คำต่อคำ การเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาการแก้ไขปัญหา เหตุการณ์วงจรความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้รอบใหม่ พ.ศ. 2569
คำต่อคำ การเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาการแก้ไขปัญหา
เหตุการณ์วงจรความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้รอบใหม่ พ.ศ. 2569
โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
3 กันยายน 2569
ท่านประธานที่เคารพกระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ก่อนอื่นก็เช่นเดียวกับท่าน สส.จาตุรนต์ (ฉายแสง) นะครับ ประทานโทษเอ่ยนามท่าน ก็ขอบันทึกไว้ว่า ญัตติของผมที่ได้เสนอไปลายลักษณ์อักษรนั้น ความจริงประสงค์ที่จะเห็นท่านนายกฯ มาชี้แจงมาแลกเปลี่ยนเพราะฉะนั้น ก็ขอขอไม่นำเอามารวมกับกรณีนี้ ส่วนท่านประธานท่านจะวินิจฉัยว่าอย่างไรนั้นก็สุดแล้วแต่ท่านประธานนะครับ แต่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องและเป็นสิทธิ์ที่ยังสามารถที่จะมีญัตติดังกล่าวไว้ในระเบียบวาระได้
ท่านประธานที่เคารพครับ สถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมว่าเพื่อนสมาชิกทุกคนทราบดีว่า เป็นปัญหาที่มีความสลับซับซ้อน มีที่มายาวนานในเชิงประวัติศาสตร์ มีหลายมิติ และสภาหลายชุดก็พยายามที่จะเสนอแนะหาทางออกให้กับรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ฟังท่าน สส.จาตุรนต์ ซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นประธานกรรมาธิการ แม้ว่าผมไม่ได้มีโอกาสอยู่ในสภาชุดนั้น แต่เห็นโครงร่างที่ได้มีการนำเสนอขึ้น ก็ถือว่าเป็นรายงานที่น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการที่จะนำเสนอรัฐบาลต่อไป เช่นเดียวกับการที่ผมได้รับฟังเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่ได้เสนอญัตติไปก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของท่าน สส. กมลศักดิ์ (ลีวาเมาะ) นะครับขอประทานโทษ เอ่ยนามท่าน ผมว่าเป็นมุมมองที่สะท้อนความรู้สึกของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี
ผมแม้จะเป็นคนกรุงเทพฯ แต่การมาทำงานการเมืองตลอดระยะเวลา 30 กว่าปี มีความผูกพันกับพี่น้องในทุกพื้นที่ และปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็เป็นสิ่งที่ผมได้รับรู้รับทราบในหลายสถานะ ตั้งแต่การเป็นสส. ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และมีโอกาสเข้าไปดำรงตำแหน่งในรัฐบาล ก็พยายามที่จะผลักดันแนวทางการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ แต่สิ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า เรื่องที่หลายฝ่ายอาจจะมองว่าเรามาทำการอภิปรายกันแบบนี้อีกแล้ว ซ้ำซาก วนเวียนหรือไม่นั้น ต้องเรียนตามตรงว่าครั้งนี้ มีความเร่งด่วนและมีความน่ากังวลเป็นพิเศษ
