ประวัติพรรค
คำว่า “ประชาธิปัตย์” หรือ Democrat หมายถึง
“ประชาชนเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตย”
– ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช –
8 ทศวรรษ ประชาธิปัตย์เคียงคู่ประชาชน บนวิถีทางประชาธิปไตย
พรรคประชาธิปัตย์ (Democrat Party) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2489 เป็นพรรคการเมืองที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้จัดตั้งขึ้นก่อนที่จะมีพระราชบัญญัติพรรคการเมือง จดทะเบียนตามกฎหมาย และยังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน มีพันตรี ควง อภัยวงศ์ เป็นหัวหน้าพรรคคนแรก หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็น เลขาธิการพรรคคนแรก ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ได้ดำเนินการต่อสู้ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง จำแนกได้เป็น 8 ยุค คือ
ยุคที่หนึ่ง (พ.ศ. 2489-2501) : ยุคแห่งการสร้างพรรคและสร้างประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ
ในระยะแรกหลังการสถาปนาการปกครองระบอบประชาธิปไตย สภาพการเมืองของประเทศไทยมีความผันผวน เนื่องจากอยู่ในช่วงเริ่มต้น การดำเนินการทางการเมืองอยู่ในวงแคบ พรรคประชาธิปัตย์ได้มีการดำเนินการทางการเมืองที่สำคัญสรุปได้ ดังนี้
- ปฏิบัติหน้าที่เป็นพรรคฝ่ายค้านรัฐบาล นายปรีดี พนมยงค์
- ปฏิบัติหน้าที่เป็นรัฐบาลรับเชิญของคณะรัฐประหาร พ.ศ. 2490 โดยมีพันตรี ควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี
- ปฏิบัติหน้าที่เป็นพรรคฝ่ายค้านรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม
- ปฏิบัติหน้าที่เป็นพรรคฝ่ายค้านรัฐบาลแห่งกลุ่มจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ระหว่างปี 2501-2511 บทบาททางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ได้ยุติลงชั่วคราว เมื่อจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ทำการยึดอำนาจการปกครอง และเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จในปี 2501
ยุคที่สอง (พ.ศ. 2511-2519) : ยุคแห่งการฟื้นฟูพรรคและเชิดชูประชาธิปไตย
ภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2511 ทางพรรคฯ ได้มีการดำเนินการทางการเมืองที่สำคัญ ดังนี้
- ปฏิบัติหน้าที่เป็นพรรคฝ่ายค้านรัฐบาล จอมพล ถนอม กิตติขจร
- ปฏิบัติหน้าที่เป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง พ.ศ. 2518 โดยมี หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี
- ปฏิบัติหน้าที่เป็นฝ่ายค้านรัฐบาล หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช
- ปฏิบัติหน้าที่เป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง พ.ศ. 2519 โดยหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี
ยุคที่สาม (พ.ศ. 2522-2533) : ยุคแห่งการปรับปรุงนโยบายและเข้ามีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมือง
ในปี พ.ศ. 2521 ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521 และจัดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 22 เมษายน 2522 นับเป็นการเข้าสู่ยุคที่สามของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งทางพรรคฯ ได้มีการดำเนินการทางการเมืองที่สำคัญสรุปได้ ดังนี้
- ปฏิบัติหน้าที่เป็นพรรคฝ่ายค้านรัฐบาล พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์
- ปฏิบัติหน้าที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ (1, 2, 3, 4, 5)
- ปฏิบัติหน้าที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ
ยุคที่สี่ (ปลายปี พ.ศ. 2533-2544) : ยุคแห่งการเป็นรัฐบาลของประชาชนและฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ
ในวันที่ 12 ธันวาคม 2533 พรรคประชาธิปัตย์ได้ถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ หลังจากนั้นได้เกิดผันผวนทางการเมืองอย่างรุนแรง นำไปสู่เหตุการณ์ยึดอำนาจของ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (รสช.)” และเกิดเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ในที่สุด
ท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางการเมืองในยุคที่สี่นี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้เข้ามามีบทบาทต่อต้านเผด็จการเคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาชน จนกระทั่งเหตุการณ์สงบและนำไปสู่การเลือกตั้งในเดือนกันยายน 2535 พรรคประชาธิปัตย์ได้รับเลือกตั้งมากที่สุด จำนวน 79 คน และได้เป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ได้เข้าบริหารประเทศเป็นเวลา 2 ปีครึ่ง จนถึงกลางปี 2538 เหตุการณ์ทางการเมืองได้เกิดพลิกผันอีกครั้ง และนำไปสู่การยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2538 ในครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้รับเลือกตั้ง จำนวน 86 คน และดำเนินการทางการเมืองเป็นฝ่ายค้านรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา พรรคได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการเป็นฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ ติดตามตรวจสอบการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลจนในที่สุดนายบรรหาร ศิลปอาชา ต้องประกาศยุบสภา และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2539
