นโยบาย ชมรมผู้สูงอายุ รับ 30,000 บาท ทุกหมู่บ้าน ทุก ชุมชน เป็นมาตรการเพื่อรองรับการก้าวไปสู่การเป็น สังคมผู้สูงอายุอย่าง สมบูรณ์ (Complete-aged society) ของไทย โดยมุ่งต่อยอดสวัสดิการ เดิมของผู้สูงอายุที่ได้รับในรูปแบบ “เบี้ยรายเดือน” ให้ขยายครอบคลุมมิติ อื่น ๆ เพิ่มมากขึ้น เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุอย่างรอบด้าน ที่ สำคัญ 3 ประการ ได้แก่


(1) การพัฒนาอาชีพเสริมหลังวัยเกษียณ
(2) การ ส่งเสริมสุขภาพอนามัย และ
(3) การส่งเสริมกิจกรรมยามว่าง หรือสันทนา การต่าง ๆ

ชมรมผู้สูงอายุ รับ 30,000 บาท

ทุกหมู่บ้าน ทุก ชุมชน”
จะให้เงินอุดหนุนชมรมผู้สูงอายุ

ชมรมละ 30,000 บาท ทุกปี

นโยบาย “ชมรมผู้สูงอายุ รับ 30,000 บาท ทุกหมู่บ้าน ทุก ชุมชน” จะให้เงินอุดหนุนชมรมผู้สูงอายุ ชมรมละ 30,000 บาท ทุกปี โดย ปัจจุบัน มีชมรมผู้สูงอายุ ทั่วทั้งประเทศเกือบ 3 หมื่นแห่ง สำหรับการใช้ จ่ายเงินอุดหนุนในแต่ละปี ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และแนวทางการ พัฒนาของสมาชิกชมรมฯ เป็นสำคัญ ทั้งนี้ จากข้อมูลสถิติผู้สูงอายุของ สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ณ เดือนมกราคม 2566 สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีผู้ ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป กว่า 12.6 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ของ ประชากรทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ขององค์การสหประชาชาติ ที่ กำหนดว่า ประเทศใดมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 20 และ ประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 14 ของประชากรทั้งหมด ถือว่า ประเทศนั้นเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์

พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับสวัสดิการผู้สูงอายุ

โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุริเริ่มเป็นแนวคิดขึ้นในสมัยรัฐบาลนาย ชวน หลีกภัย (ชวน1) เมื่อปี พ.ศ.2535 สืบเนื่องจากพบว่าสังคมไทยมีแนวโน้มเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุและผู้สูงอายุยังมิได้รับการจัดสรรสวัสดิการอย่างเพียงพอ รัฐบาลนายชวน จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญและมุ่งดำเนินการจัดสรรสวัสดิการทางสังคมให้แก่ผู้สูงอายุ ซึ่งรัฐบาลได้มอบหมายให้กรมประชาสงเคราะห์ เป็นองค์กรหลักในการดำเนินงาน ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นผู้ดำเนินการหามาตรการที่เหมาะสม

ครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

ริเริ่มเป็นแนวคิดขึ้น


ในสมัยรัฐบาลนาย ชวน หลีกภัย

กระทั่งมีการจัดตั้งกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม โดยโอนภารกิจบางส่วนจากกรมแรงงาน กรมประชาสัมพันธ์ กระทรวงมหาดไทยมาดูแล ต่อมาในปีพ.ศ. 2536 สวัสดิการของผู้สูงอายุก็ถูกก่อตั้งเป็นรูปธรรม หลังจากรัฐบาลชวน 1 มีมติครม.เห็นชอบให้จัดตั้งกองทุนสวัสดิการผู้สูงอายุในชุมชน (เบี้ยยังชีพ) พ.ศ. 2536 ขึ้น ซึ่งกองทุนดังกล่าวเป็นการให้เบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุทั่วประเทศที่มีอายุ 60 ปีขี้นไป ในอัตราคนละ 200 บาทต่อเดือน อันนับเป็นจุดเริ่มต้นในการจัดสรรสวัสดิการแก่ผู้สูงอายุ จากนั้นโครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุก็ได้ถูกสานต่อจากรัฐบาลต่าง ๆ เรื่อยมา จนกระทั่งสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่รัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนในการสร้างหลักประกันรายได้ผู้สูงอายุ โดยในปี 2553 นอกจากจะมีการบรรจุแผนการพัฒนาระบบสวัสดิการสังคม การพิจารณาวงเงินงบประมาณและจัดทำแผนยุทธศาสตร์สร้างสวัสดิการสังคมไทย ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2555-2559) ไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 แล้ว ยังมีการปรับอัตราการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็นคนละ 500 บาทต่อเดือนตลอดชีพ

ตามมติคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2553 ซึ่งผู้มีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพคือผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มิใช่ผู้ที่ได้รับสวัสดิการใด ๆ จากรัฐโดยประจำอยู่แล้ว ในปี 2553 มีผู้สูงอายุมาใช้สิทธิ์ 5,652,893 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2551 ถึงเกือบ 4 ล้านคน ขณะที่ในปี 2554 มีผู้สูงอายุได้รับเบี้ยยังชีพ 6,754,423 คน ปัจจุบันโครงการก็ยังได้รับการสานต่อมาถึงทุกวันนี้ เพราะพรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญต่อสวัสดิการสังคมทุกช่วงวัยของชีวิต และตระหนักถึงภาระความจำเป็นในเรื่องค่าครองชีพของทุกครอบครัว