
คำต่อคำ การอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี มาตรา 32 ว่าด้วยงบประมาณขององค์กรอิสระ
คำต่อคำ การอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี มาตรา 32
ว่าด้วยงบประมาณขององค์กรอิสระ
โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569
ท่านประธานที่เคารพกระผมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ผมได้สงวนคำแปรญัตติในมาตรา 32 เรื่องขององค์กรอิสระโดยเสนอตัดงบประมาณร้อยละ10 ครับ โดยอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่า ผมคงไม่ไปเจาะจงโครงการใดโครงการหนึ่ง แม้ว่าในบางโครงการนั้นผมอาจจะมีการพูดถึงบ้าง แต่ต้องกราบเรียนท่านประธานว่า องค์กรอิสระเป็นองค์กรที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นเสาหลักเสาหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยที่เราออกแบบมานับตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2540
ที่สำคัญก็คือด้วยความเป็นอิสระขององค์กรเหล่านี้ปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่าการตรวจสอบเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก กระบวนการที่จะไปตรวจสอบองค์กรเหล่านี้จะถูกจำกัดในหลายต่อหลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น การใช้อำนาจชี้ขาดใด ๆ ไปแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะไปขึ้นศาลปกครองได้ หรือกระบวนการภายในทั้งหลายเกี่ยวกับการดำเนินการ องค์กรเหล่านี้สามารถที่จะออกระเบียบดำเนินการได้เองทั้งหมด พวกเราอยากตรวจสอบ ป.ป.ช. ปัจจุบันยังต้องพึ่งพาอาศัยท่านประธานว่าจะส่งไปให้ศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระหรือไม่ ดังนั้นที่ผมใช้สิทธิ์ในวันนี้ มันคืออีกช่องทางหนึ่งเท่านั้นแหละครับที่อาศัยหลักของระบอบประชาธิปไตยว่า สภาแห่งนี้มีอำนาจในการตรวจสอบโดยอาศัยการให้ หรือไม่ให้งบประมาณ
ดังนั้นสิ่งที่ผมจะกราบเรียนต่อไปนี้ก็คือว่า เพื่อนสมาชิกหลายท่านอภิปรายไปก็ค่อนข้างตรงครับว่าการเสนอตัดงบประมาณเป็นเพราะว่าความไม่เชื่อมั่น ความไม่เชื่อถือ ซึ่งเมื่อสักครู่ก็มีสมาชิกท่านหนึ่งบอกว่า ตัว กกต. เองก็กำหนดเป็นตัวชี้วัดในเรื่องของการได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ผมกราบเรียนว่า ถ้าผมจะพูดลำพังว่าผมไม่เชื่อถือก็คงไม่ได้ แต่สิ่งที่ท่านประธานอาจจะทราบก็คือ สถาบันพระปกเกล้าในโอกาสครบรอบ 22 ปี ได้จัดทำการสำรวจความคิดเห็น ความเชื่อมั่นความศรัทธาในองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทางการเมือง ปรากฏว่าหน่วยงานที่ได้รับความเชื่อถือต่ำสุดคือ กกต. และเทียบกับผลสำรวจในอดีตก็คือลดมาโดยลำดับครับ ถามว่าสภาพอย่างนี้เป็นเพราะอะไร เพราะปัจจุบันเราก็มีข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการเลือกตั้งที่ไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม คำของบประมาณของ กกต. ท่านกรรมาธิการทราบดีครับจะผูกพันกับคำว่ากำลังจะให้มีการเลือกตั้งคุณภาพ ซึ่งคุณภาพจะนิยามอย่างไรก็ต้องครอบคลุมคำว่าสุจริตเที่ยงธรรม แต่เหตุใดครับจึงไม่มีความเชื่อมั่นในกระบวนการตรงนี้
