
คำต่อคำ การแถลงข่าวเพื่อเรียกร้อง กกต. ยึดบรรทัดฐาน เพื่อให้ศาลฎีกาชี้ขาดคดี “ฮั้ว สว.”
คำต่อคำ การแถลงข่าวเพื่อเรียกร้อง กกต. ยึดบรรทัดฐาน เพื่อให้ศาลฎีกาชี้ขาดคดี “ฮั้ว สว.”
โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ วันที่ 11 กันยายน 2569
วันนี้ก็อยากจะมาพูดถึงเรื่องของคดีฮั้ว สว. นะครับที่ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งจะมีการพิจารณากันในวันที่ 14 เนื่องจากว่าปัจจุบัน ก็มีการโต้เถียงกันไปกันมา แล้วก็อาจจะทำให้เกิดความสับสนนะครับ ก็อยากจะให้เห็นว่าสิ่งที่ผมได้พูดในสภาเมื่อวานนี้ และสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ยึดถือและจะทำต่อไปในเรื่องนี้คืออะไรนะครับ อยากจะเรียนเบื้องต้นก่อนว่า วันที่ 14 นี้ กกต. ไม่ใช่ผู้ชี้ขาดว่าใครทำผิดใครไม่ทำผิดประเด็นของ กกต. ในวันที่ 14 ก็คือจะต้องทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและก็ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาในการเลือกวุฒิสภา
เบื้องต้นก่อนก็คืออยากจะให้เห็นว่าในมาตรา 62 ของกฎหมายนี้บัญญัติเอาไว้ว่า “เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใด” นะครับ อันนี้เพื่อทำความเข้าใจเพราะว่าท่านเลขากกต. วันก่อนมาพูดว่าเฉพาะผู้สมัครนะ แต่ว่ามาตรา 62 บัญญัติชัดเจนว่า “ผู้สมัครหรือ ผู้ใด กระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นอันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น” ผมให้ข้อสังเกตว่าคำว่า “ผู้ใด” มันก็จะครอบคลุมถึง “ทุกคนที่เกี่ยวกับกระบวนการของการกระทำความผิด” และให้สังเกตว่าไม่ใช่คณะกรรมการ “อาจยื่น” หรืออะไรนะครับ “ให้คณะกรรมการยื่น” แปลว่า “เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าคณะกรรมการต้องยื่น”
มาตรา 62 นี้ก็ไม่ได้อยู่โดยลำพังนะครับ บางครั้งก็จะมีการใช้ประกอบกับมาตราที่จะไปลงรายละเอียดในความผิดอื่น ๆ เช่น มาตรา 76 ที่บอกว่าคนในพรรคการเมือง ถ้าเข้าไปเกี่ยวข้องสนับสนุนในเรื่องของผู้สมัครในการเลือกวุฒิสภาก็มีความผิด ผู้สมัครใดที่ได้ยินยอมให้คนของพรรคการเมืองเข้าไปช่วยเหลือก็มีความผิด หรือมาตรา 77 ก็จะบัญญัติในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการ พูดง่าย ๆ ก็คือการซื้อเสียง จัดเลี้ยง หรือกระทำการอื่น ๆ ที่ถือว่าผิดกฎหมายเลือกตั้ง ที่ต้องย้ำอันนี้ก็คือว่าวันที่ 14 มันมีความพยายามที่จะไปทำให้ประเด็นของการพิจารณาไม่ครอบคลุมทั้ง 62 ทั้ง 76 และ 77 นะครับ
ทีนี้ก็จะเกิดปัญหาว่าคำว่า “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มันประมาณไหนเพราะว่ากฎหมายก็จะมี ถ้าเบากว่านี้ก็อาจจะบอกว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ถ้าหนักกว่านี้ก็คือต้องพิสูจน์โดยปราศจากข้อสงสัย แต่เรื่องนี้มันไม่ต้องมาใช้ดุลพินิจมากนัก เพราะมันมีมาตรฐาน กกต. และสำคัญไปกว่านั้นก็คือ กกต. ได้รับบรรทัดฐานจากศาลฎีกามาแล้ว ว่าไอ้การทุจริตตาม 62 หรือ 76 77 ต่าง ๆ มันเป็นอย่างไร การเลือกตั้งวุฒิสภานี่ 2 ปีแล้วนะครับ ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ระดับประเทศ ประกาศผลเลือกตั้ง