ถ้าท่านประธานจำได้ วันแรกที่ผมได้มีโอกาสอภิปราย ก็คือวันที่มีการแถลงนโยบาย ผมนี่แหละครับเป็นคนหยิบยกคดีของท่าน สส. ขึ้นมาที่ถูกลอบยิง แล้วผมก็ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้ มันกำลังจะมีลักษณะของวงจรของความรุนแรงที่จะเพิ่มพูนหรือทวีความรุนแรงขึ้นหรือไม่ และผมก็ได้สอบถามว่าการที่รัฐบาลเขียนนโยบายเพียงสั้น ๆ ว่าจะแก้ปัญหาด้วยหลักการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา โดยไม่ได้มีการกล่าวในรายละเอียดถึงกระบวนการหรือมาตรการต่าง ๆ ที่เคยทำมาว่า อะไรจะทำต่อ อะไรจะไม่ทำต่อ ผมมองว่าจะนำไปสู่เงื่อนไขของความคลุมเครือในเชิงนโยบาย และสุ่มเสี่ยงต่อการทำให้การแก้ไขปัญหาทำยากขึ้น
เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ นิด้าโพลได้มีการเผยแพร่ในเรื่องของปัญหาความไม่สงบล่าสุด โดยไปสำรวจคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มี 2 คำถาม 1. คิดเห็นอย่างไรกับเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นล่าสุด และ 2. สาเหตุคืออะไร ถ้าท่านประธานไปดูคำตอบซึ่งเขาให้ผู้ตอบสามารถตอบได้มากกว่า 1 ข้อ ท่านประธานจะเห็นว่า ต่อคำถามข้อแรก เสียงหรือน้ำหนักที่ให้ไปในเรื่องหนึ่งเรื่องใดนั้น ก็กระจัดกระจาย แต่น่าสนใจมั้ยครับว่า คำตอบที่มาอันดับ 1 โดยเฉลี่ยแล้ว คือเกี่ยวข้องกับงบประมาณในพื้นที่ แต่ถ้าท่านไล่ลงไปมาหมดครับ ทุนเทา ยาเสพติด กลุ่มเคลื่อนไหวต้องการจะทดสอบรัฐบาลใหม่ ต้องการสร้างสถานการณ์ ว่าไปครับ แต่คำถามที่ 2 สาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถป้องกันเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นล่าสุดได้นั้น ร้อยละ 40 นะครับ ในคน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ระบุว่าเป็นข้อบกพร่องในนโยบายยุทธศาสตร์และทิศทางในการแก้ไขปัญหาครับ
ผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่า ที่ผมเสนอญัตติว่าทำไมท่านนายก ฯ ควรจะมาอยู่ตรงนี้ ก็ผมจะได้กราบเรียนต่อไปว่า เพราะเรื่องหลักนั้นมันต้องมาจากนโยบายก่อน ผมลำดับให้เห็นว่าหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ลอบยิงท่าน สส. ต่อมาก็ปรากฏข่าวสารแบบที่ท่านได้อภิปรายไปแล้ว ว่าอุปกรณ์ บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการทำร้าย กับการกระทำเหตุการณ์นี้ มีความเชื่อมโยงกับภาครัฐ ก็เกิดเหตุการณ์ที่นราธิวาส แล้วก็เกิดความสูญเสียในส่วนของทหารพราน เจ้าหน้าที่ ตามมาด้วยอะไรครับ ตามมาด้วยความจำเป็นของฝ่ายความมั่นคงที่ออกมาประกาศว่า จะต้องมีการไล่ล่า