คำต่อคำ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร่วมเวทีผู้นำฝ่ายค้าน ในหัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น: ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ”
คำต่อคำ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
เวทีผู้นำฝ่ายค้าน ในหัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น: ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ”
ณ อาคารรัฐสภา วันที่ 29 สิงหาคม 2569
ก่อนอื่นก็ขอบคุณนะครับที่เชิญพวกเรา 3 คนมาช่วยแสดงความคิดเห็น ขอเริ่มต้นด้วยการต่อว่านะ ต่อว่าท่านผู้นำฝ่ายค้านว่า เอาประธานวิปฝ่ายค้าน มาเชิญผม ที่ผมตอบรับ เพราะผมนึกว่าผมจะได้พิสูจน์ว่านายกฯ พูดความจริงไหมว่าอาหารที่พูลแมน อร่อยหรือเปล่า ผมเลยตอบรับทีนี้ในที่สุด ในที่สุดผมไม่ได้พิสูจน์แต่ว่าตกปากรับคำไปแล้วก็ต้องมา คุณหมอ (ชลน่าน) บอกให้แนะนำให้สั่งอาหารจากพูลแมนมา ผมว่าอย่าเลยครับ
คือสิ่งที่อยากจะเรียนอย่างนี้ครับ เบื้องต้น ผมให้กำลังใจทุกคนที่เป็นฝ่ายค้านนะครับแม้แต่ช่วงที่ผมเป็นฝ่ายบริหาร ผมก็ให้กำลังใจคนทำหน้าที่ฝ่ายค้านเสมอ เพราะผมจะใช้คำหนึ่งว่า จะดูว่าประเทศไหนเป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า มันไม่เกี่ยวกับรัฐบาลหรอก มันดูว่ามีฝ่ายค้านไหม เพราะว่าถ้าไม่มีฝ่ายค้าน นั่นก็คือการรวบอำนาจ และก็ที่ต้องให้กำลังใจเพราะว่า ผมว่าแม้กระทั่งจนถึงทุกวันนี้ ในสังคมไทยเองด้วยความที่เราเป็นสังคมที่เราน่ารักประนีประนอมอะไรต่อกัน สังคมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจหรือบางทียอมรับการทำหน้าที่ฝ่ายค้านเท่าไหร่เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าเราจะได้ยินคำพูดเสมอว่า อ่ะ ทำไมฝ่ายค้านต้องค้านมันทุกเรื่อง หรือทำไมค้านอย่างเดียวไม่อย่างนั้นไม่อย่างนี้ แต่โดยข้อเท็จจริง เอาเข้าจริง ๆ นะครับถ้าใครมาดูเวลาเราทำหน้าที่ในสภา กฎหมายต่างๆส่วนใหญ่ก็ลงคะแนนให้นะครับ หรือไม่ก็ไม่ได้ลงคะแนนคัดค้าน แต่ว่าผมบอกว่าเวลาฝ่ายค้านเห็นด้วยกับรัฐบาล มันเป็นข่าวไหมล่ะ มันก็ไม่เป็น เพราะฉะนั้นคนก็จะต้องรับรู้บทบาทฝ่ายค้านเวลาที่มันมีความเห็นต่าง เพราะนั่นคือคุณค่าของการมีฝ่ายค้านให้เห็นว่าเกือบทุกเรื่องที่เป็นปัญหาของสังคม มันมี 2 ด้านเสมอนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นเบื้องต้นก่อนเพื่อที่จะให้กำลังใจนะครับทุกคนที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน
พอดีถูกถามว่ามีความกังวลไหม ก็ต้องตอบแยกอย่างนี้ครับว่า มีความกังวลอย่างมากกับสภาพบ้านเมืองและก็ระบบในปัจจุบัน สมัยหนึ่งเรากลัวเรื่องการรวบอำนาจในแง่ที่ว่า ซึ่งก็ยังเป็นปัญหาอยู่นะครับ ในแง่ที่ว่าเสียงข้างมากในสภา ถ้าอยากจะทำอะไรทุกเรื่อง เหมือนกับสภาดูไม่ค่อยมีความหมาย ซึ่งความจริงระบบของเราก็แปลก เพราะว่าในต่างประเทศ รัฐบาลในระบบรัฐสภา เขามักจะมีการแบ่งประเด็น เช่นประเด็นที่มันเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย กฎหมายงบประมาณไม่ไว้วางใจแบบนี้ แน่นอนเขาก็ต้องขีดเส้นใต้ 3 เส้นว่า สส. รัฐบาลต้องเอาตามนั้น แต่อีกหลาย ๆ เรื่องเขาจะบอกว่าถ้าสมมติว่าเห็นต่างจากรัฐบาลหรือเห็นด้วยกับฝ่ายค้านหรือแม้แต่ฝ่ายค้านเห็นด้วยกับรัฐบาล มันไม่ต้องลงคะแนนกันเป็นพรรคแบบบีบบังคับโดยมติพรรค อย่างที่ปรากฏในประเทศไทยเกือบทุกครั้งที่มีการลงมตินะครับ
แต่นั่นเฉพาะในสภา เราเอากลไกการตรวจสอบถ่วงดุล ออกไปอยู่ข้างนอกสภา โดยใช้สิ่งที่เรียกว่าองค์กรอิสระ ซึ่งเมื่อวานนี้ก็จัดสัมมนาทบทวนความเป็นมาว่าเนื่องจากการตรวจสอบของนักการเมืองด้วยกันเอง มันเข้มแข็งไม่พอก็สร้างองค์กรอิสระขึ้นมา โดยหวังว่าจะมีความเป็นอิสระ เป็นกลาง แต่ด้วยความพยายามให้ยึดโยงกับประชาชนทางใดทางหนึ่ง ก็ไปใช้บริการวุฒิสภาในการเป็นตัวเชื่อมแล้วก็ประสบปัญหามาทุกยุคทุกสมัยว่าเอาเข้าจริงวุฒิสภาก็ไม่ได้เป็นกลางหรือในเริ่มต้นอาจจะเป็นกลางทำไปทำมาก็ไม่เป็นกลาง แล้วก็ไปเริ่มสร้างเครือข่ายอำนาจ
วันนี้ที่น่ากลัวก็คือมันไปไกลจนถึงเราเห็นปรากฏการณ์หลายอย่างในตัวระบบกระบวนการยุติธรรมเองด้วย ซึ่งหมายความว่าการตรวจสอบ ยากมาก เมื่อวานนี้ผมก็เลยพูดเป็นเหตุการณ์สมมติว่าถ้าพรรคการเมืองไปยึดวุฒิสภา เข้ามาเป็นรัฐบาลด้วยแล้ว วุฒิสภาก็ส่งคนไปอยู่ในองค์กรอิสระ แล้วก็แปลว่ารัฐบาลทำผิด องค์กรอิสระก็ไม่ตรวจสอบ จะตรวจสอบองค์กรอิสระก็ไม่ได้ มันกลายเป็นเหมือนกับใช้สิทธิเสรีภาพสมคบกันล้มล้างการปกครองหรือไม่ นี่ผมพูดเป็นตุ๊กตา เป็นเหตุสมมติผมก็เลยไม่ทราบว่าทำไมคุณศุภชัย ใจสมุทร จึงต้องมาตอบ ผมไปกินอะไรมาไม่ทราบนะครับ ช่วยให้ท้องท่านเย็นหน่อยก็ดีนะครับ
