การอภิปรายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค
การอภิปรายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน
และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569
โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569
ท่านประธานที่เคารพกระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์กระผมและพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการที่สภาแห่งนี้จะอนุมัติพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศด้วยเหตุผลทั้งสิ้น 4 ประการครับ
ประการแรกเป็นเหตุผลในเรื่องของกฎหมายและอำนาจของสภาแห่งนี้ จริงอยู่ครับวันนี้เรามาพิจารณาร่างพระราชกำหนดฉบับนี้เพราะศาลรัฐธรรมนูญท่านได้มีการวินิจฉัยแล้วว่าพระราชกำหนดนี้ตราขึ้นชอบตามรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า ผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งถ้าใครได้ไปอ่านคำวินิจฉัยฉบับเต็มจะพบข้อเท็จจริง 2 ประการ
ประการที่ 1 นอกเหนือจากการรับฟังบุคคลจากรัฐบาลหรือผู้ร้องคือ กรณีนี้คือฝ่ายค้านบรรดาพยานที่ทางศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินใจเชิญมาให้ถ้อยคำหรือให้ความเห็นที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด ซึ่งเป็นนักกฎหมายมหาชน เรื่องเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของการคลังภาษีอากร และนักเศรษฐศาสตร์อาจารย์ซึ่งเคยอยู่จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ หรือ TDRI ข้อเท็จจริงก็คือว่า ความเห็นของพยานที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด เห็นสอดคล้องกับฝ่ายค้านครับว่า การตราพระราชกำหนดนี้ไม่ชอบเพราะสถานการณ์ที่นำมาสู่การตราพระราชกำหนดนั้นยังเรียกไม่ได้ว่าเป็นปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แน่นอนศาลมีอำนาจและสามารถใช้ดุลพินิจตามที่ศาลเห็นสมควร แต่อย่างน้อยที่สุดผมคิดว่าความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญทุกคนยืนยันว่าสิ่งที่ฝ่ายค้านได้ดำเนินการไปร้องไปนั้นท่านเห็นด้วยกับพวกเรา
และที่สำคัญก็คือศาลก็ได้เน้นย้ำครับ เพราะว่า รัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2560 แตกต่างจากฉบับก่อน ก็คือท่านไม่ได้มีอำนาจในการที่จะวินิจฉัยว่าการตราพระราชกำหนดฉบับนี้ เป็นความจำเป็นเร่งด่วนอย่างหลีกเลี่ยงมิได้หรือไม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจศาลในการพิจารณาเรื่องนี้ แต่ศาลเขียนครับว่า นั่นคือหน้าที่ของพวกเราในวันนี้ และจากการอภิปรายเกือบทั้งวันในวันนี้ ท่านประธานก็จะเห็นครับว่า การอ้างถึงความจำเป็นเร่งด่วนโดยเฉพาะในเรื่องของเงินกู้ 200,000 ล้านหลังนี้ ฟังไม่ขึ้นจริง ๆ ครับ ช่วงบ่ายมีสีสันเล็กน้อยจากการประท้วงเกี่ยวเนื่องกับการที่คณะกรรมาธิการที่จะต้องมาติดตามการใช้จ่ายเงินก้อนนี้ ยังไม่ได้ประชุม ผมก็ได้ฟังคำชี้แจงของท่านประธานกรรมาธิการครับ ไม่มีอะไรโต้แย้งท่านครับ เพียงแต่อยากจะแสดงความเห็นใจท่านว่าผมเชื่อว่าที่ท่านไม่สามารถเรียกประชุมได้นั้น เพราะรัฐบาลยังไม่สามารถที่จะกลั่นกรองได้เลยว่าโครงการที่จะใช้จ่ายเงินก้อนนี้ มันคือโครงการอะไรซึ่งมันเป็นการฟ้องอย่างชัดเจนว่า ถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนหลีกเลี่ยงมิได้ ความพร้อมในการที่จะใช้จ่ายเงินก้อนนี้ มันต้องมีมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