ผมก็กราบเรียนว่า เพื่อนสมาชิกหลายท่านอภิปรายไปแล้วในรายละเอียดว่า [16.05.42] กระบวนการที่เราได้รับรู้รับทราบที่เกี่ยวข้อง อนุ 26 ไปสู่อนุเฉพาะกิจ 36 ซึ่งปกติจะไม่มีเพราะว่าที่เขามีอนุ 35 ชุด เขามีไว้เพื่อให้หมุนเวียนเหมือนกับสุ่มครับ ไม่ให้รู้ว่าสำนวนไหนจะไปอนุไหน แต่กรณีนี้มีการตั้งขึ้นมา แต่เอาล่ะสิ่งสำคัญที่สุดผมเห็นด้วยกับท่านกรรมาธิการที่ได้ชี้แจงก่อนหน้านี้คือสุดท้ายสำคัญที่สุดคือศาล เมื่อความสำคัญที่สุดอยู่ที่ศาลก็ต้องกลับมาดูว่าแล้วอำนาจของของกกต.ในเรื่องของคดี สว. คืออะไร มาตรา 62 ของกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสภาก็ชัดเจนครับ “ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มีการกระทำอันเป็นการทุจริตกรรมการให้ “กรรมการนะครับ ไม่ใช่กรรมการอาจนะครับ” ให้กรรมการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น นี่คือสิ่งที่กกต.ต้องทำ หมายความว่า “เมื่อมีหลักฐานอันเชื่อได้ว่า” ท่านไม่ต้องไปพิสูจน์อะไร ท่านส่งศาลฎีกา
สิ่งที่ทำให้เราไม่เชื่อมั่นคืออะไรครับ จริง ๆ เพื่อนสมาชิกหลายคนเสนอข้อมูลไปแล้วแต่ไม่ใช่ในมุมนี้นะครับ เรื่องทั้งหมดมันเคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว เมื่อเดือนเมษายนครับในปีที่จะมีการเลือก สว. ก่อนการเลือกตั้ง สว. เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งท่านปัจจุบันแหละ ขึ้นข้อความใน Facebook ของท่าน เตือนผู้สมัครทุกคนนะครับ อย่าแลกคะแนน อย่าต่างๆ อย่าหาทำท่านใช้คำนี้ และไม่ใช่ความเห็นส่วนตัวท่านครับ ท่านอ้างคำพิพากษาศาลฎีกา 2 คดีซึ่งเกิดขึ้นในการเลือก สว. ปี 62 ตามบทเฉพาะกาล ไม่ว่าจะเป็นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5217/2562 หรือ 5606/2562 สรุปง่าย ๆ ให้ท่านประธานทราบก็คือ ลำพังแค่การแลกคะแนนกันก็เป็นความผิดแล้ว ท่านประธานจำได้ใช่มั้ยครับเมื่อกี้เราตกลงกันว่า ทุกอย่างสิ้นสุดที่ศาล นี่คือบรรทัดฐานที่ศาลฎีกาวางไว้แล้ว ท่านประธานหรือผมจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนะครับว่า เลือก สว. แลกคะแนนกันได้หรือไม่ แต่กกต.ปี 62 เคยส่งศาลลำพังแค่มีพฤติกรรมนี้และศาลฎีกาตัดสินแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นครับ พอมาเลือกตั้งปีไม่ใช่เลือกตั้งครับ พอมีการเลือกปี 67 เสร็จ กกต.