ประเด็นก็คือว่าพอมันเป็นอย่างนี้ เมื่อกี้เหมือนท่านผู้นำฝ่ายค้านก็บอก อ้าว เราทำไปแล้วมันจะเป็นไปได้เหรอ สิ่งที่ผมอยากจะบอกเป็นคำตอบในส่วนที่ 2 คือว่าผมกังวลในแง่ของสภาพบ้านเมือง แต่ผมในฐานะฝ่ายค้านคนหนึ่ง ผมไม่กังวลในการปฏิบัติหน้าที่ และก็ต้องบอกคุณหมอน่าจะยืนยันได้ว่าในยุคที่ผมต่อสู้กับทางพรรคของท่าน ตอนนั้นก็มีในหลายสถานการณ์ที่ต้องบอกว่าของท่านนี่ใหญ่โตมาก ทั้งในสภา ทั้งอะไรหลาย ๆ อย่างเราไม่รื้อฟื้นเรื่องเก่า ๆ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ในพรรคของเรา เราพูดเสมอก็คือเราต้องทำหน้าที่นะครับ แล้วเราก็พร้อมนะครับเราเป็นพรรคที่ตอนนั้น ฟ้อง กกต. ฟ้อง ป.ป.ช. เผชิญหน้ากับตำรวจนะครับ ด้วยความเสียเปรียบทุกอย่าง แต่ว่าในหลาย ๆ เรื่องในที่สุดก็ไม่น่าเชื่อว่ามันเกิดเหตุที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้นะครับ เพราะฉะนั้นไม่อยากให้กังวลในการทำหน้าที่ เครื่องมือเครื่องไม้ที่มีอยู่ตามกฎหมาย สิทธิที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญ ก็ต้องใช้ครับ แม้ว่าอาจจะมองว่าใช้ไปครั้งที่ 1 ไม่ได้ผล ไปองค์กรที่ 2 ก็ยังไม่ได้ผล จะไปตอกย้ำอะไร ถึงที่สุดผมก็ยังเชื่อว่ามันไม่มีใครจะยอมปล่อยให้บ้านเมือง มันอยู่บนความไม่ถูกต้องหรอกมันเป็นอย่างนั้นนะครับ
แล้วก็ผมจบลงตรงที่ว่าส่วนหนึ่งที่ผมไม่กังวลตรงนี้ ก็มาจากอดีตผู้นำฝ่ายค้านอีกท่านหนึ่งนะครับก็คือท่านอดีตนายกฯ ชวน หลีกภัย เพราะว่าตอนที่ผมเข้ามาเป็น สส. ใหม่ ๆ ก็เกิดเรื่องที่ตอนนั้นมีการใช้คำว่ายึดตุลาการ แล้วก็มีการเสนอต่ออายุประธานศาลฎีกานะครับ ผมก็นี่ครับพูดคล้าย ๆ ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ผมก็ไปปรารภกับท่านนายก ฯ ชวนบอกว่าท่านมันจะไหวเหรอ ถ้าเขายึดอย่างนี้มันไปยาว มันก็ไปหมด ท่านก็บอกผมว่าทำหน้าที่ไป มันไม่มีทางหรอก ไม่มีใครหรอกในที่สุดที่จะอยู่ได้อย่างยั่งยืนบนความไม่ถูกต้องบนความไม่เป็นธรรมนะครับ ผมก็ได้กำลังใจ แล้วก็ยึดถือแนวทางนี้มาตลอด แล้วก็ยังขำอยู่ว่า เมื่อวานนี้ที่เราจัดเวทีของกรรมาธิการก็มีประชาชนเยอะมากนะครับที่มีเรื่องจะระบายนะครับ เพราะว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็มีภาคประชาชนท่านหนึ่ง ก็มาระบายกับอาจารย์วิชา มหาคุณ เรื่องที่ไปยื่น ป.ป.ช. นู่นนี่ ผมก็ฟังอาจารย์วิชา ก็ อืม เรื่องเดียวกันเลยอาจารย์วิชาบอก ใจเย็น ๆ เถอะมันต่ำสุดแล้ว มันมีแต่จะต้องดีขึ้น ก็เลยจบอยู่แค่นี้ครับ
คำถามผู้ดำเนินรายการ : ทั้ง 3 ท่าน มีความเห็นอย่างไร ต่อ คดีโกงเลือก สว. มีความเห็นอย่างไร ต่อสิ่งที่มันเกิดผลกระทบขึ้นไปแล้วในอดีต และมีความเห็นอย่างไรต่อสิ่งที่จะเกิดผลกระทบขึ้นในอนาคต หาก กกต. มีมติและอาจจะอยากส่งท้ายว่า ท่านจะมีอะไรฝากถึง กกต. ก่อนการตัดสินใจในวันที่ 14 นี้ไหมคะ ถ้ายังไงก็ ทั้ง 3 ท่านเข้าร่วมกับพวกเราด้วย เริ่มที่ท่านอภิสิทธิ์ค่ะ