หลังจากนั้น พรรคความหวังใหม่ โดยพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี บริหารประเทศเป็นระยะเวลา 11 เดือนเศษ ในปี 2540 ได้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศ ที่เกิดจากความล้มเหลวในการปกป้องค่าเงินบาทจนในที่สุด พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยในขณะนั้นต้องไปกู้เงินจาก “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)” เพื่อนำมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขได้ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ จึงประกาศลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์โดยนายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคได้รับการเลือกจากสภาผู้แทนราษฎรให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจของชาติในครั้งนั้น เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2540 ได้ปฏิบัติภารกิจจนครบวาระของรัฐบาลในปลายปี 2543 และจัดให้มีการเลือกตั้งในเดือนมกราคม 2544
ยุคที่ห้า (พ.ศ. 2544-2551) : ยุคแห่งการต่อสู้เผด็จการรัฐสภา และต่อต้านการใช้อำนาจรัฐอย่างไม่เป็นธรรมเพื่อผลประโยชน์ทับซ้อน
หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544 พรรคไทยรักไทยนำโดย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งและได้จัดตั้งรัฐบาลบริหาร ประเทศ โดยมีการยุบรวมพรรคการเมืองที่มีขนาดเล็กกว่า อาทิ พรรคความหวังใหม่ พรรคเสรีธรรมเข้าด้วย ทำให้พรรคไทยรักไทยมีเสียงในสภาจำนวน 294 เสียง ต่อมาภายหลังมีการยุบรวมพรรคชาติพัฒนาเข้าด้วยอีกทำให้พรรคไทยรักไทยมี สส. ถึง 319 คน เมื่อไปร่วมกับพรรคชาติไทย 24 คน และพรรคความหวังใหม่ที่เหลืออีก 1 คน ทำให้ฝ่ายรัฐบาลมีเสียงในสภามากถึง 344 เสียง คุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด พรรคประชาธิปัตย์มี สส. เพียง 128 คน ได้ทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อสู้กับระบอบเผด็จการรัฐสภาอย่างเข้มแข็ง เพื่อคัดค้านการใช้กลไกของรัฐสภาในการออกกฎหมายและต่อต้านการใช้อำนาจรัฐอย่างไม่เป็นธรรมและเพื่อเอื้อผลประโยชน์ต่อธุรกิจของครอบครัวและพวกพ้อง จนเป็นที่ยอมรับต่อสาธารณชน กระทั่งมีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548
การเลือกตั้งในปี 2548 ถือเป็นช่วงที่พรรคไทยรักไทยมีความฮึกเหิมเป็นอย่างยิ่ง การเลือกตั้งครั้งนั้นถูกครอบงำทั้งโดยอำนาจรัฐและอำนาจเงินโดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในขณะนั้น ถูกตั้งข้อสังเกตในความไม่เป็นกลาง และเอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคการเมืองบางพรรคหลังการเลือกตั้งพรรคไทยรักไทยได้รับเลือกตั้ง 377 คน พรรคประชาธิปัตย์ 96 คน พรรคชาติไทย 25 คน พรรคมหาชน 2 คน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น คือ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ได้ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคพรรคประชาธิปัตย์ได้เลือกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค
รัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ในปี 2548 นอกจากจะคุมเสียงเบ็ดเสร็จในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ยังพยายามดึงสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนให้มาเป็นพวกเพื่อสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล มีการแทรกแซงสื่อสารมวลชน องค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ในคดีต่างๆ อาทิ คดีซุกหุ้น คดียุบพรรคไทยรักไทย
พรรคประชาธิปัตย์ได้ทำหน้าที่ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ด้วยความเข้มแข็ง ต่อสู้กับอำนาจทั้งในระบบและนอกระบบอย่างกล้าหาญ ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้ประกาศยุบสภาเพื่อหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคประชาธิปัตย์จากกรณีขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปให้แก่กองทุนเทมาเส็ก และกำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 เมษายน 2549
การเมืองในช่วงดังกล่าวมีความขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างหนัก คดีการเลือกตั้งทุจริตของพรรคไทยรักไทยและคดีการเลือกตั้งในปี 2548 เกิดความไม่เป็นธรรมทั่วประเทศ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน ได้ประท้วงการเลือกตั้งด้วยการไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ได้ต่อสู้ในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ที่พรรคไทยรักไทยได้ร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง จนในที่สุดศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาให้ กกต. ทั้ง 3 คนมีความผิดทางอาญา ลงโทษจำคุก ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะและให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ แต่แล้วในที่สุดก็ได้เกิดการรัฐประหารขึ้น
เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ซึ่งมี พลเอก สนธิ บุณยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกเป็นหัวหน้า ได้จัดตั้งรัฐบาลโดยมีพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี บริหารประเทศส่วน พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ต้องสิ้นสุดการเป็นนายกรัฐมนตรี ลี้ภัยไปอยู่ในต่างประเทศ กระทั่งตกเป็นนักโทษในคดีอาญาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง
เมื่อรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ บริหารประเทศได้ 1 ปีเศษ ก็ได้จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 พรรคไทยรักไทยซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินและมีคำพิพากษาให้ยุบพรรคได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นพรรคพลังประชาชน และได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาอีกครั้งด้วยจำนวน สส. 232 คน พรรคพลังประชาชนได้ร่วมกับพรรคการเมืองต่างๆ จัดตั้งรัฐบาลขึ้นบริหารประเทศ โดยมีพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีจำนวน สส. 164 คน เป็นฝ่ายค้านการบริหารประเทศโดยรัฐบาลที่เป็นตัวแทนกลุ่มอำนาจเก่า ถูกต่อต้านจากประชาชนเป็นวงกว้างจนเกิดการรวมตัวขึ้นเป็นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ต่อมานายกรัฐมนตรีของรัฐบาลพรรคพลังประชาชน 2 คน ต้องพ้นจากตำแหน่งไป พร้อมๆ กับการถูกยุบพรรคพลังประชาชนอีกครั้งด้วยคดีทุจริตการเลือกตั้ง แล้วเปลี่ยนไปใช้ชื่อพรรคเพื่อไทย
เหตุการณ์ทางการเมืองที่ผันผวนทำให้เกิดการแตกแยกอย่างรุนแรงในประเทศ ความไม่ชอบธรรมในการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลทำให้เกิดวิกฤติขึ้นกับประเทศไทยอีกครั้ง แต่ในที่สุดเมื่อพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลในขณะนั้นประสบปัญหาจึงได้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีใหม่ พรรคประชาธิปัตย์โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคได้รับการสนับสนุนจากสภาผู้แทนราษฎรให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 17 ธันวาคม 2554 จึงนับเป็นการยุติบทบาทการเป็นฝ่ายค้าน 8 ปี ของพรรคประชาธิปัตย์และกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลของประชาชนเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศชาติในภาวะวิกฤติ มุ่งมั่นพัฒนาบ้านเมือง และสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น
ยุคที่หก (พ.ศ. 2552 – กลางปี พ.ศ. 2557) เชื่อมั่นประเทศไทย มั่นใจประชาธิปัตย์ พัฒนาการเมืองอย่างมีส่วนร่วมเคียงข้างประชาชน
หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทยและได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเพื่อเริ่มต้นทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2551 รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้นำพาประเทศฝ่าวิกฤติทั้งจากภายในและภายนอกประเทศโดยเฉพาะวิกฤติเศรษฐกิจที่นับว่ารุนแรงที่สุดในรอบศตวรรษ แต่รัฐบาลได้ยึดหลักการบริหารประเทศตาม “วาระประชาชน” ผลักดันนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ประกาศไว้ให้เป็นจริงและเห็นผลอย่างชัดเจนโดยมีเป้าหมายสร้างอนาคตของชาติ เพื่อโอกาสของทุกคน ผ่านนโยบาย เรียนฟรีอย่างมีคุณภาพ การรักษาฟรีโดยใช้บัตรประชาชนใบเดียว เบี้ยผู้สูงอายุถ้วนหน้า ค่าป่วยการสร้างขวัญกำลังใจให้ อสม. โครงการประกันรายได้เกษตรกรในพืชเศรษฐกิจหลัก 3 ชนิด (ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง) และโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจลดความเหลื่อมล้ำต่างๆ นอกจากนั้นรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ ยังได้วางรากฐานระบบสวัสดิการเพื่อความมั่นคงของชีวิตคนไทยและการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า เช่น โครงการขยายรถไฟทางคู่สู่ทุกภูมิภาค โครงการรถไฟความเร็วสูงในเส้นทางที่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ การตรากฎหมายกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) วางระบบการออมของคนในชาติเพื่อความมั่นคงในบั้นปลายของชีวิต และโครงการสร้างคน สร้างงาน สร้างอนาคตอย่างยั่งยืน พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน สร้างคน และการสร้างชาติ ทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศ และมีความมั่นใจพรรคประชาธิปัตย์ในการนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาอย่างมั่นคง
พรรคประชาธิปัตย์ได้เปิดพื้นที่ให้ประชาชนทุกสาขาอาชีพมีส่วนร่วมในการร่วมคิดร่วมกำหนดอนาคตประเทศไทย ผ่านกระบวนการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม อาทิ โครงการจัดทำพิมพ์เขียวประเทศไทย และ กระบวนการสมัชชาประชาชนประชาธิปัตย์ทั้งในระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับจังหวัด มีผลงานเป็นที่ประจักษ์