ก็ยังส่งเรื่องขึ้นศาลฎีกาอยู่เป็นระยะ ๆ และก็มีคำพิพากษาของศาลฎีกาที่วางบรรทัดฐานเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินในเดือนสิงหา ในเดือนกันยา ในเดือนพฤศจิกา 2568 ขออนุญาตอ่านข้อความบางประการนะครับ เพื่อให้เห็นว่า ศาลชัดเจนมากครับ คือการจะมีการแลกคะแนนกันหรืออะไรก็ตาม ท่านใช้คำว่า เป็นการที่ทำให้กระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้มาจากเจตจำนงอิสระของผู้ลงคะแนนเลือก และไม่ได้มีการพิจารณาจากความรู้ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ ลักษณะ หรือประโยชน์ร่วมกัน หรือทำงาน หรือเคยทำงานด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายของสังคมของผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ ท่านบอกว่าเวลาไปแลกคะแนนกันอะไรก็ตาม ถือว่าเป็นการทำให้การเลือกไม่เป็นอิสระและเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครอื่น
ที่ขึ้นไปเมื่อสักครู่อะครับบนจอว่าแค่แชทไลน์การมาจับคู่กันนะอะไรท่านประธานหรือผมจะเห็นว่าไม่ผิด แต่ศาลท่านบอกแล้ว และ กกต. เคยเชื่อแล้วว่ามันผิด และมันเป็นข้อยุติแล้วว่ามันผิด เพราะศาลท่านอธิบายว่า รัฐธรรมนูญต้องการให้ผู้สมัคร สว. ไปสมัครเพราะอยากจะเป็น แล้วก็ดูประวัติของผู้ที่เข้ามาสมัครด้วยกัน และเลือกตามคุณสมบัตินั้นเท่านั้น แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นปรากฏต่อสาธารณะในปัจจุบันท่านประธานเห็นนะครับใหญ่โตกว่านี้มากมาย นี่แค่ส่งไลน์กันบอกขอแลกกันนะครับแต่ปรากฏการณ์ผู้ไปสมัครได้ศูนย์คะแนนไปทำโพย เลือกเหมือนกันหมด ไปประชุมในโรงแรม ผมถามว่าต้องเอางบไปสอบสวนมั้ยครับ ก็ยึดตามศาลฎีกาสิครับ ก็ส่งได้แล้ว และกกต.ก็เคยส่งแล้ว เหตุไฉนพอมาถึงขบวนการที่ใหญ่ที่สุด กลับมีการพยายามอธิบาย ว่าจะต้องมีหลักเกณฑ์ 1 2 3 4 5 ข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะหลายเรื่อง มันจึงทำให้เกิดความคลางแคลงใจไงครับว่า ตกลงเรื่องเนี้ยมันตรงไปตรงมาหรือเปล่า และบังเอิญคดีนี้มันไปเชื่อมโยงกับนักการเมืองและพรรคการเมือง ที่จริงผู้ถูกกล่าวหาในพรรคการเมือง ก็ดูไม่ค่อยเชื่อถือ กกต. นะครับ เพราะผู้ถูกแจ้งข้อหาแล้ว หลายคนเลือกที่จะไม่ชี้แจงข้อเท็จจริงของตัวเองเลยครับ พยายามต่อสู้เพียงแค่ว่า กกต.แจ้งข้อกล่าวหา ไม่เป็นตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย พรรคการเมืองที่ถูกกล่าวหาก็ไม่เชื่อถือ พวกผมก็ไม่เชื่อถือ แล้วจะลังเลอะไรครับในการที่จะบอกว่าไม่ต้องเอาไปแล้วงบประมาณน่ะ แค่นี้ก็ชี้ได้แล้ว และยังมีพฤติกรรมเพิ่มเติมครับที่ยังไม่ได้มีการอธิบายในรายละเอียด เช่นเอาล่ะถ้าท่านบอกว่ามันจำเป็นต้องไปหาข้อมูลไปไต่สวน
เชื่อมั้ยครับว่า บังเอิญคดีนี้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ เขาก็ตตั้งเรื่องเป็นความผิดอั้งยี่ เป็นความผิดฟอกเงินที่อัยการส่งคืนกลับมาตอนเขาส่งอัยการสั่งฟ้อง 8 คนว่า ไม่ใช่ ๆ ขบวนการนี้หลายร้อยคน ส่งฟ้องแค่ 8 คน ไม่ได้ แต่ท่านประธานทราบมั้ยครับ ว่าพอDSIเขาเรื่องนี้และเขาเห็นว่าข้อมูลที่เขาได้จากการสอบสวนเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อ กกต. เขาส่งเรื่องไปให้ กกต. เอาไปประกอบการพิจารณาของ กกต. กกต.