เหตุผลที่ผมไม่อนุมัติ หรือไม่ประสงค์จะอนุมัติพระราชกำหนดฉบับนี้ในทางกฎหมาย ก็เพื่อยืนยันครับว่าการตราพระราชกำหนดครั้งนี้เป็นความพยายามในการหลีกเลี่ยงและเป็นการลดทอนอำนาจของพวกเราในฐานะของฝ่ายนิติบัญญัติ
เหตุผลประการที่ 2 ครับ พระราชกำหนดฉบับนี้ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดจากวิกฤตที่ถูกอ้างขึ้นเป็นเหตุผลในการตรากฎหมายฉบับนี้ เพื่อนสมาชิกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณกรณ์ จาติกวณิช ประทานโทษเอ่ยนามท่าน ได้ตั้งคำถามไปแล้วว่า ตัวกฎหมายฉบับนี้เงินก้อนนี้จะมาแก้ปัญหาพื้นฐานที่เกิดขึ้นได้อย่างไร และได้แสดงเหตุผลชัดเจนครับว่า เราไม่เชื่อว่ามันเป็นเครื่องมือที่เหมาะสมกับการแก้ปัญหาตรงนี้ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปถึงท่านรองนายกฯ และท่านรัฐมนตรีคลังครับว่า สิ่งที่ท่านพยายามชี้แจงมาหลายต่อหลายครั้งซึ่งผมฟังมาทุกครั้ง มันมีช่องโหว่ในเชิงตรรกะอย่างรุนแรง
ประการแรก ท่านพยายามจะบอกว่าจริงครับ ครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งอื่น ๆ ที่มีการตราพระราชกำหนดกู้เงิน เพราะว่าเศรษฐกิจยังไม่ได้หดตัวแต่ท่านจะอ้างว่ามันมีวิกฤตมาเป็นทีละระลอก เริ่มต้นจากราคาพลังงาน ช่องโหว่ในตรรกะของท่านก็คือ แล้วทำไมท่านไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพราะถ้าท่านแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือไม่ทำให้ต้นทุนมันเพิ่มขึ้นสำหรับประชาชนคนไทย ท่านก็ไม่มีความจำเป็นแม้แต่จะต้องกู้ 200,000 ล้านแรกมาแจกในโครงการไทยช่วยไทยพลัส
พรรคประชาธิปัตย์เสนอมาโดยตลอดครับว่า ที่จริงแล้วสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ท่านประธานลองไปดูก็ได้นะครับ ในอดีตราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเคยสูงกว่านี้นะครับ แต่รัฐบาลในอดีตก็ยังสามารถตรึงราคาดีเซลให้อยู่ที่ระดับประมาณ 30 บาทกว่า ๆ ได้ และสิ่งที่เรานำเสนอไปไม่ว่าจะเป็นมาตรการในเรื่องของภาษีสรรพสามิตซึ่งถึงแม้ใช้ตลอดระยะเวลามาจนถึงวันนี้ ก็ยังใช้เงินน้อยกว่า 200,000 ล้านบาทเป็นเท่าตัวหรือการเอาจริงเอาจังกับการที่จะให้ผู้ที่กำไรจากความผันผวนของราคาพลังงานมีส่วนช่วยอย่างจริงจังในการลดภาระของประชาชน เราก็คงไม่จำเป็นจะต้องมาแก้ปัญหาที่ข้าวของแพงขึ้นค่าครองชีพสูงขึ้น
จนถึงวันนี้ครับท่านประธานครับ ที่ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 38 บาทโดยประมาณนั้น สิ่งที่เป็นเครื่องมือที่รัฐบาลใช้จริง ๆ ก็คงยังกลับไปเป็นเรื่องของกองทุนน้ำมัน ที่แบกอยู่เกือบ 6 บาท แล้วก็จะเป็นภาระกับพี่น้องประชาชนผู้ใช้น้ำมันในอนาคต แต่สิ่งที่ท่านพยายามไปดึงมาจากโรงกลั่น ยังอยู่แค่เพียง 2.40 บาท มันไม่ได้มีความจริงจัง ไม่ได้มีความเป็นระบบเลยครับ เพราะถ้าท่านประธานดู ก่อนวิกฤตเกิดขึ้นค่าการกลั่นอยู่ที่ประมาณลิตรละ 2 บาท ปัจจุบันนั้นอยู่ที่ลิตรละ 8 บาทนะครับ 4 เท่าช่วงเดือนเมษายนนั้น 5 เท่า 11บาท