จึงตามมาด้วยเหตุการณ์การตอบโต้ 70 กว่าจุด ในขณะที่หัวหน้าคณะพูดคุยก็เผชิญกับกระแสรุนแรงว่า สมควรจะพูดคุยมั้ย ก็ต้องประกาศให้มีการเลื่อนการพูดคุยไป ที่เพื่อนสมาชิกพูดถึงเรื่องไอโอ ใครที่บอกว่า แค่เพียงว่ากระบวนการพูดคุยยังมีความสำคัญนะ โดนหมดครับ ผมก็โดน แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ผมเชื่อว่าลึก ๆ ในใจ รัฐบาลก็ทราบว่าทิ้งไม่ได้ มิฉะนั้นท่านรองนายกฯ สีหศักดิ์ (พวงเกตุแก้ว) จะนำหัวหน้าคณะพูดคุยไปมาเลเซียวันจันทร์ที่จะถึงนี้ทำไม แต่ท่านประธานเห็นมั้ยล่ะครับว่า มันมีความคลุมเครือไปหมด ว่าตกลงแล้วแนวทางการแก้ไขปัญหาจะเอาอย่างไรกันแน่
วันที่ สมช. มาเสนอนโยบายเรื่องนี้ พวกเราหลายคนรวมทั้งตัวผมเอง ก็ได้ซักถามแล้วบอกว่า ทำไมกล้าเขียนนโยบายว่า ปี 70 เหตุการณ์จะสงบ คำตอบที่ได้ก็คือเพราะยุทธศาสตร์ชาติกำหนดไว้อย่างนั้น แล้วพอกำหนดไว้อย่างนั้น ก็เกิดคำถามขึ้นว่า เพื่อให้เป็นไปตามนั้น ก็ต้องมีแผนในเรื่องของการถอนกำลัง ก็ทำให้เกิดความอิหลักอิเหลื่อขึ้น กับสถานการณ์ความเป็นจริงที่เห็นได้ชัดแล้วว่า มันไม่สอดคล้องกับแผนที่เขียนไว้ก่อนหน้านี้ เพราะฉะนั้นวันนี้ที่ผมเสนอญัตติ และผมคาดหวังจะได้ยินจากผู้นำรัฐบาล เพราะผมอยากให้มันมีคำตอบออกจากปากท่านเสียที ว่านโยบายคืออะไร ผมไม่เคยบอกท่านนายก ฯ ไม่ทำงานนะครับ ผมแค่พูดเรื่องนี้ ท่านอุตส่าห์ให้คนมาตอบโต้ผมว่า ท่านนายก ฯ ก็ลงพื้นที่ ผมไม่ได้บอกท่านไม่ลง แต่ผมยกตัวอย่างกรณีเดียวครับว่า คำพูดท่านแต่ละคำพูดนั้น คนมันตีความได้หมดนะครับ
สิ่งที่ไม่มีใครปฏิเสธก็คือว่า ปัญหาการข่าวเกิดขึ้น และเพื่อนสมาชิกซีกท่านอื่น ซีกรัฐบาลนั่นแหละ พูดตรงกันหมดว่า ปัญหามันเกิดกับการข่าวแน่นอน เพราะความไว้วางใจมันไม่มี และความไว้วางใจมันไม่มีเพราะเกิดเหตุการณ์ทีไร มันกลายเป็นไม่สามารถทำให้คนเชื่อมั่นว่าข้อเท็จจริงคืออะไร คดีของท่าน สส. ที่ยังคลี่คลายไม่ได้ หรือจับตัวผู้บงการไม่ได้ ก็เป็นกรณีหนึ่ง แต่ล่าสุดที่เกิดข้อโต้แย้งกันขึ้นเรื่องกรณีของเฮลิคอปเตอร์ ก็มีเสียงเรียกร้องว่าตั้งกรรมการได้มั้ย เข้าใจว่าเพื่อน สส. หลายพรรคตรงกัน บอกมาตั้งกรรมการ ท่านประธานฟังคำตอบท่านนายก ฯ นะครับ ท่านนายก ฯ ตอบว่า “ไม่แน่ใจว่ามีอำนาจตั้งหรือไม่” พ่วงด้วยประโยคที่ว่า “เพราะพื้นที่นั้นใช้กฎอัยการศึก” ผมไม่ทราบท่านประธานเข้าใจคำตอบนี้ว่าอย่างไร แต่สำหรับผมมันเป็นคำตอบที่อันตรายนะครับ เพราะประโยคแรกที่บอก “ไม่แน่ใจว่าตัวเองมีอำนาจหรือไม่” นั้น เหมือนส่งสัญญาณว่าตัวเองไม่สามารถที่จะมากำหนดทิศทางในการคลี่คลายเหตุที่ชาวบ้านสงสัยได้