มีมติไม่รับ ในทางกลับกันกรมสอบสวนคดีพิเศษก็บอกว่าที่เขาทำคดีอยู่ทราบว่า กกต. กำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่ขอข้อมูลในสำนวน กกต. มาใช้ประโยชน์ในคดีของเขา ได้มั้ย กกต.มีมติไม่รับ ไม่ส่ง จะให้เชื่อถือกระบวนการอย่างนี้ได้อย่างไร และจนกระทั่ง เมื่อเกิดกระแสสังคมเกิดการเปิดโปงข้อมูลทั้งหลายทั้งปวง จู่ ๆ ท่านเลขาธิการก็กลับมาพูดใหม่ว่า ต่อไปนี้จะส่งฟ้อง ไม่ฟ้อง มี 3 หลักเกณฑ์ 3 ข้อขึ้นมา ซึ่งก็ต้องกราบเรียนว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดมากครับ เพราะว่าที่ท่านบอกว่าการจะส่งฟ้องได้ จะต้องเป็นหลักเกณฑ์ข้อแรกนะครับ จะต้องเป็นผู้สมัคร ท่านประธานครับคดีนี้เขาไม่ได้กล่าวหาเฉพาะผู้สมัคร สว. นี่ครับ เขามีการกล่าวหานักการเมือง แล้วถ้าท่านประธานไปดูมาตรา76 ของกฎหมาย ก็ชัดครับว่าผู้ที่จะกระทำความผิดกฎหมายของ สว. ได้ คือบรรดาผู้ที่มีตำแหน่งทางการเมืองในพรรคการเมืองครับ เพราะมาตรา 76 เป็นการยืนยันเจตนารมณ์ว่าการเลือกสว.นั้นต้องปลอดจากการเมืองของพรรคการเมือง ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 76 วรรค 1 ได้จึงมีเพียงกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น ตรงไหนครับบอกว่าเฉพาะเป็นผู้สมัครจึงจะส่งฟ้องได้
และความพยายามของอนุกรรมการชุด 36 ที่ผมเห็นจากการเปิดเผยถึงแนวทางการทำงานก็สวนทางกับทั้งข้อเท็จจริงและหลักการของการทำงานของ กกต. ที่ควรจะเป็นนะครับ ในเรื่องการไต่สวน เพราะอะไรครับพยายามจะบีบทุกอย่างเข้าไปอยู่แต่ละเหตุการณ์ ๆ แต่ไม่เคยตั้งข้อสงสัยเลยเหรอครับ ว่าทำไมเหตุการณ์จะเกิดปทุมธานี อยุธยา นครพนม แต่มันเกี่ยวข้องอยู่กับนักการเมืองของพรรคการเมืองเดียว และที่เขากล่าวหาคนในพรรคการเมืองนั้นน่ะ มีอะไรบ้างจากเหตุที่เกิดในที่เหล่านี้ ที่ไม่สอดรับกับข้อกล่าวหาที่พุ่งตรงไปยังนักการเมืองเหล่านั้น บังเอิญ บังเอิญ และบังเอิญ คือคำตอบ เหมือนโอนเงินก็อย่างที่บอกครับโอนกันวันเดียวกันกี่รอบก็บังเอิญจะต้องโอนวันเดียวกัน
ผมกราบเรียนเป็นประเด็นสุดท้ายว่าที่สำคัญครับ กกต. 4 ท่านที่จะตัดสินในวันที่ 14 มาจาก สว. ที่ถูกกล่าวหานี่ถ้าเป็นการใช้กฎหมายวิธีพิจารณาทางปกครองกับหน่วยงานทั่วไป ไม่มีสิทธิ์นะครับ ในการมาพิจารณา แต่บังเอิญความเป็นองค์กรเฉพาะมีบทบัญญัติเฉพาะถ้าไม่พิจารณาอาจจะไม่ครบองค์ประชุมวินิจฉัยไม่ได้ แต่ตามหลักธรรมาภิบาล 4 ท่านนี้ ถ้าลงมติเป็นคุณกับผู้ถูกกล่าวหาซึ่งมีพระคุณกับตัวเอง เตรียมตัวเถอะครับ หนีไม่พ้นแน่ ข้อหา ในเรื่องของการมีส่วนได้เสียหรือการต่างตอบแทนหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน ผมจึงกราบเรียนว่างบของกกต.จึงจำเป็นจะต้องมีการตัด เวลาผมจำกัดครับกกต.ไม่ใช่องค์กรอิสระองค์กรเดียวผมยังเสนอให้ตัดงบของปปช.ด้วยเพราะกระบวนการทำงานของปปช.น่าเป็นห่วงและเพราะผมมีข้อเสนอบางอย่างซึ่งผมเชื่อว่าท่านประธานและเพื่อนๆที่นี่จะเห็นด้วยครับ