รัฐบาลพยายามจะอ้างว่าต้องไปปรับลดในเรื่องของพรีเมียม Product Premium ทำสูตรออกมาก็ยังปรากฏครับว่า แม้ปรับตามสูตรที่รัฐบาลไปคุยกับใครก็ตามมาแล้ว ค่าการกลั่นที่ปรับแล้วก็ยังสูงกว่า 2 บาทเป็นเท่าตัวนะครับ อยู่ที่ 5 บาท เมื่อเดือนที่แล้วและเดือนนี้ก็น่าจะสูงกว่านั้น แต่รัฐบาลยังไปดึงลงมาเพียงแค่ 2.40 บาท
ประชาธิปัตย์เคยเสนอว่าเรื่องค่าไฟ ให้ไปดูเสียว่าการผลิตไฟจากก๊าซเพิ่มสูงขึ้น ผันผวนนั้น จริง ๆ แล้วมันก็จะคล้าย ๆ กับเรื่องของค่าการกลั่นครับว่า ถ้าไปปรับสูตรจริง ๆ มันจะลดกำไรส่วนเกินจากผู้ผลิตไฟฟ้า แล้วมาลดให้กับประชาชนได้ ซึ่งจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่ได้ทำช่องโหว่ตรงนี้ ก็เลยกลายเป็นข้ออ้างไงครับ คือแทนที่จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุใช้เงินน้อยกว่า กลับกลายเป็นปล่อยให้มันลุกลามมา จนสุดท้ายก็พยายามไปใช้วิธีการเยียวยาซึ่งทำได้เพียง 4 เดือน และใครเดินตามตลาดก็จะรู้ว่าทำได้แค่เดือนละ 10 วันครับ หลังจาก 10 วัน ก็กลับไปเป็นปัญหาเหมือนเดิม
และถามว่าหลังจากนี้เมื่อของแพงขึ้นไปแล้ว แล้วไม่มีเงินจะช่วยแล้ว มันแก้ปัญหาตรงนี้อย่างไร แทนที่ท่านจะไปมุ่งลดต้นทุนด้านพลังงาน ลดหรือตรึงค่าครองชีพแล้วไม่ต้องเอาเงินก้อนนี้มาทำแล้วสูญสิ้นไปภายในระยะเวลาเพียงแค่ 4 เดือน ผมจึงกราบเรียนว่า เหตุผลที่ 2 ที่ไม่ควรอนุมัติพระราชกำหนดนี้ก็คือมันไม่ได้แก้ปัญหาตามที่กล่าวอ้าง
เหตุผลประการที่ 3 ครับ สำหรับพวกเรานอกจากปัญหาที่เกิดขึ้นยังเรียกไม่ได้ว่ากระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งมันเป็นศัพท์เทคนิคนะครับท่านประธาน คนละเรื่องกับว่าวิกฤตหรือไม่วิกฤต ผมไม่ปฏิเสธเรื่องการมีวิกฤตที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ในตะวันออกกลาง แต่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจนั้น มันต้องเป็นกรณีที่เศรษฐกิจใกล้จะล้มละลาย รัฐบาลไม่มีเงินที่จะมาใช้จ่ายเพื่อที่จะพยุงเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับที่รับได้คือเติบโตแม้จะเติบโตน้อยก็ตาม
สิ่งที่เป็นเหตุผลที่ 3 ที่ไม่ควรอนุมัติ เพราะว่า หลังจากการกู้เงิน 400,000 ล้านบาทนี้แล้ว เศรษฐกิจมั่นคงน้อยลงครับท่านประธาน ทำไมเศรษฐกิจมั่นคงน้อยลงเพราะหนี้สาธารณะคิดเป็นสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมจะไปแตะเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดเอาไว้ที่ร้อยละ 70 ซึ่งความจริงเพิ่งยกขึ้นมาจากร้อยละ 60 เมื่อไม่นานมานี้ แต่รัฐบาลพูดเองนะครับว่าวิกฤตนี้ยังไม่จบยืดเยื้อแล้วถามว่าแล้วถ้ารัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงินในการมาทำตรงนี้จะเอาเงินที่ไหน พูดตามจริงถ้าท่านประธาน ไปนับหนี้ที่ตอนนี้รัฐบาลเป็นหนี้กับ ธ.ก.ส. หรือธนาคารของรัฐที่สะสมมานั้น มันถึงเพดานแล้วครับ การแก้ปัญหาตรงนี้มันจึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับระบบเศรษฐกิจเพราะเป็นการเลือกเส้นทางการแก้ปัญหาที่ผิดพลาด