ในขณะที่รัฐบาลบริหารประเทศเดินหน้าไป ก็ได้เกิดสถานการณ์ชุมนุมจากฝ่ายต่อต้านและผู้ไม่หวังดี มีสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่มที่เรียกตนเองว่า แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ใช้ความอดทนด้วยความเข้าใจในวิถีประชาธิปไตย มีสมาธิในการบริหารประเทศนำพาคนในชาติโดยไม่แบ่งแยก ไม่แบ่งฝ่ายประชาชน มีความพยายามในการเจรจาเพื่อหาทางออกประเทศและยุติความขัดแย้งร่วมกัน โดยแสดงออกให้เห็นชัดเจนเป็นไปตามที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ประกาศไว้เมื่อวันเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า “ผมจะรับฟังทุกเสียงของประชาชน เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาของชาติ ผมขอยืนยันว่าจะทำงานให้กับคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเลือกผมหรือไม่เลือกผม ไม่ว่าจะสนับสนุนหรือต่อต้านผม ท่านจะเป็นใครก็ตาม หากท่านไม่คิดร้ายกับบ้านเมืองท่านไม่ใช่ศัตรูของผม และท่านเป็นผู้หนึ่งที่ผมจะต้องรับใช้อย่างเต็มความสามารถ”
วันที่ 10 พฤษภาคม 2554 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาและมีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 พรรคประชาธิปัตย์ได้ผ่านการเลือกตั้งมี สส. ระบบเขต 115 คน ระบบบัญชีรายชื่อ 44 คน รวม 159 คน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเนื่องจากไม่สามารถนำพรรคได้รับชัยชนะเป็นอันดับ 1 ในการเลือกตั้งได้ แต่ที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกมีมติเป็นเอกฉันท์เลือกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคต่อไป พรรคประชาธิปัตย์ได้กลับมาทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเข้มแข็ง ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลนางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ได้หลบหนีไปอยู่ต่างประเทศ
รัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้บริหารประเทศโดยใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินจำนวนมากมหาศาล ภายใต้นโยบายประชานิยม เปิดช่องทางให้มีการทุจริตและทุจริตเชิงนโยบาย มีผลประโยชน์ทับซ้อนหลายโครงการส่งผลกระทบต่อการเงินการคลังของประเทศ นำประเทสไปสู่วิกฤติการเงินอีกครั้ง มีการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบแห่งชาติ (ปปช.) หลายคดีความ โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าวที่มีการทุจริตเป็นขบวนการมีเครือข่ายผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการจำนวนมาก โดยงบประมาณมหาศาลที่ใช้ไปไม่ได้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรชาวนาอย่างเต็มที่ มีผู้แสวงหาผลประโยชน์จากโครงการ ในเวลาต่อมามีการตรวจสอบหลักฐานและศาลตัดสินให้ต้องโทษจำคุกหลายรายโดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเกี่ยวข้องและมีส่วนพัวพันกับขบวนการทุจริตได้เดินทางออกนอกประเทศหนีคดีความไปอีกคณะหนึ่ง นอกจากมีเรื่องการทุจริตในโครงการแล้ว โครงการรับจำนำข้าวโดยวิธีการตั้งราคาสูงเกินจริงเพียงหวังคะแนนเสียงได้สร้างความเสียหายต่อระบบการตลาด ส่งผลถึงศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยและเป็นภาระงบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก
นอกจากนั้น รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งคุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรยังมีการใช้อำนาจเผด็จการทางรัฐสภาโดยมิชอบ ไม่ฟังเสียงทักท้วงถึงความถูกต้องใดๆ มีความตั้งใจในการตรากฎหมายนิรโทษกรรมบุคคล และคณะบุคคลในทุกคดีทั้งคดีการเมืองและคดีทุจริตโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านของประชาชนที่เริ่มดังขึ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ได้ทำหน้าที่คัดค้านในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยอย่างเต็มความสามารถ แต่ไม่อาจต้านทานเสียงข้างมากในสภาที่ลุแก่อำนาจ จนถึงที่สุดประชาชนทนไม่ไหวจึงพร้อมใจกันลุกฮือขึ้นมาเป็นแนวร่วมต่อต้านขับไล่รัฐบาลเต็มแผ่นดินในนาม คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) จนถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2556 รัฐบาลจึงประกาศยุบสภา โดยกำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557
ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ทวีความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น พรรคประชาธิปัตย์ได้ประชุมรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน พรรคได้แสดงจุดยืนไม่สนับสนุนการใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมของรัฐบาลรักษาการ โดยมีมติไม่ส่งผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งในครั้งนี้ ซึ่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า การเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยในเวลาต่อมาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรีพร้อมกับคณะรัฐมนตรี 9 คน ที่ร่วมลงมติย้ายนายถวิล เปลี่ยนสี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยมิชอบด้วยกฎหมาย