ผมไม่ได้ปฏิเสธนะครับว่า ถ้ามีการประกาศใช้กฎอัยการศึก ถ้ามีการประกาศใช้ พ.ร.ก. แล้ว มันหมายความว่าเจ้าหน้าที่มีสิทธิ หรือได้รับการคุ้มครองในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตและเงื่อนไขบางประการ แต่ผมเชื่อว่าสิ่งที่เรียกร้องให้ ท่านนายก ฯ เข้ามาตั้งกรรมการนี้ เขายังไม่ได้เรียกร้องไปไกลถึงว่าตั้งกรรมการเพื่อจะเอาใครมารับผิดชอบ เรื่องอะไร เขาขอเพียงว่าเอาความจริงออกมาได้มั้ย เพราะคนในภาคราชการไปยืนยันเสียแล้วว่าไม่มีจริง เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง แล้วพอไปพูดว่า “พื้นที่นี้ประกาศกฎอัยการศึกนะ” ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกว่านั่นแหละคือแนวทางของการแก้ไขปัญหา
ผมขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับ ที่กรุณามานั่งฟัง แต่ผมไม่รู้ว่าท่านจะตอบผมได้มั้ยว่า ผมอยากฟังครับว่า คำว่า “การเมืองนำการทหาร” นั้น ยังมีอยู่มั้ย จริง ๆ เมื่อสักครู่นี้ ที่ท่าน สส. จาตุรนต์ ท่านพูดว่า มันมีการใช้คำพูดมาต่อเนื่อง ต้องบอกว่าจนถึงรัฐบาลชุดนี้นะครับ การเมืองยังนำการทหารอยู่มั้ย และมันแปลว่าอะไร เพราะท่านนายก ฯ จะเน้นย้ำอย่างเดียวในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย และการที่ท่านมอบหมายท่านรัฐมนตรีมานั่งตรงนี้เป็นหลัก ก็ทำให้เข้าใจอีกว่า มองเฉพาะมิติการบังคับใช้กฎหมายโดยอาศัยบุคลากรของฝ่ายความมั่นคง ผมไม่แน่ใจว่าท่านจะสามารถลุกขึ้นยืนได้มั้ยว่า มันไม่ได้เป็นอย่างนี้นะ ท่านนายก ฯ ยืนยันแล้วว่า การเมืองนำการทหาร ถ้าท่านจะยืนยันอย่างนี้ ช่วยอธิบายผมด้วยถ้อยคำของท่านนายก ฯ หน่อยว่าท่านเข้าใจว่าอะไร
ดังนั้น ตรงนี้ก็จะมาผูกพันกับเรื่องของการพูดคุย เช่นเดียวกันครับเพื่อนสมาชิกหลายท่านวิเคราะห์ไปแล้วว่า ความพยายามพูดคุยไม่ได้เพิ่งเกิด เกิดมานานแล้วแต่ดูแล้วไปไม่ถึงไหน วิเคราะห์เหตุต่างกันไป ผมก็เลยอยากจะยืนยันอย่างนี้ครับ อยากจะยืนยันว่าเรื่องของการพูดคุย หรือการหาคำตอบทางการเมืองนั้น ถ้าดูจากประวัติศาสตร์ของความขัดแย้งอย่างนี้ทั่วโลก สุดท้ายนั้นน่ะมันเป็นคำตอบเดียวที่ใช้ได้เกือบทุกที่ แต่มันต้องสอดคล้องกันไงครับ ที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายไปว่ามีความพยายามใช้คำพูดเดียวกัน แต่มันไม่เกิดขึ้นนั้น เพราะมันไม่ได้สอดรับกัน
ผมก็ไม่ได้บอกว่า ในช่วงที่ผมรับผิดชอบนั้น ทำได้สมบูรณ์หรืออะไรหรอกครับ แต่ผมคิดว่าอย่างน้อยผมส่งสัญญาณชัด ว่าสำหรับคำว่าการเมืองนำการทหารนั้นผมทำอะไรบ้าง 1. หลังจากที่ คมช. คือคณะรัฐประหารมาออกกฎหมายเรื่อง กอ.รมน. แล้วยึดการแก้ปัญหาของปัญหา 3 จังหวัด ไปอยู่ที่ กอ.รมน. ผมกลับมาเสนอให้มี ศอ.บต. ขึ้นมาใหม่ และผมให้ สมช. ซึ่งนำโดยพลเรือนนะครับ มีบทบาทสำคัญในการที่จะขับเคลื่อนนโยบายในภาพรวม มีเหตุการณ์เกิดขึ้น เช่น อิหม่ามเสียชีวิตระหว่างอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมก็พูดกับกองทัพชัดเจนว่า ปล่อยผ่านไปไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดต้องมีการไต่สวน และสุดท้ายก็อย่างน้อย ต้องมีการขึ้นศาลแม้จะเป็นศาลทหารก็ตาม