ช่องโหว่ในเชิงตรรกะของท่านรองนายกฯ ความจริงวันนี้ท่านนายกฯ กรุณานะครับใช้คำว่าStagflation เข้ามาอธิบายให้พวกเราฟังว่า มันไม่เหมือนวัฏจักรเศรษฐกิจโดยปกติ คือภาวะที่เราเผชิญอยู่ เงินเฟ้อสูงด้วยเศรษฐกิจฝืดเคืองด้วย นั่นคือสิ่งที่บ่งบอกว่าสำหรับนักเศรษฐศาสตร์ภาวะเช่นนี้ ไม่เหมือนเวลาเศรษฐกิจซบเซาที่ต้องรีบหาเงินมาเพื่อมาแจกหรือกระตุ้นครับ แต่ต้องบริหารจัดการในเรื่องของต้นทุน แต่เมื่อไม่ทำตรงนี้แล้ว วันนี้ค่าครองชีพสูงขึ้นวิกฤตยืดเยื้อเงินท่านหมดแล้วนะครับที่จะมาทำตรงนี้ เศรษฐกิจจึงมีความเปราะบางมั่นคงน้อยลง
เหตุผลประการที่ 4 ครับก็คือเรื่องที่สมาชิกส่วนใหญ่ได้ใช้เวลาในการอภิปรายวันนี้ก็คือ สำหรับ200,000 ล้านหลัง ที่อ้างว่าจะมาทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านพลังงาน มันไม่ได้ผ่านกระบวนการของการคิดการวางยุทธศาสตร์ที่เป็นระบบเป็นเหตุเป็นผล
ข้อแรก ถ้าพูดถึงการลดการพึ่งพิงพลังงานฟอสซิล การนำเข้าน้ำมันหรือก๊าซจากต่างประเทศ การไปสรุปว่า ดังนั้นเราจะต้องกระโดดไปใช้แสงอาทิตย์ให้มากที่สุด ซึ่งท่านรองนายกฯ บอกว่าเป็น “การผลิตพลังงานในประเทศเรา” ไอ้คำว่า “ในประเทศเรา” คือแสงแดด แต่อุปกรณ์ทั้งหมดนั้น เกือบทั้งหมดจะต้องนำเข้านะครับ แล้วเราก็จะพึ่งพิงการนำเข้าอุปกรณ์เหล่านี้เพียงแต่ว่าเรากระโดดจากการพึ่งพิงน้ำมันก๊าซมาเป็นการพึ่งพิงการนำเข้าอุปกรณ์หลักเหล่านี้แทน
ผมแปลกใจว่า ทำไมรัฐบาลไม่คิดถึงแนวทางของการที่จะสนับสนุนเรื่องของไบโอดีเซลมากขึ้น ประชาธิปัตย์กำลังจะเสนอกฎหมายเรื่องปาล์มน้ำมันให้มีการบริหารจัดการให้สามารถนำมาเป็นพลังงานทางเลือกได้ ซึ่งตรงนี้นอกเหนือจากจะเป็นการใช้ทรัพยากรในประเทศของเรา จริง ๆ แล้ว ถ้ามีการเจรจากับค่ายยานยนต์ต่าง ๆ ที่ผลิตอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบัน ให้เขาปรับเครื่องยนต์ยังจะเป็นการช่วยรักษาฐานการผลิตของเรา อย่างที่เพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านท่านอื่น ๆ ได้อภิปรายไปว่ารัฐบาลก็ละเลยตรงนี้ ไม่มีการพูดถึงความสำคัญของไบโอดีเซลเลยครับ จนกระทั่งจะตั้งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ที่เคยอยู่กระทรวงเกษตรฯผมถึงได้ยินคำว่าไบโอดีเซลออกจากปากท่านนายก ฯ แต่ไม่ได้อยู่ในยุทธศาสตร์ไม่ได้อยู่ในแนวทาง 200,000 ล้านที่จะมาทำตรงนี้
ที่สำคัญครับหลายท่านก็อภิปรายไปแล้ว ข้อจำกัดถ้าอยากจะเปลี่ยนผ่านไปเป็นพลังงานแสงอาทิตย์จริง ๆ ข้อจำกัดตอนนี้อาจจะไม่ได้คือเรื่องของเงินที่จะต้องไปกู้มา และถึงกู้มาแล้วเราก็เชื่อว่าทำตามที่ท่านประกาศไม่ได้ สมาชิกหลายท่านอภิปรายไปแล้วนะครับว่า ถ้าท่านต้องการที่จะไปสนับสนุนให้ครัวเรือนต่าง ๆ เปลี่ยนหลังคาใช้พลังงานแสงอาทิตย์นั้น เป้าที่ท่านตั้งไว้มันไม่เป็นจริง เพราะจำนวนอุปกรณ์จำนวนคนที่จะต้องมาติดตั้งกำลังที่มีอยู่ทั้งหมด มันไม่เพียงพอที่จะทำในอายุของพระราชกำหนดฉบับนี้หรอก ข้อจำกัดมันจึงไม่ได้อยู่ตรงนั้น