ท่านอภิสิทธิ์ : ก็ก่อนอื่นเรียนว่าเวทีแบบนี้นะครับ เป็นเวทีที่เราอยากเห็น ก็คือจริง ๆ แล้วเราอยู่บนเวทีนี้ ไม่ได้ต้องเห็นตรงกันเหมือน เหมือนกันทุกเรื่องนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ต้องพูดไว้ก่อน เพราะว่าเดี๋ยวนี้สังคมไทยก็แปลก แม้แต่การขึ้นเวทีนะครับกับคนที่อาจจะเห็นไม่ตรงกันก็แปลว่าต้องไปเห็นด้วยกันหมดแล้วนะครับ แล้วก็ท่านก็จัดไมค์สีส้มมานี่ผมก็ (สภามันเป็นแบบนี้) อ๋อครับๆ (ไม่เกี่ยวกับพรรค) ก็เลยอยากจะบอกว่า ก็เลยอยากจะบอกว่า ผมก็คิดว่าประเด็นสำคัญที่ทางคุณชัยธวัช (ตุลาธน) พูดเรื่องของการที่วุฒิมาเป็นหัวใจ อันนี้ตรงแต่ว่าบางเรื่อง ก็อาจจะมีความต่างในเชิงการวิเคราะห์กันอยู่
เพียงแต่ว่าอยากจะบอกว่าเมื่อวานนี้ ตอนที่พูดง่าย ๆ มีการมาพูดถึงวิกฤตองค์กรอิสระโดยเฉพาะนะครับ อาจารย์บวรศักดิ์ (อุวรรณโณ) ท่านก็เตือนพวกเรานิดนึงว่า สภาพปัจจุบันจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ท่านบอกว่าต้องย้อนกลับไปดูว่าก่อน ปี 40 ที่จะมีองค์กรเหล่านี้ 1. ไม่เคยมีการเลือกตั้งที่ไหนเลยที่ศาลสามารถตัดสินว่ามีการกระทำความผิด เพราะว่ากว่าศาลจะตัดสิน เลือกตั้งอีกรอบแล้ว แล้วก็จำหน่ายคดีนะครับ 2. วันที่ไม่มี ป.ป.ช. นะครับแทบไม่มีประวัติศาสตร์ของการได้ผู้บริหารระดับสูงในรัฐบาลถูกลงโทษเลยนะครับ 3. วันที่ไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการรัฐธรรมนูญออกแบบมา พูดง่าย ๆ คือฝ่ายรัฐบาลเป็นเสียงข้างมากทำอะไรก็ถูกชอบด้วยรัฐธรรมนูญหมดนะครับ
เพราะฉะนั้นผมไม่ได้บอกว่าสภาพปัจจุบัน มันใช้ได้นะครับ แต่ผมบอกว่าต้องระมัดระวังในการที่จะไปสรุปว่ามันไม่ควรมีหรืออะไรเท่านั้นเอง เพราะว่าอย่างที่ผมบอกก็คือ ที่มาของมัน ก็คือนักการเมืองจัดการกันเองไม่ได้นะครับ นักการเมืองจัดการกันเองไม่ได้นั้น เพราะว่าผมก็ยกตัวอย่างในต่างประเทศว่า ส่วนใหญ่ เขาไม่ต้องมีเลยนะองค์กรอิสระ หลายประเทศไม่ไว้วางใจยังแทบไม่ต้องมีเลยนะ คือเจ้าตัว พอเจอกระแสสังคมไปก่อน เจ้าตัวไม่ไป พรรคที่สังกัดจัดการ แม้จะเป็นหัวหน้าพรรคนะ แต่ทีนี้อย่างช่วงเลือกตั้ง ผมก็ไม่รู้ต้องขึ้นเวทีกับท่านผู้นำฝ่ายค้านกี่รอบนะ เวลาถูกถามเรื่องแบบนี้ ผมกับผู้นำฝ่ายค้านก็จะยืนยันว่า ถ้าเกิดเรื่องในพรรคเรานี่ เราจัดการแต่ปัญหาว่าแล้วคนพรรคอื่นล่ะ จะจัดการยังไง นั่นคือที่มานะครับ เพราะฉะนั้นก็เลยอยากจะพูดสั้น ๆ ตรงนี้