หลังจากนั้นเป็นต้นมา มันมีสิ่งที่บ่งบอกว่าบรรทัดฐานมาตรฐานของ กกต. คืออะไรบ้าง ที่จริงตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งด้วยซ้ำ เลขา กกต. เอง เป็นคนเขียนหรือแถลงในหลายโอกาสว่า อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ซึ่งไม่แนะนำนะครับให้ไปโทรขอคะแนนเสียง หรือแลกคะแนนเสียง นี่เบามากนะครับ แค่โทรไปขอกัน หรือไปแลกกัน เลขา กกต. เคยพูดว่า “ไม่แนะนำให้ทำนะ” เพราะศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาตัดสินไปแล้ว
ซึ่งเมื่อวานนี้ผมก็ได้พูดในสภาไปครับว่า ที่เลขา กกต. พูดตรงนี้เนื่องจากว่าตอนมีการเลือก สว. ปี 62 ตามบทเฉพาะการของรัฐธรรมนูญ มี 2 คดีที่ขึ้นไปถึงศาลฎีกา และมีคำพิพากษาศาลฎีกายืนยันว่าการแลกคะแนนเสียงมีความผิด แต่หลังจากการเลือกปี 67 ครับ มีหลายคดีมากครับที่ กกต. บอกว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” แล้วก็ส่งไปให้ศาลฎีกา เช่นที่มีคำตัดสินเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม การแลกเปลี่ยนคะแนนให้แก่กันถือว่าการทำให้เลือก สว. มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม นี่คือความเห็นและบรรทัดฐานของทั้ง กกต. และศาล ที่ยืนยันในคำพิพากษานี้
ความผิดคดีนี้นะครับ แค่แลกไลน์ แค่คุยกันในไลน์นะครับ “ยังไม่มีคู่ขอแนะนำตัวค่ะ หมอกำลังหาอยู่พอดีเลยค่ะ เราเป็นเนื้อคู่กันแน่เลยค่ะ” ผิดแล้วนะครับ เพราะศาลฎีกาเห็นว่าการสมยอมจับคู่แลกเปลี่ยนคะแนนเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้ทุกคนเลือกจากประวัติ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ อย่างเป็นอิสระ
กันยายน 68 ครับ มีอีก 1 คดี กกต. บอกว่าตกลงเลือกไขว้กัน เสนอตำแหน่งให้กัน มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ากระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง นี่ครับบทสนทนา “เขาบอกว่า เขากลัวว่าเขาจะไม่ได้ ถ้าเผื่อตัวเองลงนะ เผื่อเขา เพื่อเขาไม่ได้ แล้วให้เราคุยกับพวกเพื่อน ๆ ตอนเลือกไขว้ให้เลือกสอบ เขา 2 คนแล้วก็ให้คุณนายเขาอันนั้นหน่อยได้มั้ย คุณนายจะเอาอะไรก็บอกตำนงตำแหน่งก็ได้” ศาลฎีกาบอกว่าผิด ทุจริตทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
กันยายนครับ 22 อีก 1 คดี มีหลักฐานว่าสมัครให้จับคู่ หรือจับกลุ่มกัน แลกเปลี่ยนการลงคะแนนให้แก่กันและมีการจัดเลี้ยง อันนี้ก็บรรยายละเอียดเลยครับว่าใครไปทำอะไรอย่างไรบ้างนะครับ สุดท้ายก็เห็นว่าเป็นการทำผิดกฎหมายนะฮะ มีถ้อยคำซึ่งเห็นมั้ยฮะเกือบทุกฎีกาจะเขียน “เป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น” ดังนั้นจะเห็นว่าเกือบทุกคดีนะครับ ศาลจะเน้นว่าในการที่ไปสมัคร คุณไปเที่ยวขอไปเที่ยวพูดไปเที่ยวอะไรต่าง ๆ แค่นี้ ผิดเจตนารวมการเลือก สว. แล้ว
พฤศจิกายนครับ เช่นเดียวกันครับมาอีกแล้วครับ โทรศัพท์ติดต่อชักชวนให้ลงคะแนนผู้คัดค้าน แล้วอันนี้เสนอเงินด้วยนะครับ สุดท้ายก็ศาลก็บอกว่าผิด เพิกถอนสิทธิ์
พฤศจิกายนอีกครับ 26 พฤศจิกายน แลกเปลี่ยนคะแนนให้กันนะครับ “ดูแลผมด้วย นะข้อความนี้ ผมเลือกท่าน ดูแลผมด้วยนะครับ ผมขอ 1 คะแนนจากท่าน แต่ผมจะให้ท่าน 2 คะแนน พอจะได้มั้ย” เหมือนเดิม
