คำต่อคำ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการกล่าวเปิดโครงการสัมมนาเรื่อง “วิกฤติศรัทธา องค์กรอิสระ : ที่มาและทางออก”
คำต่อคำ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการกล่าวเปิดโครงการสัมมนาเรื่อง
“วิกฤติศรัทธา องค์กรอิสระ : ที่มาและทางออก”
ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เขตหลักสี่ วันที่ 28 สิงหาคม 2569
ขอเปิดการสัมมนานะครับ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านวิทยากร ผู้ดำเนินรายการ และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน ก่อนอื่นผมขอบคุณท่านประธานและเพื่อนกรรมาธิการ ในคณะกรรมาธิการที่อนุมัติให้ผมได้มาจัด สัมมนาในวันนี้
ขออภัยที่เราเริ่มต้นล่าช้านะครับ ต้องเรียนว่าตอนที่เราเริ่มต้นจัดทำโครงการสัมมนานี้ เราไม่ได้คาดคิดว่าจะได้รับความสนใจมากขนาดนี้ ซึ่งผมเชื่อว่า ส่วนหนึ่งและส่วนสำคัญก็คือวิทยากร ที่กรุณาพวกเราในวันนี้ ซึ่งเป็นผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีประสบการณ์โดยตรงเกี่ยวกับเรื่องนี้
วันนี้ผมขอใช้เวลาสั้น ๆ ในช่วงต้น เพื่อที่จะได้พูดถึงประเด็นปัญหาของวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ ที่มาและทางออก โดยอาศัยประสบการณ์การทำงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มาประมาณ 30 ปี เพื่อที่จะให้เราเข้าใจหลัก ที่มาทั้งหลาย กับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น
ต้องเรียนว่าตอนที่ผมกลับมาทำงานการเมือง และก็ด้วยสถานะในปัจจุบัน มีเพื่อน ๆ แหย่ผม แซวผมว่า ทำไมยังต้องมาทำงานกรรมาธิการอยู่ แล้วก็มีคนสอบถามว่า กรรมาธิการสามัญก็จะไปเป็นกับเขาด้วยเหรอ ผมนั้นตั้งใจเลยว่าต้องมาอยู่คณะกรรมาธิการชุดนี้ บอกกับพรรคฯ เลยว่าต้องมาอยู่ชุดนี้ เพราะทั้งหลายทั้งปวงวันนี้เราอาจจะพูดถึงองค์กรอิสระ แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นสำหรับผม ในการทำงานทางการเมืองมา 30 ปี ก็คือ เมื่อถูกถามว่าความล้มเหลวที่เป็นรูปธรรมที่สุดของระบอบประชาธิปไตยไทย ผมจะตอบว่า ความล้มเหลวที่สำคัญที่สุดก็คือ หลักความรับผิดชอบของนักการเมือง มันไม่เคยได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจัง
ผมเริ่มต้นตรงนี้เพื่อฉายภาพให้เห็นครับ เพราะหลายท่านก็คงสงสัยว่าทำไมประเทศไทย ซึ่งใช้ระบบรัฐสภา จึงได้มีการตั้งองค์กรอิสระต่าง ๆ ขึ้นมามากมาย เพราะว่าในประเทศที่ใช้ระบบรัฐสภานั้น หลักความรับผิดชอบเกือบทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวง ไปอยู่ที่รัฐสภาและไปอยู่ที่ศาลยุติธรรม แต่สิ่งที่เราได้เห็นมาโดยตลอดก็คือว่า ในขณะที่เราเอารูปแบบของการปกครองในระบบรัฐสภามานั้น ประเพณีหรือวัฒนธรรมทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับหลักของความรับผิดชอบนั้น เราลืมเอามาด้วย