สถานการณ์ทางการเมืองในบ้านเมืองในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2557 ทวีความรุนแรงมากขึ้น ประชาชนแบ่งเป็นฝักฝ่ายพร้อมที่จะเกิดสถานการณ์ความรุนแรงในบ้านเมือง จนถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และผู้นำเหล่าทัพ ได้เชิญตัวแทนพรรคการเมืองทุกฝ่ายมาร่วมเจรจาเพื่อหาทางออกให้ประเทศ แต่การเจรจาไม่สำเร็จ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ประกาศยึดอำนาจการปกครองประเทศ ในนามคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ประเทศเข้าสู่การบริหารภายใต้รัฐบาลเผด็จการทหารเป็นการปิดยุคประชาธิปไตยอีกครั้ง
ยุคที่เจ็ด (กลางปี พ.ศ. 2557 – 2562) ยืนหยัดเป็นสถาบันการเมืองในสถานการณ์ คสช. ยึดคุมอำนาจ
หลังจากที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจในการปกครอง การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของทุกพรรคการเมืองถูกจำกัด และมีการกำหนดข้อห้ามต่างๆ มากมาย เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการเมืองและพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย พรรคประชาธิปัตย์ได้รับผลกระทบไม่ต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ นับเป็นช่วงเวลาในสถานการณ์ที่ยากลำบากของทุกพรรคการเมือง ที่ต้องประคับประคองตัวเองให้ดำรงอยู่ ในขณะที่มีพรรคการเมืองหลายพรรคจำเป็นต้องประกาศยกเลิกพรรคการเมือง หรือหยุดกิจกรรมทางการเมืองใดๆ แต่พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคณะผู้บริหารพรรคในขณะนั้น ได้มุ่งมั่นยืนหยัดบริหารพรรคและดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในฐานะสถาบันทางการเมือง โดยมุ่งเน้นทำงานทางวิชาการ โดยร่วมมือกับสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย มูลนิธิควง อภัยวงศ์ เพื่อเตรียมความพร้อม รอสถานการณ์ประเทศกลับสู่บรรยากาศประชาธิปไตย เข้าสู่การเลือกตั้ง และทำกิจกรรมจิตอาสาสาธารณประโยชน์ช่วยเหลือประชาชนในทุกพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติต่างๆ ร่วมกับมูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อย่างสม่ำเสมอตลอด 6-7 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์ประเทศไทยในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากแผ่นดินในรัชกาลที่ 9 สู่แผ่นดินรัชกาลที่ 10 ที่พรรคประชาธิปัตย์ให้ความร่วมมือกับฝ่ายบริหาร เคียงข้างประชาชนซึ่งต่างมีความรู้สึกสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศ จนขึ้นสู่แผ่นดินใหม่ในรัชกาลปัจจุบัน
หลังจากร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ยกร่างเสร็จ โดยรัฐบาล คสช. จัดให้มีการลงประชามติให้ความเห็นชอบ แม้สาระในรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีหลายประเด็นที่ขัดกับหลักการประชาธิปไตย พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่ามีประเด็นที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งของสังคมในอนาคต พรรคจึงมีมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว แต่เมื่อผลการออกเสียงประชามติของประชาชนส่วนใหญ่ให้การยอมรับ เนื่องจากกระแสความต้องการให้รัฐธรรมนูญผ่านประชามติผ่านไปก่อนเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งที่ประชาชนรอคอย พรรคประชาธิปัตย์ก็ประกาศน้อมรับผลการลงประชามติ และเตรียมการนำพรรคเข้าสู่การเลือกตั้งที่กำหนดในวันที่ 24 มีนาคม 2562 เป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกหลังรัฐประหารในปี พ.ศ. 2557 ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 โดยรัฐบาล คสช. ผู้มีอำนาจให้รวบรวมนักการเมืองจากหลายพรรค จัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่คือ พรรคพลังประชารัฐ โดยพรรคพลังประชารัฐได้เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เป็นนายกรัฐมนตรีตามกติกาของรัฐธรรมนูญที่ออกแบบให้สมาชิกวุฒิสภามีสิทธิออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งในครั้งนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นทางเลือก ทางออกของประเทศไทย สำหรับประชาชนที่ไม่เลือกฝ่ายสืบทอดอำนาจเผด็จการ และไม่เลือกฝ่ายการเมืองที่พัวพันการทุจริต เพื่อให้ประชาชนที่ต้องการเห็นประเทศชาติเดินหน้าบนเส้นทางประชาธิปไตย และการเมืองสุจริต ก้าวพ้นความขัดแย้งในขณะปัจจุบันและในอนาคต แต่เวลานั้นประชาชนยังคงหวาดหวั่นกับสถานการณ์ความขัดแย้งในบ้านเมืองที่ดำรงอยู่มายาวนาน ทำให้แนวทางที่พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายพลเรือนประชาธิปไตยไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร รวมทั้งภายใต้กติกาใหม่ในรัฐธรรมนูญที่มีการออกแบบ ทำให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบหลายด้านเกิดพรรคการเมืองจำนวนมากทั้งพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ทำให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่ได้รับการเลือกตั้งน้อยลง
พรรคประชาธิปัตย์ไม่ประสบผลสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนั้น มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ 19 คน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบเขต จำนวน 33 คน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แสดงความรับผิดชอบโดยการลาออกจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประชุมใหญ่ลงมติเลือกนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ เป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 8