ธันวาคมครับ 68 เห็นมั้ยครับ มันไม่ใช่คดี 2 คดีนะครับ นี่คือสิ่งที่ กกต. ยื่นทั้งหมดนะครับ ขอแลกเปลี่ยนคะแนนเสนอผลประโยชน์ให้แก่กัน นี่ครับ “อยากได้แต้มใช่มั้ยครับ ผมมีตัวแลกนะ แลกเปลี่ยนกัน คุณพอใจส่วนไหนจัดให้ได้ เราจัดให้ถ้าคุณช่วยผลักดันเรา” ผิดครับ เพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง
ธันวาคมอีกคดีครับ มีการให้เงินโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. เป็นการทุจริตเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งครับ ที่ผมสรุปไป
ทั้งหมดนี้ ศาลบอกว่าเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่นที่สุจริต ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมทำให้เจตนารมณ์ของการเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่ต้องการคนดีมีความรู้ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่หลากหลายของสังคมเข้าไปทำหน้าที่
ลำดับมาทั้งหมดนี้ เพื่อให้เห็นครับว่า ข้อเท็จจริงในกรณีที่จะมีการพิจารณาวันที่14กันยายนที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ผมว่าใครได้เห็นก็จะมองเห็นว่ามันหนักหนาสาหัสกว่าเกือบทุกคดีที่ กกต. เคยส่ง เป็นขบวนการใหญ่โตกว่านี้มากมาย แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่ไม่ทำตามบรรทัดฐานนี้ ประเด็นสำคัญนะครับ 2 ประเด็นครับ
ถ้า กกต. ไม่ยึดถือบรรทัดฐานนี้ ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าตัวเองเคยใช้ และศาลก็เห็นชอบกับบรรทัดฐานที่ตัวเองเคยเสนอไป ก็จะเป็นการเลือกปฏิบัตินะครับ เมื่อเป็นการเลือกปฏิบัติ ก็คือ 2 มาตรฐานที่เราพูดกันไงครับ ซึ่งหมายถึงว่า “การที่เจ้าหน้าที่ของของรัฐซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายใช้ดุลพินิจปฏิบัติละเว้นการปฏิบัติต่อบุคคลในสถานการณ์เดียวหรือคล้ายคลึงกันปฏิบัติไม่เท่าเทียมกันโดยไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายหรือหลักเกณฑ์ทางราชการรองรับที่สมเหตุสมผล” เช่นแค่ว่ารายนึงปฏิบัติอย่างเคร่งครัด อีกรายนึงผ่อนปรน มีคำพิพากษาของศาลฎีกาว่า อันนี้ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติและไม่เป็นธรรม ก็คือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายนั่นเอง กรณีของเจ้าหน้าที่รัฐก็คือ 157
นอกจากนั้นครับ กกต. 4 คนที่จะวินิจฉัยในวันที่ 14 มาจากการเห็นชอบของผู้ที่ถูกกล่าวหาในวุฒิสภา ปกติแล้วในการปฏิบัติราชการหรือวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง หรือหลักธรรมาภิบาล หลักนิติธรรม ใครมีส่วนได้เสียก็จะไม่มีสิทธิ์ในการที่จะเข้าไปประชุม หรือวินิจฉัยนะครับ ถ้าเป็นคดีในศาลนี่ก็คงร้องคัดค้านว่าพิจารณาไม่ได้ เพียงแต่ว่าเนื่องจากกฎหมาย กกต. เป็นกฎหมายเฉพาะ แล้วก็มีกันอยู่แค่ 7 คนแล้วก็กฎหมายบังคับอีกว่าต้องเข้าประชุม
ผมก็จะบอกว่า จริง ๆ ที่ท่านเข้าไปประชุม ท่านไม่ได้วินิจฉัยว่าใครถูกใครผิด แต่เมื่อหลักนิติธรรมบอกว่า ท่านไม่อยู่ในฐานะที่จะวินิจฉัย “ผมว่าทางเดียวที่ท่านทำได้ก็คือท่านก็ต้องวินิจฉัยให้ส่งศาลให้วินิจฉัยแทนท่าน” มิฉะนั้นก็จะถูกกล่าวหาแน่นอนว่า มีส่วนได้เสียกับผู้ที่ถูกกล่าวหานะครับ อันนี้เรื่อง 2 มาตรฐานนะครับ แล้วก็เรื่องของการมีส่วนได้เสีย