ที่สำคัญในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับครัวเรือน ที่อ้างว่าจะไปการลงทุนในเรื่องของสายส่งก็ไม่พูดให้ชัดนะครับว่าจะเป็นเรื่องของการสนับสนุนพลังงานสะอาดเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล่อยให้มี Data Center เข้ามาอย่างเป็นจำนวนมากมีแต่จะเพิ่มการใช้พลังงานฟอสซิลเพิ่มขึ้น และรัฐบาลก็ยังไม่ได้พูดให้ชัดนะครับว่า การลงทุนในสายส่งทั้งหลายนี้ ตกลงจะมารองรับการผลิตไฟฟ้าของประชาชน หรือจะมารองรับการป้อนไฟฟ้าให้กับ Data Center
ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ทำให้ผมก็กังวลต่อไปอีกครับว่าพอเดินไปอีกสักระยะหนึ่ง รัฐบาลอาจจะบอกว่าในที่สุดกำลังที่จะทำตามที่เคยประกาศไว้ไม่พบ คราวนี้ก็สามารถโยกเงินกลับมาหมวดหนึ่งก็ได้ กลับไปกลับมาหรือไปทำโครงการที่อ้างว่าเป็นเรื่องของการเรียนรู้สร้างทักษะเกี่ยวกับพลังงานสะอาด ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยมีข่าวคราวโครงการจากกระทรวงมหาดไทยบ้าง กระทรวงศึกษาธิการบ้าง ซึ่งความจริงแล้วไม่ได้เกี่ยวกับการจะมาแก้วิกฤตตรงนี้เลย และก็สุ่มเสี่ยงต่อการที่หลายท่านตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือเพื่อประโยชน์ในเรื่องของการเปิดช่องให้มีการทุจริตคอร์รัปชัน
ที่สำคัญเพื่อนสมาชิกผมก็ย้ำไปแล้วนะครับว่า หวังว่าจะไม่มีการกู้มาและเอาเงินมากองไว้เฉยๆซึ่งก็จะยิ่งซ้ำเติมฐานะของประเทศด้วยเหตุผลทั้ง 4 ประการนี้ครับ เราจึงไม่เห็นด้วยกับพระราชกำหนดฉบับนี้ และผมอยากจะเทียบเคียงกับอดีตครับ ตอนต้มยำกุ้งมีการกู้เงินแบบนี้ประเทศไทยต้องผ่านความเจ็บปวดมากมายนะครับ ช่วงนั้นแต่สิ่งหนึ่งซึ่งทั่วโลกยอมรับ และกาลเวลาพิสูจน์ก็คือ หลังจากการกู้ยืมและการแก้ปัญหาครั้งนั้นระบบสถาบันการเงินและระบบการเงินของประเทศไทยมีความมั่นคงขึ้น เกิดวิกฤตหลังจากนั้นมาหลายครั้งระบบนี้ผ่านมาได้ตอนเกิดวิกฤตการเงินโลกที่ชอบเรียกกันว่า “แฮมเบอร์เกอร์” กู้มาแล้ว สุดท้ายสามารถให้เศรษฐกิจกลับไปโตได้สูงถึงร้อยละ 7 ร้อยละ 5 และช่วงปลายรัฐบาลที่ผมทำหน้าที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลอยู่ก็เป็นช่วงที่เราเห็นหนี้สาธารณะต่อ GDP ลดลง
ผมฟันธงครับ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ถ้าผ่านรัฐสภาไปบังคับใช้ เราจะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเลย เกี่ยวกับการเติบโตของเศรษฐกิจและประชาชนก็ยังจะต้องเผชิญกับปัญหาจากวิกฤตพลังงานต่อไปและเราจะไม่ได้เห็นฐานที่มั่นคงหรือยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานของประเทศไทยอย่างแน่นอน พวกกระผมจึงไม่สามารถที่จะยกมืออนุมัติพระราชกำหนดฉบับนี้และจึงยืนยันในการคัดค้านทั้งในแง่ของกฎหมายทั้งในแง่ของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจทั้งในแง่ของการคิดถึงความเสี่ยงของประเทศและทั้งในแง่ของยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศ ขอบพระคุณครับ