กับประเด็นที่ 2 ผมเห็นด้วยอยู่แล้วนะครับ ขณะนี้ว่าต้องขับเคลื่อนเรื่องของการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ใช้คำนี้ก็แล้วกัน ก็คือแก้ การแก้ไขเพิ่มเติมให้เป็นการมี สสร. แต่ตอนนี้ที่ผมเตือนไว้ก็คือว่า ระวังเจอ “ฮั้ว สสร.” นะครับ มันจะลึกขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งเลยนะ ก็คือเขียนกติกาใหม่ให้มารับรองไอ้สิ่งที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้หนักขึ้นไปอีก แล้วที่ผมบอกว่า เขาอาจจะไม่กลัวที่จะทำ เพราะว่าสุดท้ายทำไม่สำเร็จ ก็ยังมีสิ่งนี้อยู่ สิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่ก็คงต้องถามท่าน ให้ผู้นำฝ่ายค้านช่วยดำเนินการเพราะว่า ผมพรรคเล็กเสียงไม่พอ คือต้องแก้รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราระหว่างนี้ไปด้วยในเรื่องของวุฒิสภากับเรื่องขององค์กรอิสระนะครับ แล้วก็ดึงสังคมเข้ามาช่วยกัน เพื่อที่จะต้องหาทางเปลี่ยนแปลงอันนี้ให้ได้นะครับ
ทีนี้มาเรื่อง สว. โดยเฉพาะนะครับ คืออยากจะบอกอย่างนี้ว่า ตอนนี้มี 2 เรื่องที่มันจะเป็นบททดสอบสำคัญว่าเราจะสามารถเดินหน้าให้กลไกการตรวจสอบมันตรวจสอบทุกคนจริง ๆ อย่างที่ว่านะครับ บังเอิญวันนี้ยังไม่ได้พูดเรื่องที่เราค้างในการยื่นขอให้ท่านประธานส่งเรื่องของ ป.ป.ช. กรณีของคุณศักดิ์สยาม (ชิดชอบ) ไปที่ศาลนะครับ ซึ่งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ก็ได้รับคำชี้แจงจากท่านประธานว่า ท่านตั้งกรรมการผู้เชี่ยวชาญอยู่ แต่ขอไม่เปิดเผยชื่อ เพราะว่าต้องการความเป็นอิสระ แต่ว่าเสร็จแล้วจะเปิดเผยอะไรต่าง ๆ ก็ว่าไป พอดีจะเล่าให้ฟังว่าเมื่อวานนี้เชิญท่านอดีตประธานกรรมการสิทธิผู้พิพากษาอาวุโส ท่านวัส ติงสมิตร ท่านก็บอกว่าจริงๆกฎหมาย เขียนว่าถ้ามีเหตุอันควรสงสัยให้ส่งนะครับ ซึ่งความจริงในอดีต ประธานเป็นแค่บุรุษไปรษณีย์นะครับ แต่ตอนนี้มาใช้คำว่าให้ใช้ดุลพินิจ แต่คำว่าดุลพินิจนั้น คือถ้ามีเหตุอันควรสงสัยให้ส่ง ท่านก็ชี้ประเด็นดีครับบอกนี่มันผ่านมากี่วันแล้วนะ 83 วัน คนนี้มีหน้าที่นับ ท่านบอกว่าถ้าใช้เวลา 83 วันนี่ แสดงว่ามีเหตุอันควรสงสัยแล้วเพราะว่าถ้ามันไม่มีเหตุอันควรสงสัยมันต้องจบไปแล้วนะครับ ดังนั้นยังไงเรื่องนี้ก็ยังเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องติดตามนะครับ