ดังนั้นสุดท้ายนะครับ ก็คืออยากจะบอกว่า การปฏิบัติ 2 มาตรฐานซึ่งเป็นการทำที่ผิดกฎหมายจะต้องมีการดำเนินการต่อไป ถ้าเป็นเช่นนั้นนะครับ ประชาธิปัตย์ขอยืนยันอย่างนี้ครับว่า ถ้ามีการดำเนินการที่ผิดกฎหมาย โดย กกต. เราพร้อมที่จะให้ผู้เสียหายจากการวินิจฉัยครั้งนี้ ในเรื่องของของการดำเนินคดีที่ศาลอาญาทุจริต ซึ่งมีคำวินิจฉัยของศาลฎีกาจากที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาก่อนหน้านี้มาแล้วว่า สามารถฟ้องได้นะครับ คือเป็นการฟ้ององค์กรอิสระ
ฉะนั้นอย่างที่ผมเคยพูดเอาไว้นะครับว่าอย่างไรวันที่ 14 เรื่องไม่จบครับ เพราะว่าถ้าท่านส่งศาลให้วินิจฉัยก็ไม่จบอยู่แล้วครับ ก็ต้องไปรอคำวินิจฉัยของศาล แต่ถ้าท่านไม่ส่งผมคิดว่าก็ไม่จบเหมือนกันเพราะว่าผู้เสียหายก็คงจะมีการดำเนินคดีกับการที่ไม่ยึดเอาบรรทัดฐานเดิมซึ่งเคยใช้ซึ่งเป็นการทำผิดกฎหมาย
สุดท้ายครับ เมื่อวานในการอภิปรายในสภาก็มีผู้ที่มีความพยายามจะมาปกป้องปัญหาการดำเนินการในเรื่องนี้โดยใช้คำว่า “เกิดผลไม้พิษจากต้นไม้พิษ” ที่มาจากการเริ่มต้นการสอบสวนที่ไม่ชอบ ก็อยากจะเรียนว่าผู้พูด ทำไมไม่ดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยมีคนไปร้องที่ท่านอ้างว่ามันเริ่มต้นไม่ชอบ ศาลรัฐธรรมนูญในคำวินิจฉัยกรณีของอดีตรัฐมนตรี ทวี สอดส่อง กับ ภูมิธรรม (เวชยชัย) ก็ได้วินิจฉัยไว้ชัดว่ากระบวนการของการดำเนินการของอนุ 26 ที่มีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือการดำเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษนั้น มันไม่ได้มีอะไรที่ผิดครับ ควรที่จะยึดถือแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้
ตรงกันข้ามครับ ถ้ากกต.ในวันที่ 14 ใช้ 2 มาตรฐาน คำวินิจฉัยของ กกต. นั่นแหละจะเป็น “ผลไม้พิษจาก กกต. ซึ่งเป็นดอกพิษ ที่มาจากวุฒิสภาที่เป็นกิ่งก้านที่เป็นพิษ ที่มาจากพรรคการเมืองที่พยายามไปครอบงำวุฒิสภาที่เป็นต้นไม้พิษต่างหาก” แต่ที่ผมกลัวตัวคือ “ผลไม้พิษลูกนี้ไม่ใช่ผลไม้พิษธรรมดานะครับ แต่จะมีลักษณะของการเป็นโรคติดต่อ” เพราะจะเป็นตัวที่ทำลายระบบการเมือง เปรียบเสมือนเป็นการล้มล้างเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในเรื่องของการปกครองระบอบประชาธิปไตยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ต้องการให้ระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยนั้น มีระบบการตรวจสอบถ่วงดุล ไม่ให้นักการการเมืองสามารถที่จะเข้าไปครอบงำกลไกที่จะมาตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้
ฉะนั้นก็ขอเรียนเพื่อให้เห็นว่านี่คือหลักการที่พรรคประชาธิปัตย์ยึดถือนะครับ แล้วได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด แล้วก็พร้อมนะครับ ถ้าหากว่าเกิดสิ่งที่ไม่ถูกต้องขึ้นในวันที่ 14 ในการที่จะร่วมต่อสู้กับคนที่ต้องการที่จะได้รับความเป็นธรรมต่อไปนะครับ ก็ขอเรียนในเรื่องของการเลือกการพิจารณาเรื่องของปัญหาการ ฮั้ว สว. เพียงเท่านี้ครับ แล้วก็ยินดีที่จะตอบข้อซักถาม ถ้าสื่อมวลชนมีนะครับ