ท่านประธานเชื่อมั้ยครับระหว่างที่พิจารณากฎหมายฉบับเนี้ย ผมเพิ่งได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจาก ปปช. แจ้งผลการพิจารณาที่ผมถูกกล่าวหาไว้เมื่อ 15 ปีที่แล้ว เพื่อจะบอกว่าผมไม่ผิด ก็ขอบคุณนะครับ ที่ท่านบอกว่าผมไม่ผิด แต่ท่านประธานสงสัยมั้ยครับ ทำไมใช้เวลา 15 ปี แล้วผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีเรื่องอื่นอีกหรือเปล่า และผมเคยซักถามเรื่องนี้เหมือนกับกรณีที่ ปปช. ไปวินิจฉัยเกี่ยวกับรัฐมนตรีซึ่งต้องพ้นจากตำแหน่งอดีตรัฐมนตรีที่ต้องพ้นจากตำแหน่งไปเพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าท่านยังคงเป็นหุ้นส่วนในบริษัท ๆ หนึ่ง พวกเราในกรรมาธิการไปแลกเปลี่ยนกับ ปปช. ครับปรากฏว่าคนที่ร้องเรื่องนี้ไปไม่เคยได้รับแจ้งนะครับว่า ปปช. มีมติอย่างไร แล้วเราก็เพิ่งรู้ว่าที่ ปปช. มาแถลงให้เราทราบหลังจากที่ ปปช. วินิจฉัยไปแล้วหลายเดือน และยังมีบางข้อหาที่พวกผมก็ยื่นเพิ่มเข้าไปซึ่งควรจะวินิจฉัยได้เลยจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็ยังไม่มีคำตอบ เหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้ผมบอกว่า ถ้าเราไม่ใช้อำนาจของเราในการบอกว่าคุณต้องปรับปรุงการทำงานนะ มิฉะนั้นเราจะไม่อนุมัติให้คุณใช้ภาษีอากรของประชาชน แล้วเราก็จะปล่อยให้องค์กรเหล่านี้ทำงานโดยไม่เป็นตัวชี้วัดโดยไม่เป็นไปตามโดยไม่เป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และหลักการของธรรมาภิบาล
ส่วนของ ปปช.นั้นมีอีกเรื่องหนึ่งครับที่ผมเห็นว่าอยากชวนกรรมาธิการช่วยตัดงบท่าน เพราะผมไปเสนอกับ ปปช. ครับบอกว่าพวกเราทุกคนรวมทั้งข้าราชการอีกหลายต่อหลายคนเจ้าหน้าที่ของรัฐเรามีภาระมากเรื่องการแสดงบัญชีทรัพย์สินโดยเฉพาะทรัพย์สินซึ่งความจริงทะเบียนทั้งหลายอยู่ในมือรัฐอยู่แล้วผมเสนอว่าแทนที่จะให้พวกเราต้องไปขอหลักฐานเหล่านี้ ปปช. ทำข้อตกลงกับธนาคารแห่งประเทศไทยกับกรมขนส่ง กับกรมที่ดินว่าจะขอตรวจสอบว่าชื่อผู้ดำรงตำแหน่งทั้งหลายมีทรัพย์สินอยู่ที่ไหนบ้าง และให้เราเซ็นยินยอมว่าท่านเข้าไปตรวจสอบตรงนี้ได้ ก็ประหยัดงบทั้งผมประหยัดงบทั้งท่าน ประหยัดงบของ ปปช. ไม่ต้องไปมีภาระในการวิ่งหาในการที่พอยื่นเสร็จเขาก็ต้องไปตรวจสอบอยู่ดีว่ามันเป็นไปตามนั้นหรือไม่ ผมเชื่อท่านประธานก็อยากให้เป็นอย่างนี้เพื่อนๆก็อยากให้เป็นอย่างนี้ แต่เรื่องนี้เรื่องเล็ก ๆ ครับ เรื่องใหญ่กว่าคือเรื่องที่ผมพูดไปก่อนหน้านี้ทั้งกกต.และปปช.
ผมเพิ่งจัดสัมมนาว่าด้วยเรื่องวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระผู้หลักผู้ใหญ่ผู้มีประสบการณ์ในบ้านเมืองทุกคนแสดงความเห็นไปในทางเดียวกันว่าถ้าระบบตรงนี้ไม่ทำงานระบอบประชาธิปไตยที่ถูกออกแบบไว้ตามรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 40 ปี 50 ปี 60 เป็นต้นมาไม่อาจจะทำงานหรือเกิดขึ้นได้จริง ภารกิจของการที่จะรักษาระบบตรงนี้จึงเป็นของพวกเราทุกคนในสภาแห่งนี้และเริ่มต้นได้โดยการส่งสัญญาณตัดงบประมาณขององค์กรเหล่านี้ร้อยละ 10 ครับ ขอบพระคุณเชิญครับท่านประธาน