ผมพูดถึงเรื่องของการพูดคุย เพียงแต่ผมมองว่าในขณะนั้น ไม่สามารถที่จะทำแบบเปิดเผยได้ ก็ให้มีการกระทำการพูดคุย โดยเช่นเดียวกันครับ เอาพลเรือนซึ่งแม้แต่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยซ้ำครับ เป็นผู้นำในการไปทำ และเมื่อมีการพูดคุยแล้วต้องมีการตกลงกันว่า ถ้าจะพูดคุยกันต่อไป มีพื้นที่ทดลองหน่อย ว่าไม่ให้มีเหตุการณ์ความรุนแรง ทางฝั่งของผู้เห็นต่าง เขาก็บอกว่า ถ้าเขาหยุด ทางนี้ก็ต้องไม่มีปฏิบัติการบางอย่างเหมือนกัน ผมก็ต้องคุยกับกองทัพ กองทัพก็ปฏิบัติตามนโยบายนั้น และชัดเจนที่สุดก็คือผมเป็นคนแรกที่ขอให้มีการทยอยยกเลิกการใช้กฎหมายพิเศษใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และหวังจะให้มีการมาทบทวนอยู่เป็นระยะ ๆ แต่แน่นอนตอนหลังเมื่อเกิดรัฐประหารขึ้นอีกรอบ ก็มาประกาศกฎอัยการศึก แต่ประเด็นของผมก็คือว่า ทั้งหมดนี้ มันต้องชัดเจนจากหัวหน้าฝ่ายบริหาร เพื่อที่จะให้ทุกองคาพยพที่ทำงานอยู่นี้ รู้ว่าทิศทางทางนั้นจะไปในทิศทางไหน วันนี้ผมถึงบอกว่าผมยังไม่ทราบเลยว่า ตกลงการเมืองยังนำการทหารมั้ย
- ผมถามตอนแถลงนโยบายว่า การพูดคุยยังเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายมั้ย เอาล่ะ มีการตั้งคณะขึ้นมา ผมก็ตั้งข้อสังเกตไป แต่ก็มีการพูดบอกว่าต้องเลื่อนไปด้วยเหตุการณ์ ก็เข้าใจได้ครับ แต่อย่างน้อยที่สุด มันต้องมีการยืนยัน และที่สำคัญก็คือเหมือนที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายครับ พูดคุยไปสู่อะไร คือถ้าเกิดการพูดคุยถูกมองเพียงว่า 1. เป็นการซื้อเวลา หรือ 2. เป็นการไปหาข่าว ไม่มีประโยชน์ครับ การพูดคุยจะต้องนำไปสู่ข้อเสนอบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งผมก็เคยขีดเส้นไว้นะครับ สมัยผมบอกว่าจะตกลงอะไรกันยังไงต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่จะต้องทำความเข้าใจกับเพื่อนร่วมชาติของเรา ทุกภาคทุกจังหวัดครับ มิฉะนั้นก็จะถูกการสร้างกระแสขึ้นมาว่า ทำไมจะต้องมีการพูดคุย ทำไมอาจจะต้องมีการดำเนินการบางสิ่งบางอย่าง เพื่อให้หาคำตอบที่พี่น้องที่นั่นจะมีความมั่นใจ สบายใจ ในเชิงอัตลักษณ์ แล้วกลับมาเป็นผู้สนับสนุนรัฐกันทุกคน