ส่วนเรื่องที่ 2 ก็คือ เรื่อง สว. นะครับ ซึ่งล่าสุด ก็มีความหวั่นไหวกันพอสมควรกับข่าวที่ออกมาว่ามีการไปเลี้ยงฉลองกันล่วงหน้าแล้วว่า 14 กันยายนนี้ก็จะรอดพ้นกันทุกคนนะครับ วันนี้ก็เมื่อสักครู่ ก็ได้พูดถึงว่า “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ก็เลยอยากจะย้ำประเด็นนี้ในวันนี้ครับว่า จริงๆ แล้ว กกต. ไม่ได้เป็นผู้ตัดสิน กกต. ทำหน้าที่นะครับ เมื่อวานมีการเทียบเคียงกันว่าเหมือนกับไต่สวนมูลฟ้อง แล้วก็มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่านี้ ต้องส่งให้ศาลพิจารณา ทีนี้คำถามว่า “ไอ้หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่านี่” จะวัดยังไงระดับไหนนะครับ ผมก็ แหม พอเจอโจทย์แบบนี้ ตอนแรกก็คิดว่าต้องถาม AI ป่ะ ถาม “ปัญญา” ถาม “ประดิษฐ์” ก็ไม่เจอคำตอบนะก็เลย “ไม่เอาทั้งปัญญา” “ไม่เอาทั้งประดิษฐ์” ผมไปดูคำสัมภาษณ์ของคุณแสวง บุญมี ซึ่งเคยพูดอบรมก่อนที่จะมีการเลือก สว. ไว้ พูดง่ายๆก็คือว่าชี้ให้เห็นว่าการที่จะโกงฮั้วกันอย่างที่เราพูดนี้ อันตรายมากนะเตือนผู้สมัครไว้ก่อน โดยมีการอ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกา ผมก็เอาคำพูดคุณแสวงนี่แหละไปใช้บริการ AI เพื่อค้นมาก็พบว่ามันเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกามาตั้งแต่นานแล้วนะครับว่า เพียงแค่ผู้สมัครพูดในทำนองแลกเปลี่ยนคะแนนกันเนี่ย เป็นความผิดแล้ว เป็นความผิดแล้ว นั่นคือก่อนหน้านั้นนะครับ
แต่ต่อมา คุณแสวงก็ “ประดิษฐ์ปัญญา” เปลี่ยนแนวว่าอ่ะ เลือกได้ อะไรนะ แลกได้อะไรได้ แล้วก็ล่าสุดก็มาเป็นผู้ชี้ซะอีกว่าองค์ประกอบความผิดต้องเป็น1 2 3 4 5 นะครับ ผมก็เลยชักไม่แน่ใจว่า เอ๊ะ จะต้องถามใครดีผมก็เลยไปดูว่าตอนนี้ สิ่งที่คุณแสวงพูดเรื่ององค์ประกอบความผิด จะไปเน้นว่า โห มันต้องชัดเจนว่ามีการเสนอผลประโยชน์ให้เงินอะไรต่าง ๆ ก็ว่ากันไปนะครับ แต่ว่ามันมีคำพิพากษาศาลฎีกา ในการเลือกครั้งนี้ สิงหาคม 68 ผู้ร้องคือกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ถูกร้อง หรือผู้คัดค้าน ก็คือผู้สมัคร 2 คน คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ ก็วินิจฉัยชัดเจนว่า ลำพังแค่สนทนาผ่านแอปพลิเคชัน LINE ว่าเรามาจับคู่กันนะ ก็เป็นความผิดตามมาตรา 62 ของกฎหมายว่าด้วยการได้มานะครับ แล้วผมก็ไปเจอคำพิพากษาศาลฎีกาอีกในเดือนกันยายน 68 เหมือนกันเลยครับ แล้วก็มีพฤศจิกายน 68 แลกคะแนนกันเฉย ๆ เลยครับ