ท่านจะเห็นว่าในต่างประเทศที่ใช้ระบบสภานั้น ที่เขาไม่ต้องมีองค์กรอิสระ ในหลายประเทศไม่มีแม้แต่ต้องมานั่งอภิปรายไม่ไว้วางใจกัน เราเห็นการแสดงความรับผิดชอบของนักการเมืองเกือบตลอดเวลา ตั้งแต่ สส. ตั้งแต่รัฐมนตรี ไล่ไปจนถึงนายกรัฐมนตรี กลไกคืออะไรครับ กลไกคือเมื่อสังคมทราบหรือเริ่มตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้น หลายกรณีก็คือเจ้าตัวแสดงความรับผิดชอบเองตั้งแต่ต้น เราเห็นข่าวประจำเลยนะครับ จะญี่ปุ่น จะสหราชอาณาจักร จะออสเตรเลีย จะแคนาดา ถ้าเจ้าตัวไม่แสดงความรับผิดชอบ สิ่งที่เราเห็นต่อมาก็คือ พรรคที่สังกัดนั้นจัดการ ออสเตรเลียกับสหราชอาณาจักรเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีเป็นว่าเล่นเลยนะครับในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา กลไกที่เปลี่ยนคืออะไรครับ พรรคที่นายกสังกัด “บอกพอแล้ว ไม่ไหวแล้ว” ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น แต่ในระบบพรรคการเมืองของไทยจนถึงทุกวันนี้ ผมกล้าพูดได้ว่าเกือบทุกพรรคยังมีลักษณะของพรรคที่มีเจ้าของ จึงเป็นเรื่องยากมากที่จะใช้กลไกนี้ ยกเว้นเสียเจ้าของกับนายกฯ หรือเจ้าของกับผู้บริหารสูงสุดของพรรคการเมืองนั้นในขณะนั้นมีปัญหากัน
ฉะนั้นย้อนกลับไปเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว หลังจากที่ประชาธิปไตยไทยพัฒนาขึ้นมาผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลา ผ่านเหตุการณ์พฤษภา ปี 35 เราก็เริ่มที่จะมีความมั่นใจว่า กลไกของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งจะมีอำนาจตามหลักการของประชาธิปไตย แต่ตั้งแต่ ปี 35 หลังจากนั้นมาเพียงไม่กี่ปี เสียงของสังคมก็เริ่มบ่นขึ้นแล้วว่า ได้กลไกนี้มาแต่เหมือนถูกใช้ในลักษณะที่ใช้คำว่า “เสียงข้างมากลากไป”
ตอนนั้นมีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ นักการเมืองเข้าไปอยู่ ฝ่ายบริหารทำอะไรก็ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหมด ตอนนั้นกระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบในการจัดการเลือกตั้ง ก็มีข้อครหาว่า ฝ่ายบริหารสามารถไปครอบงำการจัดการเลือกตั้งได้หรือไม่ มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ไปขึ้นศาล ศาลไม่เคยตัดสินทันอายุของสภานะครับ ไม่ใช่ทันท่วงทีนะ ทันอายุของสภา พูดง่ายๆ เลือกเสร็จ ร้องเรียนกัน กว่าจะตัดสิน เลือกตั้งใหม่อีกรอบแล้ว การทุจริตคอร์รัปชัน ตอนนั้นก็อยู่ที่ ป.ป.ป. ก็เป็นกลไกหนึ่งในระบบราชการ
ผมไม่แน่ใจว่าท่านอาจารย์บวรศักดิ์ (อุวรรณโณ) ซึ่งวันนี้ก็กรุณามาเป็นวิทยากรให้เรา จำได้หรือไม่นะครับ แต่แนวคิดเรื่องขององค์กรอิสระนั้น ผมได้เห็นความเห็นของท่านอาจารย์บวรศักดิ์ที่บอกว่า ในระบบของสังคมไทย เมื่อผู้ใช้อำนาจไปในทางที่ผิดมีสถานะ มีบารมีทางการเมือง เราต้องมีเครื่องมือที่มันแตกต่างไปจากการพยายามไล่จับขโมยเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มันเกิดขึ้นในสังคม เพราะฉะนั้น ในวันนั้น ผมรับแนวความคิดของอาจารย์ แล้วก็ผลักดันพยายามเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มี ป.ป.ช. แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งเกิดการเรียกร้องให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 40 แนวคิดในเรื่องนี้ก็จึงเข้าไปอยู่ในกฎหมายสูงสุดเป็นครั้งแรก
ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง กกต. ตรวจการแผ่นดิน ตรวจเงินแผ่นดิน สิทธิมนุษยชน ได้มีการสร้างระบบขึ้นมาเพื่อหวังว่าจะสามารถมาตรวจสอบถ่วงดุลนักการเมืองที่ใช้อำนาจ หรือเข้ามาโดยไม่ชอบได้ ผมต้องพูดเรื่องนี้เพราะว่า พอวันนี้เกิดวิกฤตศรัทธา มีคนจำนวนไม่น้อยที่มีความคิดว่า ก็โละทิ้งมันไปทั้งหมด แล้วก็ให้คำสวยหรูก็คือ ให้ประชาชนเป็นคนชี้ขาดผ่านการเลือกตั้ง ผมไม่อยากให้ประเทศไทยเดินวนเป็นวัฏจักรแบบนี้ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญปี 40 เกิดขึ้น มีกลไกตัวนี้เข้ามา ถ้าใครจำได้นะครับ ช่วงแรกกองเชียร์เยอะมากนะครับ แล้วก็เห็นผล ป.ป.ช. เล่นงานนักการเมืองใหญ่คนแรกก็ เลขาธิการพรรคผมนั่นแหละตอนนั้น กกต. แจกใบเหลืองเป็นว่าเล่น เลือกแล้วเลือกอีก เลือกแล้วเลือกอีก คนยังเชียร์บอกว่า ให้ใบเหลืองไม่พอ เอาฟีฟ่ามาหน่อย มีใบแดงด้วย ก็ไปแก้ให้สามารถให้ใบแดงได้
ทุกคนก็เริ่มมีความหวัง แต่เสร็จแล้วสิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือนักการเมืองก็ไม่หยุดอยู่กับที่ หาวิธีการในการที่จะเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระ ถามว่า ช่องที่เข้าไปแทรกแซงมันคืออะไร ก็ต้องตอบว่า ความเป็นองค์กรอิสระในระบบประชาธิปไตย ด้านหนึ่งต้องมีความอิสระ แต่อีกด้านหนึ่งก็คือ คนเขียนกติกาก็ต้องการให้มีความเชื่อมโยงกับประชาชน เพราะฉะนั้น ในกรณีของรัฐธรรมนูญ ปี 40 ก็คือเชื่อมโยงผ่านวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่ไอ้ความหวังในเชิงอุดมคติว่า ทำระบบการเลือกตั้งโดยตรงแล้วจะปลอดจากการเมือง หรือเข้ามาแล้วจะปลอดจากการเมือง มันถูกพิสูจน์ว่า มันไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมันมีการเข้าไปแทรกแซง ซึ่งเรื่องนี้ก็มีคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยของศาลหลายคดี ที่บรรยายในรายละเอียดว่า การเข้าไปแทรกแซงวุฒิสภาและองค์กรอิสระนั้น ทำอย่างไร
รัฐธรรมนูญ ปี 50 ก็พยายามจะแก้เรื่องนี้ ไปมองว่าปัญหาเกิดจากวุฒิที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ก็สร้างระบบวุฒิสภาลูกผสมขึ้นมา เลือกตั้งส่วนหนึ่ง สรรหาส่วนหนึ่ง ก็ดูเหมือนอาจจะลดปัญหาลงบ้าง แต่ในที่สุดก็ยังไม่พ้นข้อครหาเกี่ยวกับเรื่องของการเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระ
พอมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน อันนี้ไปอีกขั้นเลยครับ เพราะว่า นอกเหนือจากการที่คณะรัฐประหาร เข้ามาเขียนกติกาเองแล้ว เตรียมตัวมาเป็นผู้เล่นเอง และก็เป็นคนให้คุณให้โทษกับองค์กรอิสระซึ่งยังดำรงอยู่ ในขณะนั้นได้เอง แล้วมาต่อเนื่องด้วยการทำระบบการเลือก สว. ซึ่งถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็นนวัตกรรมทางการเมืองของโลก เพราะผมไม่เชื่อว่าจะมีที่ไหนใช้ แล้วในที่สุด ไอ้กลไกการแทรกแซง ผมว่าวันนี้มาถึงจุดที่มันเรียกว่า ครบวงจร ก็คือสามารถที่จะมีกลุ่มคน วางแผนที่จะเข้าไปยึดกลไกของวุฒิสภา เพื่อสามารถจะเป็นผู้ส่งคนเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ และถ้าคนเหล่านั้นเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง ซึ่งเข้าไปมีอำนาจในฝ่ายบริหารไอ้ความครบวงจรที่ผมพูด ก็เกิดขึ้น