ยุคที่แปด (พ.ศ. 2562 – 2566) อุดมการณ์ ทันสมัย ทำได้ไว ทำได้จริง
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 ได้ประกาศแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ยุคใหม่ ที่ต้องการรวมพลังและศักยภาพของบุคลากรของพรรคในทุกๆ ด้าน มาร่วมมือกันทำงานขับเคลื่อนพรรคให้กลับมาเป็นที่ศรัทธายอมรับของประชาชน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของยุคสมัยใหม่ โดยประกาศดำรงอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีชื่อเสียง มีคุณภาพ และดำรงอยู่อย่างยาวนานที่สุดในประเทศไทย ให้มีความทันสมัย ทำงานการเมืองตอบโจทย์ประชาชนและสังคมในปัจจุบัน โดยดึงพลังจากคนรุ่นใหม่จากหลากหลายทุกวงการ ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองของคนทุกวัยที่มีความพร้อมนำพาประเทศต่อไป
พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้รับฟังความเห็นจากสมาชิกพรรคและประชาชนก่อนการตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยมีเงื่อนไขในการเข้าร่วมรัฐบาล 3 ประการ คือ รัฐบาลต้องนำนโยบายประกันรายได้เกษตรกรซึ่งเป็นนโยบายหลักของพรรคประชาธิปัตย์ไปปฏิบัติ รัฐบาลต้องให้การสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และรัฐบาลต้องบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ซึ่งพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลยอมรับเงื่อนไขนี้ พรรคประชาธิปัตย์จึงได้เข้าร่วมรัฐบาลโดยได้รับมอบหมายให้บริหารกระทรวงสำคัญคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ (โดยระยะแรกมีส่วนร่วมในการบริหารกระทรวงคมนาคมด้วย)
ในห้วงเวลาของการร่วมรัฐบาล รัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ ได้บริหารราชการแผ่นดิน มีผลงานเป็นรูปธรรมหลายด้านเป็นที่ประจักษ์ เป็นที่ยอมรับและได้รับความนิยมในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะการผลักดันนโยบายประกันรายได้เกษตรกร ในพืชเศรษฐกิจหลัก 5 ชนิด (ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน) การเปิดตลาดสินค้าในต่างประเทศ และการส่งออกสินค้าต่างๆ สร้างรายได้ให้ประเทศภายใต้นโยบายเป้าหมายสำคัญคือ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” การตลาดนำการผลิต ทุกชีวิตได้รับการดูแล โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส ซึ่งทุกนโยบายทำได้ไว ทำได้จริง
สำหรับบทบาทหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ในยุคของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ บุคลากรของพรรคประชาธิปัตย์ได้รับการยอมรับเป็นอย่างสูง โดยนายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรีสองสมัย และอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้รับการเสนอชื่อจากที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยเสียงส่วนใหญ่ลงมติให้ นายชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้นายชวน หลีกภัย ได้ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาควบคู่กันด้วย
นายชวน หลีกภัย มีบทบาทสำคัญทำหน้าที่ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติอย่างมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของสมาชิกและประชาชนทั่วไป จนได้ชื่อว่าเป็น “เสาหลักประชาธิปไตย” ซึ่งนายชวน หลีกภัย มีความตั้งใจทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่ให้เป็นที่ศรัทธาเชื่อมั่นของประชาชนและประสานความร่วมมือกับฝ่ายบริหารเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนผ่านช่องทางต่างๆ พร้อมเดินหน้าผลักดัน โครงการบ้านเมืองสุจริต เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของประเทศในระยะยาว นอกจากนนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ต่างได้แสดงบทบาทหน้าที่ทั้งในสภา และในคณะกรรมาธิการคณะต่างๆ เป็นอย่างดี
แม้ในช่วงเวลานี้พรรคประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมรัฐบาลรับภารกิจหนักในการร่วมเป็นฝ่ายบริหารประเทศในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ และวิกฤติสาธารณสุขอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โควิด – 19 แต่งานการพัฒนาพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมือง และสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน พรรคประชาธิปัตย์ก็มิได้หยุดนิ่ง พรรคให้ความสำคัญกับสมาชิกพรรค กลไกสาขาพรรคและตัวแทนพรรคประจำจังหวัดในแต่ละเขตเลือกตั้ง ร่วมกันดำเนินกิจกรรมทางการเมืองภายใต้บทบัญญัติของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองโดยเคร่งครัด