เมื่อพูดถึงการพูดคุยก็ต้องบอกครับ เหตุที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ผมก็อยากถามครับเพราะว่าผมพยายามติดตามประเด็น มันก็มีประเด็นแทรกซ้อนเยอะขึ้นมาหมด นอกจากภาพใหญ่ของวงจรการรุนแรง เช่น เดิมเราพูดคุย มาเลเซียอำนวยความสะดวก วันนี้ก็มีการวิเคราะห์พูดกันไปว่า มีการไปเสนอเรื่องของอินโดนีเซีย ก็เลยเกิดความขัดแย้งขึ้นจริง หรือไม่ แนวทางรัฐบาลคืออะไร การเชิญผู้ที่จะมาพูดคุย เราก็ทราบดีครับกระบวนการมีหลายกลุ่ม ความเห็นก็แตกต่างกัน ก็มักจะมีการวิพากษ์วิจารณ์เสมอว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บางทีก็บอกว่าเป็นคนที่มาคุยอยากสร้างอำนาจต่อรอง บางคนก็บอกว่ามาจากกลุ่มที่ไม่อยากให้พูดคุย แนวทางเราคืออะไร บางคนบอกว่าเป็นเรื่องงบประมาณ ผมก็ไม่กล้าไปกล่าวหาหรอกว่า คือผมก็เรียนตรง ๆ นะครับ ท่านประธานก็คงได้ยินล่ะครับว่า เลี้ยงไข้กันหรือเปล่า เพื่อจะเอางบ ผมไม่ไปกล่าวหาอย่างนั้นแน่นอน เพียงแต่ผมบอกว่า รัฐเคยคิดบ้างมั้ยครับที่จะหาวิธีการทำให้คนมั่นใจว่ามันไม่ใช่อย่างนี้ ด้วยการแสดงให้เห็นว่างบประมาณที่เอาไปใช้นั้น จริง ๆ แล้วเอาไปใช้ทำอะไรที่มันตอบโจทย์ของคนในพื้นที่จริง ๆ
บางคนบอกเรื่องนี้เกี่ยวกับธุรกิจสีเทา ยาเสพติด น้ำมันเถื่อน ผมก็เชื่อว่าเรื่องเหล่านี้มีอยู่จริง แต่มันต่างกันนะครับท่านประธาน ถ้าเรื่องเหล่านี้เป็นปัจจัยหลักอย่างนี้ ผมจะสนับสนุนเลยว่าไม่ต้องพูดคุยครับ ปราบอย่างเดียว แต่ถ้าตรงนี้มันเกี่ยวกับขบวนการ เอ้า พูดกันตรง ๆ กับท่านประธาน เพราะมันต้องมีเรื่องของท่อน้ำเลี้ยง เรื่องอะไรก็แล้วแต่ การไปวิเคราะห์แค่เพียงว่า มีเรื่องยาเสพติด มีเรื่องทุนเทาเข้ามาเกี่ยวข้อง เราก็จะได้คำตอบที่ไม่ถูกต้อง
ผมจึงอยากจะกราบเรียนว่า ถึงที่สุดสภาแห่งนี้ คนใน สมช. คนในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่าบอกเลยครับว่า เราไม่รู้ เรามีข้อมูล เรามีประสบการณ์ เยอะแยะไปหมด แต่ความซับซ้อนที่เกิดขึ้น การปล่อยให้สถานการณ์หนึ่งนำไปสู่อีกสถานการณ์หนึ่ง เพื่อทำให้เกิดวงจรของความรุนแรง ถึงที่สุดวันนี้ความรู้ก็ทำอะไรไม่ได้ ประสบการณ์ก็ทำอะไรไม่ได้ ถ้ามันไม่มีทิศทางและนโยบาย หรือเจตจำนงที่ชัดเจนในทางการเมือง ซึ่งต้องมาจากตัวหัวหน้ารัฐบาล
ผมถึงกราบเรียนท่านประธานครับ เห็นใจท่านประธานนะครับ จะต้องรวบรวมสิ่งที่พวกเราพูด ผมไม่ทราบกี่ชั่วโมงนี้ส่งไป แต่ผมกราบเรียนท่านประธานตรง ๆ ครับ ขนาดผมเป็นคนขยันอ่านนะครับ ถ้าต้องอ่านบันทึกการอภิปรายพวกเราทุกคนนี่มันใช้เวลานานมากครับ ผมถึงเรียกร้องมาตลอดครับว่า มันไม่มีอะไรมาทดแทนได้หรอกครับ ท่านสละเวลามานั่งตรงนี้ สัก 2-3 ชั่วโมง ผมยังเชื่อเลยครับ มุมมองของท่านจะเปลี่ยนไปจากการอภิปรายของพวกเรา เขาบอกสภาเป็นที่พูด สภาเป็นที่ปลดปล่อย แต่เราทำได้มากกว่านั้นครับ แต่รัฐบาลต้องร่วมมือกับเรา ทำเถอะครับสำหรับพี่น้องชาวใต้ชายแดนภาคใต้ ขอบพระคุณครับ