เพราะฉะนั้นที่มาของปัญหา และที่มาของตัวองค์กรอิสระ ผมว่าอันนี้คือ “หัวใจ” ขณะเดียวกัน นอกเหนือจากปัญหาที่มาและการแทรกแซงตรงนี้ ปัญหาที่เพิ่มเข้ามาใหม่ ก็ต้องขออภัยว่าอาจจะเป็น ปัญหาของสังคมเรามั้งครับว่า เมื่อมีหน่วยงาน อย่าไปว่าองค์กรอิสระเลยนะ หน่วยงานไหนก็ตาม อยู่ไปสักพักก็จะ “ขยายอาณาจักร” และปิดกั้นการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบจากข้างนอก ฉะนั้นนอกเหนือจากปัญหาว่า ที่มาอาจจะถูกยึดกุมแล้ว วันนี้เวลาเราจะใช้องค์กรอิสระ หรือเราจะตรวจสอบองค์กรอิสระ มันกลายเป็นเรื่องยากมาก กระบวนการในการทำงานขององค์กรอิสระก็ สำหรับหลาย ๆ คนโดยเฉพาะคนข้างนอก กลายเป็น “กล่องดำ” มีอนุกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมาได้ มีองค์กรที่สามารถวินิจฉัย เหมือนจะขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ มีการรับเรื่องราวร้องเรียน ตัดสินไปแล้ว ไม่แถลงข่าวก็ได้ ไม่แจ้งผู้ร้องก็ได้ จึงไม่เป็นที่แปลกใจนะครับว่า ทำไมวันนี้เราถึงมาพูดในเรื่องของ “วิกฤตศรัทธา”
แต่ตอนที่ผมตัดสินใจจัดเรื่องนี้ ผมก็บอก เรามาพูดแค่นี้ไม่ได้ เราต้องคิดถึงทางออก ถามว่าทางออกที่ผมพอมองเห็น ในขณะนี้คืออะไร แน่นอนที่สุด ถ้าเรามีกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อันนั้นแน่นอนเป็นโอกาสทองที่เราจะมาทบทวนเรื่องนี้ แต่ผมเป็นคนที่พูดตั้งแต่ต้นและยังยืนยันถึงวันนี้ว่า ผมยังเชื่อว่าเรายังต้องการเครือข่ายองค์กรอิสระ เพื่อเข้ามาตรวจสอบการใช้อำนาจของนักการเมือง ตราบเท่าที่นักการเมืองและพรรคการเมืองยังไม่สามารถที่จะสร้างความศรัทธาหรือความเชื่อมั่นว่าเราจะดูแลกันเองได้ แต่ถ้าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ว่า ซึ่งทุกท่านก็เห็นอยู่แล้วว่ายังคงมีอุปสรรคอยู่มากมาย ทำไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดครับ ต้องมีความพยายามในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในบทบัญญัติ 2 ส่วน
- เรื่องของที่มาขององค์กรอิสระ
- ที่มาของวุฒิสภา ซึ่งผมก็คาดการณ์ว่า อย่างไรก็น่าจะยังต้องเป็นองค์กรที่ถูกเลือกให้มาเป็นผู้ที่คัดสรรองค์กรอิสระ
และ 3. กลไกใดที่มันบิดเบี้ยว เช่น กรณีที่รัฐธรรมนูญปี 60 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรก ที่มาสร้างอุปสรรคในการตรวจสอบการทำงานของ ป.ป.ช. คือจริง ๆ ทุกองค์กร ถ้าใครทำอะไรผิด เราไปร้อง ป.ป.ช. ได้ คำถามคือเวลา ป.ป.ช. ทำอะไรผิด ทำยังไง ในอดีตฝ่ายค้านสามารถส่งเรื่องนี้ไปถึงกระบวนการของศาลยุติธรรมได้ เพียงแต่โดยรูปแบบก็คือต้องไปผ่านประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ ก็คือประธานสภา แต่ปี 60 นั้น ไปเพิ่มครับว่า ประธานสภา สามารถใช้ดุลพินิจไม่ส่งก็ได้ ก็เป็นการตัดช่องทางที่จะมีการตรวจสอบ เรื่องนี้ก็ต้องแก้