ในช่วงปลายรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยเฉพาะในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เกิดความขัดแย้งที่สามารถเป็นชนวนเหตุให้ยุบสภาอยู่บ่อยครั้ง นับตั้งแต่การเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ไปจนถึงการที่พรรคร่วมฝ่ายค้าน มีความเห็นว่ารัฐธรรมนูญห้ามมิให้บุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรวมกันเกิน 8 ปี จึงมีการร่วมกันลงชื่อและยื่นคำร้องไปยัง นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้พิจารณาส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยการนับวาระการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี รวมไปถึงเกิดการชุมนุมของประชาชน จนนำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับอำนาจของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 ที่ให้อำนาจ ในการออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ภายใต้บริบทการเมืองในช่วงก่อนการสิ้นสุดวาระของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้เกิดความพยายามจากพรรคการเมืองที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งทุกฝ่ายต่างเห็นชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 60 เป็นอุปสรรคสำคัญบนเส้นทางประชาธิปไตย ทั้งยังทำให้เกิดความได้เปรียบทางการเมือง
เดือนมิถุนายน 2564 ในการประชุมร่วมรัฐสภา จึงมีการบรรจุวาระเพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถึง 13 ฉบับ ที่เสนอโดยพรรคพลังประชารัฐ 1 ฉบับ พรรคเพื่อไทย 4 ฉบับ พรรคภูมิใจไทย 2 ฉบับ และพรรคประชาธิปัตย์เสนอทั้งหมด 6 ฉบับ เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ มีเจตนารมณ์อย่างชัดเจนในการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น และยังกำหนดให้เป็น 1 ใน 3 เงื่อนไขก่อนการร่วมรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกด้วย พรรคประชาธิปัตย์ได้มองเห็นถึงปัญหาเหล่านี้มานานตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี 60 ยังไม่มีผลบังคับใช้ จึงเป็นที่มาที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้รับรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 แต่เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวผ่านการลงประชามติ บังคับใช้เป็นรัฐธรรมนูญ พรรคประชาธิปัตย์ก็ยอมรับกติกา และตั้งความหวังที่จะให้มีการแก้ไขในวันข้างหน้า
โดยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอ 6 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างฉบับที่ 1 เพิ่มสิทธิเสรีภาพของประชาชน สิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิชุมชน สิทธิผู้บริโภค สิทธิในที่ดินทำกิน ที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 60 ลดน้อยถอยลงไป ร่างฉบับที่ 2 ตัดอำนาจสมาชิกวุฒิสภาในการแก้รัฐธรรมนูญ ร่างฉบับที่ 3 เพิ่มความเข้มข้นในกระบวนการตรวจสอบการทุจริต ร่างฉบับที่ 4 แก้ไขที่มาของนายกรัฐมนตรี และยกเลิกอำนาจสมาชิกวุฒิสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรี ร่างฉบับที่ 5 กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ซึ่งเป็นเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคการเมืองแรกที่ให้ความสำคัญ และต้องการทำให้ท้องถิ่นดีขึ้น ร่างฉบับที่ 6 แก้ไขระบบเลือกตั้ง โดยให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก 500 คน แบ่งเป็น สภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต 400 คน และ สภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ 100 คน ในการเลือกตั้งกำหนดให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ สำหรับเลือก สภาผู้แทนราษฎร 2 ประเภท สำหรับการคำนวณสัดส่วน สภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค ให้นำคะแนนที่แต่ละพรรคได้รับการเลือกตั้งมารวมกันทั้งประเทศ แล้วคำนวณเพื่อแบ่งจำนวนผู้ที่จะได้รับเลือกของแต่ละพรรค ในท้ายที่สุด ร่างแก้ไขที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอได้ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภาเพียงฉบับเดียวคือ ฉบับที่ 6
จนกระทั่งในวันที่ 24 สิงหาคม 2565 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์รับคำร้อง และมีมติเสียงข้างมากออกคำสั่งให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ส่งผลให้พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 ดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรีแทน และ 1 เดือนต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าให้เริ่มนับวาระนายกรัฐมนตรีตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2560 มีผลใช้บังคับ ทำให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กลับมาปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีตามเดิม จนกระทั่งในวันที่ 23 มี.ค. 2566 ซึ่งจะเป็นวันที่สภาผู้แทนราษฎรจะครบวาระ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ประกาศยุบสภาล่วงหน้า 3 วัน ก่อนสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 จะครบวาระ คณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 และพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเลือกตั้ง จำนวน 25 คน โดยมี สส.ระบบเขต 22 คน ระบบบัญชีรายชื่อ 3 คน ภายหลังการประกาศผลการเลือกตั้ง นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคได้แสดงความขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเลือกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมกับแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งและให้กำลังใจกับผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งทุกคนที่ช่วยกันทำหน้าที่สุดความสามารถด้วยความซาบซึ้งใจยิ่ง พร้อมกับแสดงความรับผิดชอบต่อผลการเลือกตั้ง ด้วยการลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค
รายชื่อหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

นายควง อภัยวงศ์
เป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 1
พ.ศ.2489-15 มี.ค.2511

ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช
เป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 2
พ.ศ.2511-26 พ.ค.2522

พ.อ.ถนัด คอมันตร์
เป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 3
26 พ.ค.2522-3 เม.ย.2525

นายพิชัย รัตตกุล
เป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 4
3 เม.ย.2525-26 ม.ค.2534

นายชวน หลีกภัย
เป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 5
26 ม.ค.2534-6 พ.ค.2546

นายบัญญัติ บรรทัดฐาน
เป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 6
6 พ.ค.2546-15 มี.ค.2548

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 7
15 มี.ค.2548-24 มี.ค.2562

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
เป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 8
15 พ.ค.2562-14 พ.ค.2566

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน
เป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 9
9 ธ.ค.2566-ปัจจุบัน
เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์
| 1. | ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช | 6 เมษายน 2489 – 16 กันยายน 2491 | |
| 2. | นายเทพ โชตินุชิต | 17 กันยายน 2491 – 25 มิถุนายน 2492 | |
| 3. | นายชวลิต อภัยวงศ์ | มิถุนายน 2492 – 29 พฤศจิกายน 2494 | |
| 4. | นายใหญ่ ศวิตชาติ | 30 กันยายน 2498 – 20 ตุลาคม 2501 | |
| 5. | นายธรรมนูญ เทียนเงิน | 26 กันยายน 2513 – 6 ตุลาคม 2518 | |
| 6. | นายดำรง ลัทธิพิพัฒน์ | 13 พฤศจิกายน 2518 – 6 ตุลาคม 2521 | |
| 7. | นายเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ | 3 กุมภาพันธ์ 2522 – 26 พฤษภาคม 2522 | |
| 8. | นายมารุต บุนนาค | 26 พฤษภาคม 2522 – 3 เมษายน 2525 | |
| 9. | นายเล็ก นานา | 3 เมษายน 2525 – 5 เมษายน 2529 | |
| 10. | นายวีระ มุสิกพงศ์ | 5 เมษายน 2529 – 10 มกราคม 2530 | |
| 11. | พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ | 10 มกราคม 2530 – 10 สิงหาคม 2543 | |
| 12. | นายอนันต์ อนันตกูล | 17 สิงหาคม 2543 – 6 พฤษภาคม 2546 | |
| 13. | นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ | 6 พฤษภาคม 2546 – 10 กุมภาพันธ์ 2548 | |
| 14. | นายสุเทพ เทือกสุบรรณ | 5 มีนาคม 2548 – 20 กรกฎาคม 2554 | |
| 15. | นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน | 2 กันยายน 2554 – 13 ธันวาคม 2556 | |
| 16. | นายจุติ ไกรฤกษ์ | 31 มกราคม 2557 – 24 มีนาคม 2562 | |
| 17. | นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน | 15 พฤษภาคม 2562 – 9 ธันวาคม 2566 | |
| 18. | นายเดชอิศม์ ขาวทอง | 9 ธันวาคม 2566 – ปัจจุบัน |
จำนวน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่ พ.ศ.2500-2566
| วันเลือกตั้ง | กทม. | กลาง | ใต้ | เหนือ | อีสาน | บัญชีรายชื่อ | รวม | ส.ส.ทั้งสภา |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 26 ก.พ. 2500 | 4 | 1 | 6 | 7 | 12 | – | 30 | 160 |
| 15 ธ.ค. 2500 | 11 | 4 | 8 | 13 | 3 | – | 39 | 160 |
| 30 ม.ค. 2501 | 12 | – | – | – | 1 | – | 13 | 26 |
| 10 ก.พ. 2512 | 21 | 4 | 9 | 13 | 8 | – | 55 | 219 |
| 26 ม.ค. 2518 | 23 | 12 | 15 | 17 | 5 | – | 72 | 269 |
| 4 เม.ย. 2519 | 28 | 17 | 29 | 15 | 24 | – | 113 | 279 |
| 22 เม.ย. 2522 | 1 | 3 | 15 | 7 | 9 | – | 35 | 301 |
| 18 เม.ย. 2526 | 8 | 2 | 25 | 8 | 13 | – | 56 | 324 |
| 27 ก.ค. 2529 | 16 | 10 | 36 | 10 | 28 | – | 100 | 347 |
| 24 ก.ค. 2531 | 5 | 4 | 16 | 6 | 17 | – | 48 | 357 |
| 22 มี.ค. 2535 | 1 | – | 26 | 5 | 12 | – | 44 | 360 |
| 13 ก.ย. 2535 | 9 | 9 | 36 | 8 | 17 | – | 79 | 360 |
| 2 ก.ค. 2538 | 7 | 7 | 46 | 12 | 14 | – | 86 | 391 |
| 17 พ.ย. 2539 | 29 | 14 | 47 | 21 | 12 | – | 123 | 393 |
| 6 ม.ค. 2544 | 9 | 18 | 48 | 18 | 5 | 32 | 130 | 500 |
| 6 ก.พ. 2548 | 4 | 7 | 52 | 5 | 2 | 26 | 96 | 500 |
| 23 ธ.ค. 2550 | 27 | 35 | 49 | 15 | 5 | 33 | 164 | 480 |
| 3 ก.ค. 2554 | 23 | 25 | 50 | 13 | 4 | 44 | 159 | 500 |
| 24 มี.ค. 2562 | – | 8 | 22 | 1 | 2 | 19 | 52 | 500 |
| 14 พ.ค. 2566 | – | 2 | 17 | 1 | 2 | 3 | 25 | 500 |

