคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเมื่อมีการกล่าวหาไปแล้ว ได้มีการส่งเรื่องนี้ให้กับอนุกรรมการสืบสวน ชุดที่ 26 ซึ่งได้มีการบรรยายข้อกล่าวหา และมีการแจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรับทราบข้อกล่าวหา รวมทั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล ด้วย ข้อหานั้นผมไม่ลงรายละเอียดครับ แต่จะได้บรรยายอย่างชัดเจนถึงกระบวนการทำงานของพรรคการเมืองที่วางแผนในเรื่องของกระบวนการของการได้มาซึ่งวุฒิสภา ซึ่งขัดกับกฎหมายหลายมาตรา และคณะอนุกรรมการชุดนี้ก็ได้มีความเห็นครับว่า บุคคลผู้ถูกกล่าวหาเหล่านี้ ซึ่งรวมถึงคุณอนุทินนั้น เป็นผู้ที่ได้ดำเนินการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการได้มาของวุฒิสภา
ยิ่งไปกว่านั้นความคลางแคลงใจของสังคมก็ทวีคูณขึ้นมา เพราะว่าโดยปกติแล้ว เมื่อคณะอนุกรรมการสืบสวนได้มีการสืบสวนเสร็จ ก็จะมีการจำหน่ายเรื่องนี้หรือจ่ายเรื่องนี้ไปให้กับอนุกรรมการวินิจฉัย ซึ่งปกติมีอยู่ 35 คณะ และเขาจะจ่ายให้กับคณะใดนั้น ก็เรียงตามลำดับเรื่องที่เข้า จึงทำให้ไม่มีความชัดเจนว่าจะไปอยู่ที่คณะใด แต่ปรากฏว่า กรรมการการเลือกตั้ง ได้มีการตั้งอนุกรรมการขึ้นมาใหม่เป็นชุดที่ 36 เจาะจงมาพิจารณาเรื่องนี้ ที่สำคัญเมื่อมีการดำเนินการเช่นนั้น ก็มีผู้ไปฟ้องร้องคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า การตั้งอนุกรรมการดังกล่าวนั้นเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ และได้ฟ้องไปที่ศาลอาญาทุจริต ซึ่งจะได้มีคำสั่งในเรื่องนี้ในเดือนหน้า
แน่นอนครับ ความหมายของเรื่องนี้ก็คือ คุณอนุทินนั้นยังอยู่ในสถานะนี้ แม้จะมีข่าวว่า อนุฯ ที่ 36 ได้ประชุมกันและบอกว่าจะยกเรื่องนี้ แต่อำนาจสุดท้ายอยู่ที่ กกต. และเรื่องนี้ก็จะส่งผลต่อการตัดสินใจตั้งคณะรัฐมนตรีของนายอนุทินด้วยนะครับ เพราะว่าบุคคลผู้ถูกกล่าวหามีเป็นจำนวนมาก สถานะตรงนี้ท่านไม่ต้องชี้แจงผมเรื่องสาระครับ แต่นี่คือสถานะของนายอนุทินในกรณีของ กกต.
อีกหน่วยงานที่สอบสวนก็คือ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งเบื้องต้นท่านอาจจะเข้าใจว่ามีการยุติเรื่องด้วยการส่งอัยการให้มีการฟ้องร้องบุคคล 8 คน แต่ปรากฏว่าเมื่อต้นปีนั้น อัยการเมื่อได้รับสำนวนนั้นบอกว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคนประมาณ 1,200 คนนะครับ วงเงิน 300 ล้านบาท ข้อหาที่เกี่ยวข้องกับอั้งยี่และการฟอกเงิน ซึ่งในที่สุดอัยการก็ส่งเรื่องคืนกลับมาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษบอกว่า ผู้ต้องหาทั้ง 8 คนนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของขบวนการสมาชิกของคณะบุคคลดังกล่าว การดำเนินคดีกับสมาชิกกลุ่มบุคคลผู้ร่วมกันกระทำความผิด จึงจำต้องมีการสอบสวนให้ครอบคลุมถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด จะตัดทอนแบ่งแยกดำเนินคดีเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหาได้ไม่ ซึ่งกลุ่มที่เหลือ เขาจะแบ่งเป็น 7 กลุ่มนะครับ ก็จะมีกลุ่มกรรมการบริหารของคณะบุคคล
ด้วยเหตุผลนี้ครับ ผมจึงไม่สามารถที่จะเห็นชอบให้บุคคลที่มีสถานะในปัจจุบันมีคดีค้างอยู่เช่นนี้ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ เพราะจะเป็นการบั่นทอนความศรัทธาของประชาชนที่พึงจะมี เป็นการรบกวนประเด็นในการบริหารราชการแผ่นดิน และเป็นการทำให้ประชาชนมีความรู้สึกว่า ทำไมเราไม่สามารถหาบุคคลอื่น
ท่านประธานที่เคารพครับ ก็จะมีคำถามต่อว่า แล้วทำไมผมจึงไม่สนับสนุน นายณัฐพงษ์ ก็กราบเรียนท่านประธานครับ ด้วยหลักเกณฑ์และมาตรฐานเดียวกัน เมื่อท่านได้ตกเป็นผู้ที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูล เรื่องส่งเข้าสู่ศาล และอาจจะทำให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เราก็มีความเห็นว่าไม่สามารถสนับสนุนท่านได้เช่นกัน ไม่ต้องกังวลหรอกครับ การงดออกเสียงไม่ใช่เป็นเรื่องการรอร่วมรัฐบาลครับ ผมทำงานเป็นฝ่ายค้านแทบจะนานที่สุดในสภาแห่งนี้ ไม่มีประวัติรอร่วมรัฐบาล ตรวจสอบจริง ไม่ตรวจสอบทำคอนเทนต์ เดินหน้าด้วยความตั้งใจครับ
และอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า สิ่งที่ผมเสียดายที่สุดก็คือ ถ้าบอกว่าจะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งหรืออย่างไร นอกเหนือจากประเด็นที่ได้มีการชี้ไปแล้วว่ามีการกระทำในการจัดการเลือกตั้งที่ไม่เรียบร้อย และเรื่องก็ยังค้างอยู่ในศาลและมีข้อโต้แย้งมากมายนั้น ผมกราบเรียนว่าน่าเสียดายครับ 2 พรรคการเมืองที่เสนอชื่อบุคคลที่สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ความจริงท่านมีแคนดิเดตนายกฯ ที่ไม่มีปัญหาที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานมาทั้งหมดเลย ในตัวท่านรัฐมนตรีสีหศักดิ์ (พวงเกตุแก้ว) และท่าน สส. วีระยุทธ (กาญจน์ชูฉัตร) ครับ เราจึงจำเป็นต้องงดออกเสียงครับ ขอบพระคุณครับ
