
รับมือภัยคุกคามสมัยใหม่ ด้วยความรวดเร็วทันเหตุการณ์
ไม่ทน
1. รัฐตอบสนองภัยคุกคามไม่ทันสถานการณ์จริง
โครงสร้างความมั่นคงของประเทศแยกส่วนตามหน่วยงาน เมื่อเกิดภัยคุกคามซับซ้อน เช่น ภัยพิบัติ อาชญากรรมข้ามชาติ หรือการโจมตีทางไซเบอร์ การสั่งการล่าช้าและขาดเอกภาพ
2. ขาดการประเมินความเสี่ยงเชิงระบบ
ประเทศไม่มีระบบประเมินภัยคุกคามแบบบูรณาการและต่อเนื่อง ทำให้การเตรียมรับมือเป็นลักษณะตั้งรับ ไม่ทันต่อภัยรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนเร็ว
3. พื้นที่ชายแดนเป็นจุดเปราะบาง
ชายแดนถูกมองเป็น “แนวปะทะ” มากกว่าพื้นที่ความร่วมมือ ส่งผลให้เกิดปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ความขัดแย้ง และการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืน
4. ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนใต้ยืดเยื้อ
การแก้ปัญหามุ่งด้านความมั่นคงเป็นหลัก ขาดการผลักดันกระบวนการทางการเมืองและสันติภาพอย่างจริงจัง
เปลี่ยน
ปรับโครงสร้างความมั่นคงของประเทศให้ตอบสนองภัยคุกคามสมัยใหม่ได้แบบบูรณาการ สั่งการได้ทันที และป้องกันปัญหาก่อนลุกลาม
1. ตั้งสภาภัยคุกคามและความมั่นคงแห่งชาติ
ปฏิรูปโครงสร้างความมั่นคงเป็น “สภาภัยคุกคามและความมั่นคงแห่งชาติ” รวมศูนย์สั่งการด้านภัยพิบัติ ความปลอดภัยไซเบอร์ การคุกคามดิจิทัล และอาชญากรรมข้ามชาติ โดยให้มีอำนาจสั่งการทันทีเมื่อมีมติรับรองภัยคุกคาม และจัดทำรายงาน National Threat & Risk Assessment ทุกไตรมาส
2. ศูนย์บัญชาการภัยพิบัติและข่าวกรองแบบเรียลไทม์
จัดตั้ง War Room ระดับชาติที่มีระบบข้อมูลกลางและ Dashboard ด้าน Cyber Intelligence เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจที่รวดเร็ว แม่นยำ และแก้ปัญหาได้ทันเหตุการณ์
3. ยุทธศาสตร์พื้นที่กันชนชายแดนเชิงรุก
ปรับมุมมองชายแดนจากแนวปะทะเป็น Strategic Buffer สร้างพื้นที่ความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน พัฒนาเขตสิ่งแวดล้อมร่วม (Peace Park / Transboundary Protected Area) โครงสร้างพื้นฐานร่วม และเศรษฐกิจสีขาว เพื่อลดอาชญากรรมข้ามชาติและความขัดแย้ง
4. ผลักดันสันติภาพชายแดนใต้
สนับสนุนกระบวนการเจรจาเพื่อยุติความรุนแรง และสร้างทางออกทางการเมืองในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ควบคู่กับมาตรการความมั่นคง