ไม่ต้องมีพฤติกรรมอย่างที่เวทีที่คุณพริษฐ์ (วัชรสินธุ) จัดนะ แค่แลกกัน คือไอ้เรื่องที่คุณพริษฐ์ ไปจัดเวทีอะไรเยอะแยะ ผมไม่ลงรายละเอียดนะ เพราะว่าถึงแม้เราเป็นญาติกันเราไม่เคยอยู่บ้านเดียวกัน แล้วไม่อยากจะเสี่ยงต้องไปอยู่ด้วยกันนะ คือประเด็นก็คือเราเห็นได้ชัดว่า ทำไมในวันนั้น กกต.ร้องศาล โดยพฤติกรรม ไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อนเป็นขบวนการแบบที่มีการเปิดเผยออกมาเลย ดังนั้นถ้าใครคิดว่าวันที่ 14 จบวันที่ 14 ไม่จบครับ เพราะว่า ยังมี ถ้า กกต. จะพยายามทำให้เรื่องนี้หายไป แล้วบอกว่าจบวันที่ 14 เนี่ย มันมีข้อมูลอีกเยอะ ซึ่งความจริงผู้ดำเนินรายการทราบดี เพราะว่าเป็นประธานอนุกรรมาธิการที่ทำเรื่องของการเลือก สว. อยู่ มันมีข้อมูลที่กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการ และจะส่งให้ กกต. แต่ กกต. ไม่รับนะครับ และมันก็จะมีข้อเท็จจริงอื่น ๆ ที่ปรากฏมาในภายหลังซึ่ง กกต.จะกล้าปฏิเสธเหรอครับว่า สิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับการที่ท่านจะต้องใช้ดุลพินิจเพียงแค่หา “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า”
ต่อให้ท่านบอกว่าเรื่องนี้จบแล้ว สำหรับ สว. นะ ตัวท่านน่ะ เรื่องของท่านน่ะไม่จบแน่ เพราะถ้าท่านเคยส่งนี่กรณีแบบนี้ผมไปหามาทั้งปึ๊งเนี่ย แล้วท่านไม่ส่งกรณีซึ่งมันเห็นได้ชัดว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้เยอะกว่าเยอะนี่ แหม เราก็ต้องดำเนินการกับท่านครับ อันนี้ก็พูดตรง ๆ นะครับเราก็ใช้สิทธิตามกฎหมายนะครับ และนี่ไม่ใช่เป็นการข่มขู่นะครับ เดี๋ยวคุณศุภชัย ใจสมุทร จะเข้าใจผิด นี่เป็นการพูดถึงสิทธิทางกฎหมายตามความเห็นอันสุจริตของพวกผม ว่าในเมื่อมันเคยมีบรรทัดฐานที่ กกต. วางไว้เอง จากการกระทำของท่าน แล้วไปถึงศาล แล้วศาลก็เชื่อตามท่านด้วยว่ามันผิดจริง เหตุใดพฤติกรรมที่มันหนักหนาสาหัส และเป็นขบวนการมากกว่าทุกกรณีที่ผมมีอยู่ในมือนี้ จึงไม่มีการส่งศาลนะครับ เพราะฉะนั้นก็หนี้ให้สั้นที่สุดนะครับว่าถามว่าคิดยังไงเรื่องนี้นะครับ ผมก็ติดตามอยู่นะครับกับหลาย ๆ ท่านแล้วก็เป็นกำลังใจให้กับทุกคนในสังคมนะครับ ที่พยายามตรวจสอบเรื่องนี้ ว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ แต่ว่าถามว่าช่องทางที่จะดำเนินการต่อไปอย่างไร ก็คงจะมีอุปสรรคอีกแหละ อย่างที่คุณชัยธวัช พูด ก็ไม่เป็นไรครับ อย่างที่ผมบอกตั้งแต่ต้น มันก็เป็นหน้าที่ที่พวกเราทุกคนก็จะต้องทำต่อไปนะครับ เพราะฉะนั้นฟันธงอย่างนี้ครับว่า ยังไงหลังวันที่ 14 ถ้ามีความคิดว่าเรื่องนี้จบ ไม่จบแน่นอนครับ