แต่อย่างน้อยที่สุด ถ้าสมมติว่าเรื่องรัฐธรรมนูญยังเป็นเรื่องยากเกินไป ก็คงต้องดูครับว่า รัฐธรรมนูญอนุญาตให้เราตรากฎหมาย หรือทำอะไรได้บ้าง ในการทำให้กระบวนการทำงานขององค์กรอิสระ สามารถถูกตรวจสอบและมีความโปร่งใสมากขึ้น เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมา แต่เราอยู่เฉยไม่ได้นะครับ ถ้าเราอยู่เฉย วันนี้ ถ้าสมมติเราบอกว่าพรรคการเมือง จะโดยเปิดเผยหรือแอบ มายึดครองวุฒิสภา มาส่งคนเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ แล้วองค์กรอิสระก็ช่วยเหลือไม่ให้ฝ่ายบริหาร ไม่ให้วุฒิสภาผิด แล้วก็ไม่มีใครตรวจสอบองค์กรอิสระได้ เพราะประธานสภาก็ยืนขวางอยู่ ผมก็มีความรู้สึกว่า เอ๊ะ คนเหล่านี้กำลังใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครองหรือเปล่า เพราะหลักของประชาธิปไตย มันไม่ใช่แค่เรื่องของการเลือกตั้ง แต่มันเป็นเรื่องของความรับผิดชอบต่อประชาชน
ฉะนั้นวันนี้ ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งนะครับว่า ท่านวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิจะช่วยชี้ทางให้กับพวกเราว่าเราจะหาทางออกกับปัญหา จากปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไร เพื่อสร้างความเชื่อมั่น เพื่อสร้างความศรัทธา ในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมขอขอบคุณทุกท่านอีกครั้งหนึ่งครับ ที่ทำให้งานในวันนี้เกิดขึ้นได้ครับ เปิดประชุมอย่างเป็นทางการครับ
คำกล่าวปิดการสัมมนา
ในนามของคณะกรรมาธิการนะครับ ขอขอบพระคุณ ขอบพระคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอีกครั้งนะครับ 1. คือทางสถาบันพระปกเกล้าที่ได้ร่วมมาเป็นเจ้าภาพ แล้วก็ผมเข้าใจว่ามีเอกสารที่จะเป็นประโยชน์ในการให้ความรู้ให้กับผู้เข้าร่วมสัมมนานะครับ ขอบคุณท่านวิทยากรทั้ง 3 ท่าน และผู้ดำเนินรายการ ซึ่งผมเชื่อว่า 2 ชั่วโมงกว่า ๆ ที่ผ่านมา เราได้รับรู้รับทราบสัมผัสได้ถึงความเชี่ยวชาญและก็ประสบการณ์ของทุก ๆ ท่านนะครับ ขอบคุณทุกท่านที่เข้าร่วมฟังในวันนี้ ขอบคุณทางเจ้าหน้าที่นะครับ เหน็ดเหนื่อยในการจัดงานนี้ ต้องเรียนนะครับ ถ้ามีอะไรขลุกขลักต้องขออภัยนะครับเพราะว่าจริง ๆ แล้ว พูดตามตรงเหมือนเรามีงบจัดมันไม่ได้ใหญ่เท่านี้นะครับ ก็อาจจะมีความขลุกขลัก ผมไม่แน่ใจเรื่องอาหารเรื่องอะไรจะมีบ้าง ต้องขออภัยด้วยนะครับ
อย่างน้อยที่สุดนะครับ สิ่งที่เราได้สัมผัสก็คือ มันมีปัญหาใหญ่ที่เราต้องร่วมกันแก้ในเรื่องของการตรวจสอบการใช้อำนาจของนักการเมือง ความรู้ที่ได้วันนี้ ผมเรียนว่าวิทยากรชี้แนะเยอะนะครับ เรามีภารกิจทางด้านการปรับปรุงกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคุ้มครองพยาน ต่อต้านการฟ้องที่ไม่สุจริต การที่จะต้องไปหารูปแบบ ถ้าเราได้มีโอกาสร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กันนะครับ อย่างน้อยที่สุดนะครับ หลายท่านได้มีโอกาสระบาย ความอัดอั้น ซึ่งผมก็ถือว่าเป็นหน้าที่สำคัญประการหนึ่งของสภา แล้วก็กรรมาธิการ บางท่านที่มีเรื่องเฉพาะนะครับ ถ้าเข้าข่ายองค์กรเหล่านี้ ก็ร้องเรียนมาที่คณะกรรมาธิการได้นะครับ
ก็จะขอสรุปสุดท้ายครับเพราะว่าหลายคนฝากความหวังไว้กับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลายคนถามอยู่ว่าจะได้ร่างมั้ย ซึ่งรู้สึกยังไม่ค่อยมีคำตอบ แต่ผมเตือนไว้อีกเรื่องนะครับ ระวังได้ร่าง แต่มีการฮั้ว สสร. นะครับ อันนั้นก็จะยิ่งหนักขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นก็ขอให้ทุกท่านมีความตื่นตัว แล้วก็เราจะได้ร่วมกันทำงานกันต่อไปครับ ขอขอบคุณทุกท่านครับ ขอบพระคุณครับ
